โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถ่วงเวลาเส้นทางเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ “เดินอ้อม” กี่ครั้งก็ยังไม่ถึงเป้าหมาย

iLaw

อัพเดต 07 มี.ค. 2568 เวลา 14.45 น. • เผยแพร่ 07 มี.ค. 2568 เวลา 14.45 น. • iLaw

13 - 14 กุมภาพันธ์ 2568 ถูกนัดหมายให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 เพื่อปลดล็อคกลไกที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ “แก้ยาก” และเปิดทางให้นำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่แล้วหลังสภาล่มสองวันติดต่อกันทำให้โอกาสในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังไม่เป็นที่แน่นอน

รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกวางกลไกให้แก้ยากด้วยการล็อคให้ต้องได้รับความเห็นชอบไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนและไม่ได้วางกลไกว่าหากต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องทำอย่างไร จนทำให้ต้องพบกับอุปสรรคในการตีความมากมาย ไม่เพียงแต่กลไกที่ถูกวางไว้เท่านั้น ยังมีความพยายามอื่นๆ ที่พยายาม “ถ่วงเวลา” ทั้งด้วยการตั้งกรรมการขึ้นมาศึกษา การลงมติคว่ำ และการส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้เป็นต้นมาเคยมีความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแล้วอย่างน้อยสามครั้ง และทุกครั้งก็ถูกพา “เดินอ้อม” จนยังไม่สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้สักที ชวนดูกลวิธี ถ่วงเวลา-พาเดินอ้อมให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังไปไม่ถึงไหน

ตั้งกรรมการศึกษาแล้ว-ศึกษาอีก แต่ก็ได้คำตอบเดิมๆ

ย้อนกลับไปในช่วง 23 - 24 กันยายน 2563 รัฐสภาได้เคยมีวาระในการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นครั้งแรกเพื่อเปิดช่องให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาจากการเลือกตั้ง ในวาระประชุมนั้นมีทั้งหมดสามร่างที่เป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือร่างฉบับฟากรัฐบาล ฉบับฝ่ายค้าน และฉบับประชาชน โดยก่อนที่จะลงมติรับหลักการ ไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคพลังประชารัฐ ได้นำหนึ่งในกลวิธีขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรก คือ การตั้งกรรมาธิการ “ศึกษา” ก่อนที่รัฐสภาจะลงมติรับหลักการในวาระแรก ท่ามกลางการคัดค้านจาก สส. พรรคเพื่อไทยและสส.พรรคก้าวไกล (พรรคฝ่ายค้านในขณะนั้น)

กระบวนการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา “ก่อน” เป็นกลวิธีที่ถูกใช้อีกอย่างน้อยสองครั้ง ครั้งแรกในช่วงก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤษภาคมปี 2566 วันที่ 15 กันยายน 2565 พรรคร่วมฝ่ายค้านได้เสนอให้มีการทำประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้ง สส. โดยนอกจากประชาชนจะเลือกตั้ง สส. ตามเขตและบัญชีรายชื่อที่ตนต้องการแล้วยังเพิ่มคำถามประชามติไปด้วยว่าประชาชนเห็นชอบหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยมี สสร. มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน ข้อเสนอนี้ผ่านความเห็นชอบจาก สส. แต่เมื่อผ่านจากชั้น สส. ขึ้นไปยังชั้น สว. กลับถูก สว. งัดกลวิธีเดิมขึ้นมาใช้อีกครั้งคือขอตั้งกรรมาธิการ “ศึกษา” 45 วัน ก่อนที่ในท้ายที่สุดก็ลงมติคว่ำไม่ทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป

ทั้งสองกรณีที่กล่าวไปข้างต้นเป็นกลวิธี “ถ่วงเวลา” โดยการ “ศึกษา” แล้วศึกษาอีกภายใต้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาที่ยังคงมี สว. ชุดพิเศษ 250 คนที่มาจากการแต่งตั้งของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งต่อมาหลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2566 การข้ามขั้วสลับข้างจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก พรรคเพื่อไทยเสนอคำมั่นสู้กับข้อวิจารณ์เหล่านั้นว่าจะเดินหน้าเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ โดยในวันที่ 13 ตุลาคม 2566 คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยก็ได้ตั้งคณะกรรมการ “ศึกษา” แนวทางในการทำประชามติขึ้นมาอีกครั้ง จนรัฐบาลได้คำตอบออกมาเพียงว่าจะทำประชามติเพื่อเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมดสามครั้ง และจะแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2654 (พ.ร.บ. ประชามติฯ) เพื่อปลดล็อคเงื่อนไขเสียงข้างมากสองชั้น “ก่อน”

หมดมุกศึกษา ลงมติโหวตคว่ำแทน

หลังการถ่วงเวลาด้วยวิธีการตั้งกรรมการขึ้นมาศึกษามาถึงทางตันแล้ว หนึ่งในกลวิธีสุดพื้นฐานคือการลงมติ “คว่ำ” ข้อเสนอต่างๆ การลงมติเพื่อโหวตคว่ำการเขียนรัฐธรรมใหม่ครั้งแรกเกิดขึ้นหลังกระบวนการตั้งกรรมการศึกษาครั้งแรกเกิดขึ้น ในช่วงเดือนพฤษจิกายน 2563 หลังถูกถ่วงเวลาด้วยการตั้งกรรมการศึกษา เสร็จสิ้น รัฐสภานัดพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 23-24 กันยายน 2563 ในการพิจารณาครั้งนั้นมีร่างสามฉบับคือร่างฉบับรัฐบาล ฉบับฝ่ายค้าน และฉบับภาคประชาชนที่ร่วมกันเข้าชื่อกว่าหนึ่งแสนรายชื่อ

หลังอภิปรายเสร็จสิ้นและมีการลงมติรับหลักการ ร่างฉบับภาคประชาชนถูก “คว่ำ” เป็นร่างแรกในสามร่างนั้น โดยร่างสองฉบับที่เหลือผ่านด่านได้รับความเห็นชอบ แต่ในท้ายที่สุดเมื่อมาถึงวาระสามที่มีการอภิปรายยาวนานถึง 12 ชั่วโมงทั้งสองร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้านและรัฐบาลก็ถูกลงมติคว่ำโดยได้รับเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่ถึงหนึ่งในสาม

นอกจากการคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องไปสู่การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ยังมีการคว่ำญัตติที่เสนอให้มีการทำประชามติเพื่อเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ถึงสองครั้ง ครั้งแรกในช่วงก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2566 โดยในครั้งแรกนี้ ข้อเสนอนี้สามารถผ่านด่าน สส. ไปได้แต่ไปถูกคว่ำในชั้น สว. ส่วนอีกครั้งหนึ่งคือหลังการเลือกตั้งในปี 2566 สส. พรรคก้าวไกล (เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคประชาชนหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคก้าวไกล) ได้เสนอให้มีการทำประชามติสอบถามประชาชนว่าต้องการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับได้หรือไม่ ในครั้งนี้ถูกคว่ำตั้งแต่ในชั้น สส. โดย สส. พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรครัฐบาลอ้างว่าไม่สามารถเห็นชอบให้ได้ด้วยข้อกังวลว่า “อาจนำไปสู่ข้อกังวลหากมีการแก้ไขหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์”

ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยครั้งแล้วครั้งเล่า

นอกจากการ ”ถ่วงเวลา” ด้วยการตั้งกรรมาธิการหรือกรรมการขึ้นมาศึกษาแล้ว อีกหนึ่งไม้เด็ดที่นอกจากจะเป็นการ “ถ่วงเวลา” ยังเป็นการพาเดินอ้อมออกจากเส้นทางการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่คือการเสนอญัตติต่อรัฐสภาให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า การเขียนจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในแบบที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นั้นถูกต้องหรือชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ก่อนที่ สว. ชุดพิเศษจะลงมติคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับที่ผ่านความเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 ในวาระสาม ในช่วงที่ยังอยู่ในวาระสองได้เคยมีการเสนอญัตติเพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 สส. พรรคพลังประชารัฐ พร้อมกับ สว. ชุดพิเศษ ได้เสนอให้มีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่ารัฐสภามีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยมี สสร. มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนหรือไม่ ข้อเสนอนี้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาและส่งไม้ต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และในท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาอยู่แล้ว แต่ต้องมีการทำประชามติสอบถามประชาชนว่าเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วให้ประชาชนได้ลงมติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

หลังจากการกระบวนการการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับถูกเตะถ่วงในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังการเลือกตั้งในปี 2566 ได้มีความพยายามใหม่แต่ก็ถูกสกัดกั้นด้วยข้ออ้างในการตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ว่าจะต้องทำประชามติทั้งหมดกี่ครั้ง วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาตีความว่าคำวินิจฉัยที่ 4/2564 อาจระบุให้ต้องมีการจัดทำประชามติสามครั้งเพื่อสอบถามประชาชน “ก่อน” ที่จะมีการเสนอญัตติต่อรัฐสภา จึงตัดสินใจไม่บรรจุวาระการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ของ สส. เพื่อไทย และสส. พรรคก้าวไกล เป็นเหตุให้ สส. เพื่อไทย โดย ชูศักดิ์ ศิรินิล หาทางออกด้วยการเสนอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกเป็นครั้งที่สองเพื่อสอบถามให้ละเอียดมากขึ้นว่าจะต้องทำประชามติกี่ครั้ง แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง โดยศาลระบุว่าคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ศาลรัฐธรรมนูญได้ “วินิจฉัยโดยละเอียดและชัดเจนแล้ว” แต่ความชุลมุนในการตีความก็ยังคงเป็นประเด็นอยู่เช่นเดิมว่าจะต้องทำประชามติสองหรือสามครั้ง

เพื่อฝ่าทางตันแห่งความชุลมุนในการตีความ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. พรรคประชาชน (พรรคก้าวไกลเดิม) เดินสายพูดคุยกับทั้งประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและประธานรัฐสภาถึงแนวทางในการตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 จนในท้ายที่สุดประธานรัฐสภาก็ยอมบรรจุวาระในการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยที่ยังไม่มีการทำประชามติก่อนที่พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยจะเสนอญัตติเขียนรัฐธรรมนูญใหม่สู่รัฐสภา

ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยแล้ว แต่สภายืนยันจะยื่นอีกเป็นครั้งที่สาม

นัดสำคัญของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 13 -14 กุมภาพันธ์ 2658 กลับสู่วังวนแห่งความชุลมุนในด้านการตีความอีกครั้ง แม้ว่าประธานรัฐสภาจะบรรจุวาระเพื่อเขียนรัฐธรรมนูญใหม่โดยที่ยังไม่ต้องมีการทำประชามติก่อน แต่ สว.ชุดปี 2567 ที่มาจากระบบแบ่งกลุ่ม-เลือกกันเองบางส่วน ก็ได้เดินเกมส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกเป็นครั้งที่สาม ว่ารัฐสภามีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในขณะที่ยังไม่ได้มีการทำประชามติได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม สว.ชุดนี้พ่ายโหวตที่จะให้เลื่อนการลงมติส่งศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาวินิจฉัยก่อน เป็นเหตุให้ สส. ฝ่ายรัฐบาลและ สว. ส่วนใหญ่วอล์คเอาท์ออกจากที่ประชุมจนทำให้สภาต้องล่มติดต่อกันสองวันและทำให้อนาคตในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ยังคงไปไม่ถึงไหน

ฝ่ายที่ต้องการส่งศาลรัฐธรมนูญให้วินิจฉัยตีความคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ว่าจะต้องมีการทำประชามติก่อนที่จะมีการเสนอญัตติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อยังไม่ได้มีการทำประชามติและจะมีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจขัดกับคำวินิจฉัยที่ 4/2564 และอาจทำให้ สส. หรือสว. อาจถูกดำเนินคดีในภายหลัง

แต่ความพยายามในการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเป็นครั้งที่สามยังไม่ได้สิ้นผลไปเสียทีเดียว ญัตติที่ถูกเสนอโดย สว. เปรมศักดิ์ เพียยุระในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ยังคงอยู่ในระเบียบวาระ และก็ได้มีเสนอญัตติในลักษณะเดียวกันนี้โดย วิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส. พรรคเพื่อไทยด้วยเช่นกัน โดยอ้างว่าเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาที่มีข้อกังวลจะได้ “สบายใจมากขึ้น” ซึ่งหลังนัดสำคัญเมื่อวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2568 ต้องล่มไปแล้ว วิปรัฐบาล-ฝ่ายค้าน-สว. ได้มีการตกลงกันว่าจะเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาญัตติส่งศาลรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ในวันที่ 17 มีนาคม 2568

ซึ่งทำให้เป็นที่น่าจับตาว่าหากรัฐสภาเห็นชอบให้มีการส่งศาลรัฐธรรมนูญแล้วและผลลัพธ์ในการส่งศาลรัฐธรรมนูญออกมาเป็นเช่นเดิม เส้นทางในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่จะถูกใช้เทคนิคอะไรในการถ่วงเวลาและเดินอ้อมไปทางไหนอีกหรือไม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...