โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธนาคารต่างชาติลดเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือแค่ 2.3% นักวิเคราะห์แบงก์ญี่ปุ่น-จีน-สหรัฐ ชี้ตรงกัน ไทยลดดอกเบี้ยไม่แรงพอจะรับมือปัจจัยลบแรง คาดต้องลดมากถึง 0.75% ถึง 1% อีกในปี 69 นับเป็นธนาคารกลางที่ต้องลดดอกเบี้ยมากที่สุดในอาเซียน เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอืดช้ากว่าทุกชาติในอาเซียน

BTimes

อัพเดต 23 มี.ค. 2568 เวลา 23.19 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. 2568 เวลา 05.21 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ ซึ่งเป็นหนึ่งในสายงานธุรกิจของธนาคารโนมูระที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยยังปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลงไม่มากพอท่ามกลางสภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ล่าช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ หลังผ่านพ้นวิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 เป็นต้นมานั้น ทำให้คาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกถึง 1% ภายในปี 2026 สอดรับกับธนาคารแบงค์ ออฟ อเมริกา เอ็นเอ เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมากถึง 0.75% ภายในปี 2026 ส่งผลให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะที่จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน

ชาร์นน บุญนุช นักเศรษฐศาสตร์บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ กล่าวว่า ประเทศไทยไม่เพียงเป็นประเทศที่มีภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างล่าช้าเมื่อเปรียบเทียบกับหลังสิ้นสุดการระบาดของโรค โควิด-19 แต่ยังเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่มีภาวะเศรษฐกิจเปราะบางอย่างมากต่อนโยบายสงครามการค้า หรือนโยบายการปกป้องการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังตกอยู่ในภาวะมีความกังวลเพิ่มขึ้นอย่างมากกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่กำลังอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ และไปอยู่ในฐานะที่ไม่สามารถจะปฏิเสธ หรือต่อต้านอย่างแข็งกร้าวกลับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นมากขึ้นเหมือนกับในช่วงที่ผ่านมา

ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของอาเซียนกำลังอยู่ในภาวะเร่งด่วน ท่ามกลางสองปัจจัยหลบทางเศรษฐกิจที่มีขนาดของผลกระทบรุนแรงได้แก่นโยบายสงครามการค้าผ่านการปรับขึ้นภาษีนำเข้ายังแข็งกร้าวของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายโดนัลด์ ทรัมป์ และตลาดการท่องเที่ยวของไทยในปี 2025 นี้ ที่ไม่สามารถฟื้นตัวได้แรงมากพอที่จะชดเชยเครื่องยนต์เศรษฐกิจอื่นๆของไทย นอกจากนี้ปัญหาเศรษฐกิจพื้นฐานที่เรื้อรังได้แก่ภาวะหนี้ครัวเรือนระดับสูงถึงเกือบ 90% ที่สำคัญเป็นภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในระดับที่ปลอดภัยและยอมรับได้เมื่อเปรียบเทียบกับทั่วโลก จากตัวเลขในอดีตที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจไทยอ่อนแรงลงอย่างชัดเจนโดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่ำกว่า 2% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์หลายคนจากหลายสถาบันการเงินล้วนมีมุมมองว่าธนาคารแห่งประเทศไทยอาจตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลงต่อเนื่องโดยเฉพาะในการประชุมในเดือนมิถุนายนนี้ อย่างไรก็ตามมีมุมมองของนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยที่ประเมินว่าธนาคารแห่งประเทศไทยอาจตัดสินใจเหนือความคาดหมายเป็นครั้งที่สองโดยการลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้หลังจากในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านไปธนาคารแห่งประเทศไทยลดอัตราดอกเบี้ยเหนือความคาดหมายจากผลสำรวจของทุกสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ

นายไค เว่ยอัง นักวิเคราะห์จากธนาคาร แบงค์ ออฟ อเมริกาเปิดเผยว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วยการแจกเงินสดในช่วงที่ผ่านมาและส่วนที่เหลือในอนาคตมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจในวงจำกัด และส่งผลน้อยต่อการกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศ นอกจากนี้การใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวไทยกับสินค้าคงทนในระยะยาวจะยังคงอ่อนแอลง เช่น รถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถึงแม้ว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านไป ธนาคารแห่งประเทศไทยจะผ่อนปรนมาตรการ LTE เพียงชั่วคราวก็ตาม สาเหตุมาจากข้อจำกัดและความเข้มงวดในการพิจารณาปล่อยกู้จากสถาบันการเงินในประเทศ ดังนั้น เมื่อพิจารณารวมกับปัจจัยลบอื่นๆ ทำให้ธนาคารปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจไทยลงจาก 2.6% เหลือเพียงแค่ 2.3% ในปี 2025 นี้

ลาวันยา เวนเกตส์วรัน นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโอเวอร์ซี ไชน่า แบงค์กิ้ง คอร์ปอเรชั่น หรือธนาคารโอซีบีซี ซึ่งเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่ชั้นนำแห่งหนึ่งในประเทศจีน เปิดเผยว่า นโยบายและมาตรการที่รัฐบาลไทยใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจปัจจุบันจะมุ่งเน้นไปในการเพิ่มกำลังซื้อในการบริโภค ซึ่งปราศจากมาตรการที่จำเป็นในการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่ฉุดรั้ง และเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน

ในขณะที่บลูมเบิร์ก ซึ่งเป็นสำนักข่าวด้านเศรษฐกิจการเงินการลงทุนชื่อดังระดับโลกจากสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่าผลกระทบจากสงครามภาษีจึงนำไปสู่สงครามการค้าของโลกอาจส่งผลให้ฉุดอัตราการขยายตัวหรือจีดีพีของเศรษฐกิจไทยในปี 2025 ถึง 0.5% ท่ามกลางตัวเลขคาดการณ์จีดีพีไทยจะขยายตัวในปีนี้ที่ระดับเกินกว่า 2.5%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...