โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“วิโรจน์“ บุกกรมสรรพากร ขอ “ปิ่นสาย” ส่งเรื่องให้ คกก. ภาษีอากร สอบ“ตั๋ว PN นายกฯ”

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 28 มี.ค. 2568 เวลา 04.03 น.

“วิโรจน์“ บุกกรมสรรพากร ขอ “ปิ่นสาย” ส่งเรื่องให้ คกก. ภาษีอากร สอบ“ตั๋ว PN นายกฯ” ลั่น ขอเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อร่วมรับผิดรับชอบกับคำวินิจฉัย หวั่น “แพทองธารโมเดล” จะทำให้รัฐ ไม่สามารถจัดเก็บภาษีรับให้ได้ ชี้ ถ้าเกิดความเสียหายต่อชาติเตรียมเอาผิด อธิบดี-กรรมการ คกก.

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อพรคประชาชน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินหน้ายุทธการโรยเกลือหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยื่นร้องกรมสรรพากรให้ตรวจสอบนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กรณีการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน (ตั๋ว PN) ในการซื้อหุ้น เข้าข่ายทำนิติกรรมอำพราง หลบเลี่ยงหรือหลีกเลี่ยงภาษีที่ผิดกฎหมาย เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายภาษีการรับให้

นายวิโรจน์ กล่าวว่า จะต้องมีการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการและเป็นลายลักษณ์อักษร การกระทำในลักษณะแบบนี้เข้าข่ายนิติกรรมอำพราง เจตนาที่แท้จริงคือ การรับให้หุ้นจากบุคคลในครอบครัว แต่กลับใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อทำนิติกรรมอำพรางเปลี่ยนเจตนาการรับให้ เป็นการหลีกเลี่ยงภาษี 5% ใช่หรือไม่

ส่วนกรณีที่นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากรออกมาชี้แจงว่าตั๋ว PN สามารถทำได้ทั้งระบุและไม่ระบุเวลา ด้านนายวิโรจน์แสดงความเห็นว่า เป็นการชี้แจงลักษณะปักใจเชื่อว่าเป็นการทำธุรกรรมซื้อขายโดยไม่มีการตั้งข้อสงสัยเลย โดยนายปิ่นสาย ระบุว่า ไม่มีการกำหนดกรอบการชำระเงิน หากผู้ขายมีการชำระเงินก็สามารถที่จะไปชำระภาษีบุคคลธรรมดาได้ตาม ภงด. 90/91 แต่อธิบดีไม่ได้ตอบคำถามว่าลักษณะดังกล่าวเป็นการทำนิติกรรมอำพรางหรือซื้อขายกันจริงๆ ซึ่งถ้าหากเป็นการรับให้ส่วนที่เกินจาก 20 ล้านบาท จะต้องจ่ายภาษี

สำหรับส่วนที่เกินจากกฎหมายกำหนดจะต้องจ่ายภาษีดังนั้นจึงอยากให้กรมสรรพากรวินิจฉัยเป็นลายลักษณ์อักษรเพราะประชาชนมีความสงสัย หากในอนาคตประชาชน จะต้องการโอนหุ้นให้กับทายาทจะสามารถทำแบบนายกรัฐมนตรีโดยการใช้ตั๋ว PN ได้หรือไม่ และมีการยกกรณีตัวอย่างของ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีที่มีการโอนหุ้นให้กับลูกสาวในลักษณะของการรับให้ ซึ่งก็มีการชำระภาษีไปแล้ว 92 ล้านบาท

นายวิโรจน์กล่าวย้ำว่ากรมสรรพากรจำเป็นต้องชี้แจงต่อสาธารณะ ให้ชัดเจนว่าหากนายกฯทำได้นั่นหมายความว่าประชาชนทั่วไปก็ทำได้เช่นเดียวกัน

เมื่อถามว่าจะมีวิธีการใดที่จะสามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนว่าการออก ตั๋ว PN 9 ฉบับนั้น ดำเนินการผิดกฎหมาย นายวิโรจน์กล่าวว่า คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรสามารถตรวจสอบและสอบสวนข้อเท็จจริงได้ ตนจึงได้ทำหนังสือเพื่อขอให้อธิบดีกรมสรรพากรต้องดำเนินการตามมาตรา 13 สัตต (3) ของประมวลกฎหมายรัษฎาอากร เพื่อขอความเห็น ต่อคณะกรรมการภาษีอากรให้ทำการวินิจฉัยกรณีการถือตั๋วสัญญาของนายกฯ โดยให้ออกเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้เป็นแนวปฏิบัติในอนาคต

ส่วนในอนาคตจะมีการตรวจสอบการทำงานของอธิบดีกรมสรรพากรหรือไม่ หากไม่ส่งเรื่องให้ทางคณะกรรมการวินิจฉัย นายวิโรจน์ระบุว่า “แม้ท่านจะปักใจเชื่อว่าเป็นการซื้อขายจริง จนท่านไม่ได้ฉุกคิดแต่คราวนี้ท่านควรฉุกคิดตนขอตั้งคำถามว่าหาก สมมุติว่านายกทำได้คนอื่นก็ทำบ้างอะไรก็ตามที่เป็นช่องว่างของกฎหมายมีหลักคิดอยู่สองเรื่อง คนที่ทำถ้าหากถูกกฎหมายก็พร้อมที่จะเปิดเผยต่อสาธารณะแต่ถ้าหากมีการใช้ช่องว่างทางกฎหมายจะมีพฤติกรรมหลบหลบซ่อนซ่อนเพราะคนทำก็มีความระแวง เพราะตัวกฎหมายสามารถตีความกันได้ ส่วนอะไรก็ตามที่เป็นผลประโยชน์ต่อสาธารณะ

ยิ่งทำมากก็ยิ่งดียกตัวอย่าง ซึ่งถ้าหากกรณีนายฯ มีคนทำตามจำนวนมาก ตนขอถามว่า สาธารณะและประชาชนได้ประโยชน์อะไร สุดท้ายจะเป็นผลกระทบอย่างร้ายแรงในการจัดเก็บภาษีซึ่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน“

กรณีที่นายกฯ ชี้แจงว่าได้มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินให้ป.ป.ช. ตรวจสอบ 2,900 ล้านบาทนั้น นายวิโรจน์มองว่า ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. เป็นการยื่นบัญชีทรัพย์สินแต่ไม่ได้หมายความว่ามีการชำระภาษีอย่างถูกต้องและครบถ้วน วันนี้ตนทำใจเป็นกลางจึงต้องการคำวินิจฉัยจากคณะกรรมการภาษีอากร เพราะว่าความเป็นธรรมนายกรัฐมนตรีก็คือประชาชนคนหนึ่งถ้าหากคณะกรรมการบอกว่าทำได้ประชาชนคนอื่นก็ทำได้ แต่หลังจากนี้การจัดเก็บภาษีการรับให้จะไม่สามารถทำได้

นายวิโรจน์ยังมองว่านายกฯมีการวางแผนเรื่องการจ่ายภาษีแบบดุดันและไม่เกรงใจใคร เพราะจากการออกตั๋วสัญญาPN 9 ฉบับ จ่ายภาษีให้รัฐเพียง 27 บาท จากปกติตัวสัญญากู้เงินจะต้องจ่ายภาษีอากรฉบับละ 10,000 บาทรวมเป็น 90,000 บาท

ส่วนกรณีการเทียบเคียงการซื้อขายหุ้นของนายกฯกับนางสาวเบญจา หลุยเจริญ นายวิโรจน์แสดงความเห็นว่าในกรณีของคุณเบญจาไม่มีความเห็นจากคณะกรรมการภาษีอากรแต่เป็นการรับให้ตรวจสอบ ซึ่งนายปิ่นสายได้ให้ความเห็น แต่สำหรับกรณีของนายกรัฐมนตรีนั้นตนย้ำว่า นายปิ่นสายจะต้องรับผิดชอบตามหน้าที่โดยตรงในการจัดเก็บภาษี เพราะนายปิ่นสายไม่ได้ทำหน้าที่ให้กับใครแต่ทำหน้าที่ให้กับแระชาชน ซึ่งจะต้องวางตนให้มีความเป็นธรรมตามมาตา 62 ตามรัฐธรรมนูญ ต้องจัดทำภาษีให้เกิดความเป็นธรรมกับสังคม การให้ความเห็น อย่างเดียวนั้นไม่พอจึงจำเป็นต้องมีลายลักษณ์อักษรออกมา

นายวิโรจน์กล่าวย้ำว่าตนจะให้เวลาอธิบดีทำงานและตนใช้กลไกในชั้นคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรในการติดตามความคืบหน้า ซึ่งจะเชิญอธิบดีไปชี้แจงและเชิญผู้แทนจากสำนักงานตรวจเงินแห่งแผ่นดิน หรือ สตง. มาให้ความเห็นด้วย เพราะดูจากแนวปฏิบัติแล้ว ตั๋วPN ของนายกรัฐมนตรีนั้นไม่สามารถเช็คเก็บภาษีรับให้ได้

นายวิโรจน์ชี้แจงว่าหลังถูกตีความเจตนารมย์ของตนจากการอภิปรายไปในทางที่ผิดที่ผิดทางในวิโรจน์กล่าวว่า “ตั๋ว PN เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ไม่ได้ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการใช้เพื่อให้เครดิตทางการเงินที่ยังคงทำได้ แต่ปัญหาปัญหาซึ่งจะต้องเป็นประเด็นในการวินิจฉัยคือเจตนาที่แท้จริงเป็นการซื้อขายจริงหรือไม่หรือเป็นการซื้อขายทิพย์แล้วใช้ตั๋ว PN เป็นรูปแบบเรียงจ่ายภาษีรับให้หรือเปล่า “

ดังนั้นจึงขอให้ตรวจสอบวัตถุประสงค์และเจตนาของนายกฯ ซึ่งถ้านายกฯมีเจตนาซื้อขายจริงๆก็ไม่ผิดแต่ถ้าเป็นการจงใจทำนิติกรรมอำพรางสร้างรูปแบบการซื้อขาย ขึ้นมาทั้งทั้งที่เป็นการที่รับให้หุ้นถือว่าเป็นนิติกรรมอำพรางที่ผิดกฎหมาย ดังนั้นคนที่สามารถสืบสวนจนมีคำวินิจฉัยถึงเงื่อนไของค์ประกอบที่เข้าข่ายทำนิติกรรมอำพราง คือคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรรวมไปถึงให้มีการตรวจสอบย้อนหลังการยักย้ายจ่ายเทหุ้นของนายกด้วย เพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบการซื้อขายหุ้นที่ผ่านมาของนายกฯ

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีได้ตอบชี้แจงในสภาว่าจะเริ่มชำระซื้อหุ้นในปีหน้านายวิโรจน์ระบุว่า“ตนให้ความเป็นธรรมกับนายกฯว่าท่านอาจจะคิดอยู่แล้วแต่ไม่บอกใคร พอวิโรจน์ถามท่านก็เลยตอบความรักที่เคยซ่อนไว้อยู่ในใจไม่เคยบอกใคร ก็อดใจไม่ไหวเลยบอกต่อสภา แต่ทำไมก่อนหน้านี้ไม่ชำระเลย ซึ่งถือว่าเป็นการสะท้อนถึงเจตนา ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัย”

ทั้งนี้ตนให้ความเป็นธรรมไม่เชื่อมโยงโยงการจ่ายภาษีระหว่างนายกฯและนายทักษิณ ชินวัตร เพราะกฎหมายคนละยุคสมัยกัน

เมื่อถามว่าแนวโน้มของคำวินิจฉัยคณะกรรมการหากสอดคล้องไปทางการออกตั๋วPNของนายกไม่ผิดกฎหมายถือว่ายุทธการโรยเกลือของฝ่ายค้านล้มเหลวหรือไม่ นายโรจน์ชี้แจงว่า หากคณะกรรมการวินิจฉัยออกมาในลักษณะนั้นและไม่มี องค์ประกอบอื่นๆรับรองว่าในปีภาษีถัดไป จะพบความเสียหายต่อแผ่นดินแน่นอน เพราะภาษีการทำให้จะลดไปอย่างมีนัยยะสำคัญ ดังนั้นหากมีคำวินิจฉัยเป็นรายลักษณ์อักษรนั้นหมายความว่าคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรและอธิบดีกรมสรรพากรจะต้องรับผิดชอบ เพราะหลังจากนี้ตนจะรอรอดูหากพบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแผ่นดินที่เกิดขึ้นจากกลุ่มบุคคลหรือคนใดจะซึ่งตนจะเอาผิด คนที่ลงนามในคำวินิจฉัยเพราะเป็นการวางแนวทางที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ

ถามย้ำว่ากรณีการใกล้ชิดของนายปิ่นสาย ที่เป็นบุตรชายของนายปลอดประสพ สุรัสวดี ที่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย อาจจะทำให้ คำวินิจฉัยเป็นไปในทิศทางของนายกฯหรือไม่นั้น นายวิโรจน์กล่าวว่า จะต้องให้ความเป็นธรรม และให้เวลากับอธิบดีโดยเชื่อว่าหากใช้คำว่าความใกล้ชิดจะเอื้อประโยชน์ต่อกันนั้นเป็นการกล่าวหากันมากจนเกินไป ขอให้เวลาการกระทำและการใช้อำนาจเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าประชาชนจะไว้ใจท่านได้อีกหรือไม่

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...