โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

KISS-KAMART ใครคือราชินีแห่งความงามตัวจริง?

ทันหุ้น

อัพเดต 26 มี.ค. 2568 เวลา 05.44 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. 2568 เวลา 05.44 น.

#KISS #ทันหุ้น - บทวิเคราะห์ โดย บล.กสิกรไทย

ใครคือราชินีแห่งความงามตัวจริง?

กำไรปกติรวมไตรมาส 4/2567 ของกลุ่มอยู่ที่ 204 ลบ. เพิ่มขึ้น 30% YoY จากยอดขายที่สูงขึ้น แต่ลดลง 13%QoQ จาก SG&A ที่เพิ่มขึ้นจากค่าการตลาด คาดกำไรไตรมาส 1/68 เติบโตขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากยอดขายที่โตแข็งแกร่ง ขณะที่แนวทางของ KISS และ KAMART บ่งชี้ถึงส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น คงมุมมองเป็นกลางต่อกลุ่มและเลือก KISS ("ซื้อ", ราคาเหมาะสมที่ 4.77 บาท) เป็นหุ้นเด่นของเรา จากแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่มากกว่าและมูลค่าที่ไม่แพง

Investment Topics

รีวิวผลประกอบการ กลุ่มเครื่องสำอางรายงานกำไรปกติรวมไตรมาส 4/2567 ที่ 204 ลบ. เพิ่มขึ้น 29.6% YoY จากยอดขายที่สูงขึ้น แต่ลดลง 12.9% QoQ จากค่าใช้จ่าย SG&A ที่สูงขึ้น กำไรปกติรวมทั้งปี 2567 อยู่ที่ 850 ลบ. เติบโตขึ้น 29.3%YoY หนุนจากยอดขายที่สูงขึ้นและ GPM ที่ขยายตัวขึ้น โดยรวมทั้ง KAMART และ KISS รายงานยอดขายที่ขยายตัวแข็งแกร่ง หนุนจากความสำเร็จในการเปิดตัว SKU ผ่านช่องทางการขายแบบโมเดิร์นเทรดดั้งเดิมและออนไลน์

.

สถิติการดำเนินงาน รายได้เครื่องสำอางรวมไตรมาส 4/2567 อยู่ที่ 1,185 ลบ. เพิ่มขึ้น 29.9% YoY และ 7.6%QoQ ขณะที่รายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 4,317 ลบ. หรือเติบโตขึ้น 28.4%YoY หากไม่รวมการตั้งสำรองพิเศษสำหรับสินค้า COVID Trap ของ KISS ที่ 20 ลบ. GPM ของทั้ง 2 บริษัทยังเติบโตขึ้น YoY หนุนจากต้นทุนวัตถุดิบที่ถูกลงจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยรวม เรายังเห็นสัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้ไตรมาส 4/2567 อยู่ที่ 32.3% เทียบกับ 28.6% ในไตรมาส 4/2566 และ 31.4% ในไตรมาส 3/2567 จากค่าใช้จ่ายการตลาดที่สูงขึ้นเพื่อรักษาการรับรู้ของแบรนด์และค่าใช้จ่ายสำหรับการโปรโมตที่สูงขึ้นในช่วงสิ้นปี

.

แนวโน้มการเติบโต ทั้ง 2 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ระดับสูง ซึ่งบ่งชี้ถึงส่วนแบ่งการตลาดที่มากขึ้นทั้งในตลาดเครื่องสำอางและสกินแคร์ เนื่องจาก KAMART ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 4 พันลบ. ขณะที่ KISS ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 15-25% ทั้งนี้ Statista คาดว่าตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทยจะเติบโตขึ้นด้วย CAGR 5 ปี (ปี 2568-73) ที่ 4.5%

.

ในส่วนของแนวโน้มการเติบโตในไตรมาส 1/2568 สำหรับ KISS เราคาดว่าการขาดหายไปของการตั้งสำรองในไตรมาส 1/2568 จะช่วยหนุน GPM ให้เติบโตขึ้นและลดสัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้ ดังนั้น เราจึงคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1/2568 ของ KISS จะเติบโตขึ้นทั้ง YoY และ QoQ

.

ในส่วนของ KAMART ในการพูดคุยครั้งล่าสุด ผู้บริหารเชื่อว่าโมเมนตัมการเติบโตของรายได้จะยังแข็งแกร่ง ขณะที่คาดว่าสัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้จะเพิ่มขึ้นจากยอดขายที่สูงขึ้น ดังนั้น เราจึงคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตขึ้นทั้ง YoY และ QoQ เช่นกัน

.

ปรับประมาณการกำไร จากกำไรปกติไตรมาส 4/2567 ของ KAMART ที่ออกมาน้อยกว่าคาดและกำไรปกติรวมทั้งปีที่ออกมาน้อยกว่าที่ผู้บริหารคาดไว้ 10.6% เราจึงปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2568/69/70 ของเราลง 5.9%/6.3%/7.5% เพื่อสะท้อนการปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตของรายได้และปรับเพิ่มประมาณการสัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้ เนื่องจากบริษัทฯ จะยังต้องพึ่งพาค่าใช้จ่ายการตลาดที่สูงขึ้นเพื่อเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์และสนับสนุนการขยายธุรกิจในต่างประเทศ

.

Valuation and Recommendation

คงมุมมองเป็นกลาง เราคงมุมมองเป็นกลางต่อกลุ่มเครื่องสำอางและเลือก KISS เป็นหุ้นเด่นของเรา เราคาดว่าทั้งรายได้และกำไรปกติของกลุ่มเข้าสู่เฟสเติบโตปกติแล้ว เนื่องจากเราคาดว่าประมาณการรายได้รวมของทั้งกลุ่มของเราจะมี CAGR 3 ปี (ปี 2567-70) ที่ 15% เทียบกับวัฏจักรเติบโตรอบก่อนด้วย CAGR 3 ปี (ปี 2564-67) ที่ 28%

.

เราเลือก KISS ("ซื้อ", ราคาเป้าหมายที่ 4.77 บาท) เป็นหุ้นเด่นของเราจากมูลค่าหุ้นที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรและของคู่แข่งอย่าง KAMART ราคาหุ้น KISS ขณะนี้ซื้อขายด้วย PER ปี 2568/69 ที่ 13 เท่า/11.1 เท่า เทียบกับ CAGR 3 ปี ของกำไรปกติที่ 17.5% และอัตราตอบแทนเงินปันผลที่แข็งแกร่งที่ 5.8% ในปี 2568 และ 6.3% ในปี 2569

.

เราคงคำแนะนำ "ถือ" KAMART และลดราคาเป้าหมายสิ้นปี 2568 ลง 18% จาก 11.2 บาท เป็น 9.25 บาทเพื่อสะท้อนการปรับลดประมาณการกำไรและลดตัวคูณมูลค่าจากวัฏจักรการเติบโตของ EPS ที่ลดลง เนื่องจากเราคาดว่า KAMART จะรายงาน CAGR 3 ปี (ปี 2567-70) ของ core EPS ที่ 9% เทียบกับวัฏจักรการเติบโตรอบก่อนที่ CAGR 3 ปี (ปี 2564-67) อยู่ที่ 73.8%

ปัจจัยเสี่ยงได้แก่

1) ต้นทุนที่มากขึ้นจากการขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศ

2) ส่วนแบ่งการตลาดที่ลดลงในตลาดเครื่องสำอางในประเทศ

ช่องทางเฟสบุ๊ก ติดตามข่าวได้ที่เพจ ทันหุ้นออนไลน์

https://www.facebook.com/thunhoonnews

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...