KISS-KAMART ใครคือราชินีแห่งความงามตัวจริง?
#KISS #ทันหุ้น - บทวิเคราะห์ โดย บล.กสิกรไทย
ใครคือราชินีแห่งความงามตัวจริง?
กำไรปกติรวมไตรมาส 4/2567 ของกลุ่มอยู่ที่ 204 ลบ. เพิ่มขึ้น 30% YoY จากยอดขายที่สูงขึ้น แต่ลดลง 13%QoQ จาก SG&A ที่เพิ่มขึ้นจากค่าการตลาด คาดกำไรไตรมาส 1/68 เติบโตขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากยอดขายที่โตแข็งแกร่ง ขณะที่แนวทางของ KISS และ KAMART บ่งชี้ถึงส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น คงมุมมองเป็นกลางต่อกลุ่มและเลือก KISS ("ซื้อ", ราคาเหมาะสมที่ 4.77 บาท) เป็นหุ้นเด่นของเรา จากแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่มากกว่าและมูลค่าที่ไม่แพง
Investment Topics
รีวิวผลประกอบการ กลุ่มเครื่องสำอางรายงานกำไรปกติรวมไตรมาส 4/2567 ที่ 204 ลบ. เพิ่มขึ้น 29.6% YoY จากยอดขายที่สูงขึ้น แต่ลดลง 12.9% QoQ จากค่าใช้จ่าย SG&A ที่สูงขึ้น กำไรปกติรวมทั้งปี 2567 อยู่ที่ 850 ลบ. เติบโตขึ้น 29.3%YoY หนุนจากยอดขายที่สูงขึ้นและ GPM ที่ขยายตัวขึ้น โดยรวมทั้ง KAMART และ KISS รายงานยอดขายที่ขยายตัวแข็งแกร่ง หนุนจากความสำเร็จในการเปิดตัว SKU ผ่านช่องทางการขายแบบโมเดิร์นเทรดดั้งเดิมและออนไลน์
.
สถิติการดำเนินงาน รายได้เครื่องสำอางรวมไตรมาส 4/2567 อยู่ที่ 1,185 ลบ. เพิ่มขึ้น 29.9% YoY และ 7.6%QoQ ขณะที่รายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 4,317 ลบ. หรือเติบโตขึ้น 28.4%YoY หากไม่รวมการตั้งสำรองพิเศษสำหรับสินค้า COVID Trap ของ KISS ที่ 20 ลบ. GPM ของทั้ง 2 บริษัทยังเติบโตขึ้น YoY หนุนจากต้นทุนวัตถุดิบที่ถูกลงจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยรวม เรายังเห็นสัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้ไตรมาส 4/2567 อยู่ที่ 32.3% เทียบกับ 28.6% ในไตรมาส 4/2566 และ 31.4% ในไตรมาส 3/2567 จากค่าใช้จ่ายการตลาดที่สูงขึ้นเพื่อรักษาการรับรู้ของแบรนด์และค่าใช้จ่ายสำหรับการโปรโมตที่สูงขึ้นในช่วงสิ้นปี
.
แนวโน้มการเติบโต ทั้ง 2 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ระดับสูง ซึ่งบ่งชี้ถึงส่วนแบ่งการตลาดที่มากขึ้นทั้งในตลาดเครื่องสำอางและสกินแคร์ เนื่องจาก KAMART ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 4 พันลบ. ขณะที่ KISS ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 15-25% ทั้งนี้ Statista คาดว่าตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทยจะเติบโตขึ้นด้วย CAGR 5 ปี (ปี 2568-73) ที่ 4.5%
.
ในส่วนของแนวโน้มการเติบโตในไตรมาส 1/2568 สำหรับ KISS เราคาดว่าการขาดหายไปของการตั้งสำรองในไตรมาส 1/2568 จะช่วยหนุน GPM ให้เติบโตขึ้นและลดสัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้ ดังนั้น เราจึงคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1/2568 ของ KISS จะเติบโตขึ้นทั้ง YoY และ QoQ
.
ในส่วนของ KAMART ในการพูดคุยครั้งล่าสุด ผู้บริหารเชื่อว่าโมเมนตัมการเติบโตของรายได้จะยังแข็งแกร่ง ขณะที่คาดว่าสัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้จะเพิ่มขึ้นจากยอดขายที่สูงขึ้น ดังนั้น เราจึงคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตขึ้นทั้ง YoY และ QoQ เช่นกัน
.
ปรับประมาณการกำไร จากกำไรปกติไตรมาส 4/2567 ของ KAMART ที่ออกมาน้อยกว่าคาดและกำไรปกติรวมทั้งปีที่ออกมาน้อยกว่าที่ผู้บริหารคาดไว้ 10.6% เราจึงปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2568/69/70 ของเราลง 5.9%/6.3%/7.5% เพื่อสะท้อนการปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตของรายได้และปรับเพิ่มประมาณการสัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้ เนื่องจากบริษัทฯ จะยังต้องพึ่งพาค่าใช้จ่ายการตลาดที่สูงขึ้นเพื่อเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์และสนับสนุนการขยายธุรกิจในต่างประเทศ
.
Valuation and Recommendation
คงมุมมองเป็นกลาง เราคงมุมมองเป็นกลางต่อกลุ่มเครื่องสำอางและเลือก KISS เป็นหุ้นเด่นของเรา เราคาดว่าทั้งรายได้และกำไรปกติของกลุ่มเข้าสู่เฟสเติบโตปกติแล้ว เนื่องจากเราคาดว่าประมาณการรายได้รวมของทั้งกลุ่มของเราจะมี CAGR 3 ปี (ปี 2567-70) ที่ 15% เทียบกับวัฏจักรเติบโตรอบก่อนด้วย CAGR 3 ปี (ปี 2564-67) ที่ 28%
.
เราเลือก KISS ("ซื้อ", ราคาเป้าหมายที่ 4.77 บาท) เป็นหุ้นเด่นของเราจากมูลค่าหุ้นที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรและของคู่แข่งอย่าง KAMART ราคาหุ้น KISS ขณะนี้ซื้อขายด้วย PER ปี 2568/69 ที่ 13 เท่า/11.1 เท่า เทียบกับ CAGR 3 ปี ของกำไรปกติที่ 17.5% และอัตราตอบแทนเงินปันผลที่แข็งแกร่งที่ 5.8% ในปี 2568 และ 6.3% ในปี 2569
.
เราคงคำแนะนำ "ถือ" KAMART และลดราคาเป้าหมายสิ้นปี 2568 ลง 18% จาก 11.2 บาท เป็น 9.25 บาทเพื่อสะท้อนการปรับลดประมาณการกำไรและลดตัวคูณมูลค่าจากวัฏจักรการเติบโตของ EPS ที่ลดลง เนื่องจากเราคาดว่า KAMART จะรายงาน CAGR 3 ปี (ปี 2567-70) ของ core EPS ที่ 9% เทียบกับวัฏจักรการเติบโตรอบก่อนที่ CAGR 3 ปี (ปี 2564-67) อยู่ที่ 73.8%
ปัจจัยเสี่ยงได้แก่
1) ต้นทุนที่มากขึ้นจากการขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศ
2) ส่วนแบ่งการตลาดที่ลดลงในตลาดเครื่องสำอางในประเทศ
ช่องทางเฟสบุ๊ก ติดตามข่าวได้ที่เพจ ทันหุ้นออนไลน์
https://www.facebook.com/thunhoonnews