โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กรุงไทย หวั่นเทรดวอร์ ทำไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้าน-คาดจีดีพีปีนี้เหลือ 0.7%

Khaosod

อัพเดต 02 พ.ค. 2568 เวลา 04.44 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2568 เวลา 04.15 น.

กรุงไทย หวั่นเทรดวอร์ ทำไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้าน-คาดจีดีพีปีนี้เหลือ 0.7%

ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยถึงผลการวิจัยของ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจโลกว่า ตามรายงาน IMF's World Economic Outlook (WEO)เมษายน 2568 กำลังเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอนในระดับสูง

จากความตึงเครียดทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างประเทศหลัก นำโดยสหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้ IMF ต้องนำเสนอ ช่วงของการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกแทนที่จะเป็นการคาดการณ์เดียวแบบที่ผ่านมา โดยใช้ "reference forecast" แทน "baseline" ตามปกติ

IMF ได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2568 ลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 3.3% เหลือ 2.8% ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ปรับลดจาก 2.7% เหลือ 1.8% โดย IMF ระบุว่าโอกาสที่สหรัฐฯ จะเกิดภาวะถดถอยในปี 2568 อยู่ที่ 37% และโอกาสที่ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะต่ำกว่า 2% มีถึงเกือบ 30% ซึ่งสูงขึ้นจากการประเมินก่อนหน้า

ด้านยูโรโซนปรับลดจาก 1.0% เหลือ 0.8% ญี่ปุ่นปรับลดจาก 1.1% เหลือ 0.6% และจีนปรับลดจาก 4.6% เหลือ 4.0% ส่วนประเทศไทยนั้น IMF ได้ปรับลดจาก 2.9% เหลือ 1.8% นอกจากนี้ ปริมาณการค้าโลกยังถูกปรับลดจาก 4.2% เหลือ 1.7% ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบของสงครามการค้าที่มีต่อการค้าระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ IMF ยังได้คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ไว้ในสถานการณ์ต่างๆ ตามมาตรการทางภาษีที่แตกต่างกัน โดย

1.สถานการณ์ก่อนวันที่ 2 เมษายน (Pre 2-Apr): สหรัฐฯ เก็บภาษี 10% กับสินค้าจากจีน และ 25% กับสินค้าบางรายการจากแคนาดาและเม็กซิโก และสหรัฐฯ เก็บภาษีเหล็ก 25% และอลูมิเนียม 15% จากทุกประเทศ โดยจีนและแคนาดาออกมาตรการตอบโต้ คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.2% ทั้งในปี 2568 และ 2569

2.สถานการณ์อ้างอิง (Reference forecast, as of 4-Apr): เพิ่มมาตรการภาษียานยนต์ 25% และภาษีทั่วไป (Reciprocal tariff) 10-50% โดยจีนเพิ่มการเก็บภาษีเป็น 34% กับสินค้าจากสหรัฐฯ คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 2.8% ในปี 2568 และ 3.0% ในปี 2569

3.สถานการณ์หลังวันที่ 9 เมษายน (After 9-Apr): อัตราภาษีที่สหรัฐฯ เก็บจากจีนเพิ่มเป็น 115% และอัตราภาษีที่จีนเก็บจากสหรัฐฯ เพิ่มเป็น 145% ด้านสหภาพยุโรปตอบโต้ด้วยการเก็บภาษี 25% กับสินค้าจากสหรัฐฯ

ทั้งนี้สหรัฐฯ ได้มีการเลื่อนเก็บ reciprocal tariff เป็นเวลา 90 วัน คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 2.8% ในปี 2568 และ 2.9% ในปี 2569

ส่วนการคาดการณ์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย Krungthai COMPASS ประเมินผลกระทบจากสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ออกเป็น 2 สถานการณ์

Scenario 1 (S1): ไทยถูกเก็บภาษี 10% (universal tariff) ตั้งแต่ ไตรมาสที่ 2 ปี 2568 หลังจากที่มีการเลื่อนการขึ้นภาษีเต็มรูปแบบออกไป 90 วัน โดยในช่วงครึ่งปีหลังการเจรจากับสหรัฐฯ ประสบผลสำเร็จทำให้ภาษีลดเหลือเพียง universal tariff ที่ 10% จาก 36% ที่มีการรวม reciprocal tariff

ขณะที่ Sectoral tariff จะถูกเก็บในสินค้ากลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน และกลุ่มเหล็ก ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ได้รับการยกเว้น คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.0% ลดลงจากการประมาณการเดิมที่ 2.7%

Scenario 2 (S2): ไทยถูกเก็บภาษี 10% (universal tariff) ในช่วง ไตรมาสที่ 2 ปี 2568 และในช่วงครึ่งปีหลังได้รับผลกระทบเต็มรูปแบบจากการขึ้นภาษี reciprocal tariff ที่ 36% นอกจากนี้ Sectoral tariff จะถูกเก็บในสินค้ากลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน

และกลุ่มเหล็ก ตั้งแต่ไตรมาส ที่ 2 โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์จะได้ถูกจัดเก็บตั้งแต่ ไตรมาสที่ 3ในสถานการณ์นี้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 0.7% ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งการประเมินสถานการณ์ข้างต้น สอดคล้องกับมุมมองของ กนง. ที่คาดว่าเศรษฐกิจระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงสูงขึ้น จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 1.75% โดยคาดกรณีผลกระทบปานกลาง เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.0% ขณะที่กรณีผลกระทบรุนแรง เศรษฐกิจอาจขยายได้ 1.3%

แม้ว่าผลกระทบจากสงครามการค้าในครั้งนี้จะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป (slow burn) มากกว่าการเกิด ผลกระทบทันที (one time shock) เช่นในกรณีโควิด-19 แต่ยังคงส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อ GDP ของไทยในปี 2568 โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังที่เศรษฐกิจอาจชะลอตัวแรงจนอาจเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค (technical recession)

นอกจากผลกระทบเฉพาะหน้าที่สำคัญ อาทิ การส่งออกจากภาระภาษีที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และการลงทุนที่จะต่ำกว่าที่คาดไว้เนื่องจากธุรกิจเลื่อนการลงทุนเพื่อรอประเมินสถานการณ์ โดยเฉพาะธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทางตรงจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐแล้ว

และในระยะกลางและระยะยาวยังมีผลกระทบระยะถัดไปที่ต้องเตรียมรับมือ ประกอบด้วย

1. แผลเป็นทางเศรษฐกิจ ผลระยะยาวในรูปแบบของ "แผลเป็นทางเศรษฐกิจ" ดังที่ไทยเคยประสบในช่วงโควิด-19 ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 4 ปีในการทำให้เศรษฐกิจกลับเข้าสู่ระดับก่อนวิกฤติ ในครั้งนี้แม้ว่ารูปแบบของวิกฤติจะแตกต่างกัน แต่ก็ทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจสูง

โดยเมื่อพิจารณาจากการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ที่ IMF’s WEO เผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม 2568 เทียบกับรอบเมษายน 2568 ที่มีผลกระทบจากสงครามการค้าแล้วนั้น พบว่าในระยะ 5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยอาจสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 1.6 ล้านล้านบาท

2.ผลกระทบต่อ SMEsธุรกิจ SMEs ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสงครามการค้าครั้งนี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าที่ถูกเก็บภาษี จากข้อมูลโดย ธปท. พบว่า SMEs ไทยที่คาดว่าได้รับผลกระทบโดยตรงอาจมีจำนวนรวมกันกว่า 4,990 ราย

คิดเป็นมูลค่าเพิ่มจากการส่งออกประมาณ 2.2% ของ GDP ซึ่งถือว่ามีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นจากเฉลี่ย 1.7% เป็น 9.3% โดยธุรกิจกลุ่มนี้ประกอบด้วย

1.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก sectoral tariff: มี SMEs จำนวน 363 ราย ส่วนใหญ่ในกลุ่มที่ส่งออกสินค้ายานยนต์ ชิ้นส่วน เหล็กและอลูมิเนียมไปยังสหรัฐฯ ซึ่งจะถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น 25% จากเดิม 2.4%

2.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก reciprocal tariff: มี SMEs จำนวนมากถึง 4,437 ราย ที่ส่งออกสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ซึ่งจะถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น 10% จากเดิม 2.4%

3.กลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบในอนาคตจาก sectoral tariff: มี SMEs จำนวน 190 ราย ที่ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และโลหะอื่นๆ ซึ่งยังไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่มในขณะนี้ แต่มีความเสี่ยงที่จะถูกเก็บภาษีในอนาคตหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น

SMEs โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ในสัดส่วนที่สูง และมี Profit margin ที่ไม่สูงนัก มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการปรับเภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นมาก โดยเฉพาะกลุ่มกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป

อาหารสำเร็จรูปสำหรับสัตว์เลี้ยง และบรรจุภัณฑ์พลาสติก นอกจากนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มีการคาดการณ์ว่ามูลค่าส่งออกของ SMEs ไปยังสหรัฐ ปี 2568 อาจลดลงได้ถึง 38,300 ล้านบาท

ผลกระทบจากสงครามการค้าทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเป็นความเสี่ยงเร่งด่วนที่คล้ายคลึงกับในช่วงวิกฤตโควิด-19 แต่ด้วยลักษณะของผลกระทบที่แตกต่างกันในระยะสั้น ดังนั้นควรเร่งออกมาตรการรับมือ อาทิ ป้องกันการใช้ไทยเป็นฐานส่งออกสินค้าจากประเทศที่ถูกเก็บภาษีไปยังสหรัฐฯ (transshipment)

คุ้มครองตลาดในประเทศจากการทะลักเข้ามาของสินค้าต่างชาติที่ไม่สามารถส่งออกไปยังตลาดหลัก และสนับสนุนสภาพคล่องและการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยควรมองวิกฤตนี้เป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ยกระดับตำแหน่งในห่วงโซ่มูลค่าโลก: ผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตทางเลือกที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ สำหรับธุกิจที่ต้องการกระจายความเสี่ยง

การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ,เร่งยกระดับทักษะแรงงาน การพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ

ขยายตลาดและพันธมิตรการค้า: แสวงหาโอกาสในตลาดใหม่และกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน (align interest) รวมทั้งเร่งรัดการเจรจา FTAและ รับมือกับความท้าทายจากจีน: เร่งรัดการปรับสมดุลการค้ากับจีน โดยเน้นย้ำการเป็น free and fair trade

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กรุงไทย หวั่นเทรดวอร์ ทำไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้าน-คาดจีดีพีปีนี้เหลือ 0.7%

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...