“อีลอน มัสก์” เตรียมลดบทบาทในรัฐบาลทรัมป์ หลัง Tesla กำไรทรุดกว่า 70% ยอมรับบทบาทการเมืองกระทบธุรกิจ
"อีลอน มัสก์" เตรียมลดบทบาทในรัฐบาลทรัมป์ หลัง Tesla กำไรทรุดกว่า 70% ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ-การค้า ยอมรับบทบาทการเมืองกระทบธุรกิจ
วันที่ 23 เมษายน 2568 เวลา ประมาณ 12.30 น. สำนักข่าว BBC รายงานว่า อีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Tesla กล่าวว่า อีลอน มัสก์ ซีอีโอ Tesla เตรียมลดบทบาทในรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากผลประกอบการของบริษัทในไตรมาสแรกปี 2025 ตกต่ำ โดยรายได้จากการขายรถยนต์ลดลง 20% และกำไรหดตัวกว่า 70% เมื่อเทียบกับปีก่อน
Tesla เตือนนักลงทุนว่ายังไม่สามารถคาดการณ์การเติบโตได้ในระยะใกล้ เนื่องจากความรู้สึกทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป อาจกระทบต่อความต้องการของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ
มัสก์ ซึ่งเป็นผู้นำโครงการ Doge เพื่อปรับลดขนาดรัฐบาลกลาง และบริจาคเงินกว่า 250 ล้านดอลลาร์ให้กับแคมเปญเลือกตั้งของทรัมป์ กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนหน้าเขาจะใช้เวลาเพียง 1–2 วันต่อสัปดาห์ในบทบาททางการเมือง และจะกลับมาโฟกัสกับ Tesla มากขึ้น
ทั้งนี้การมีบทบาททางการเมืองของมัสก์ทำให้เกิดกระแสคว่ำบาตรและการประท้วง Tesla ทั่วโลก เขายอมรับว่าการมีส่วนร่วมกับรัฐบาลส่งผลต่อความสามารถในการบริหารบริษัท โดยเรียกงานที่ Doge ว่า สำคัญมาก แต่ก็ยืนยันว่าหน้าที่ส่วนใหญ่เสร็จสิ้นแล้ว
ด้านรายได้ Tesla อยู่ที่ 19,300 ล้านดอลลาร์ ลดลง 9% จากปีก่อน และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ขณะที่การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนของทรัมป์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของบริษัท แม้ Tesla จะผลิตในสหรัฐ แต่ยังคงพึ่งพาชิ้นส่วนจากจีนจำนวนมาก
มัสก์ยังมีความเห็นขัดแย้งกับที่ปรึกษาด้านการค้าของทรัมป์ เช่น ปีเตอร์ นาวาร์โร ซึ่งเคยระบุว่า Tesla เป็นแค่ผู้ประกอบรถ ไม่ใช่ผู้ผลิตเต็มตัว โดยมัสก์ตอบโต้ว่า นาวาร์โรคือ“ไอ้โง่”
Georg Ell อดีตผู้บริหาร Tesla ในยุโรป กล่าวว่าหากมัสก์กลับมาโฟกัสที่ธุรกิจที่เขาเชี่ยวชาญ ความเชื่อมั่นของตลาดต่อผลิตภัณฑ์จะกลับคืนมา พร้อมเตือนว่ามัสก์ควรเปิดรับความเห็นที่หลากหลายมากขึ้น
แม้มัสก์กล่าวว่า Tesla ได้เปรียบด้านภาษีเนื่องจากมีโรงงานกระจายทั่วโลก แต่ก็ยอมรับว่าภาษีที่เพิ่มขึ้นยังคงส่งผลต่อบริษัทที่มีอัตรากำไรต่ำ พร้อมเรียกร้องให้ลดภาษีมากกว่าจะเพิ่ม
Tesla ยังคาดหวังว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของบริษัท แต่ก็ยังไม่สามารถโน้มน้าวนักลงทุนได้มากนัก โดยหุ้นของบริษัทลดลงกว่า 37% ตั้งแต่ต้นปี และแม้จะดีดตัวขึ้นกว่า 5% หลังประกาศผลประกอบการ นักลงทุนยังคงกังวล
Dan Coatsworth นักวิเคราะห์จาก AJ Bell ระบุว่า Tesla กำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งการแข่งขันที่ดุเดือด และความเสี่ยงจากสงครามการค้าที่กำลังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
อ้างอิง : bbc.com