ย้อนเวลากลับมาในยุค 70 ชีวิตครั้งนี้ฉันขอเลือกเอง!
ข้อมูลเบื้องต้น
ย้อนเวลากลับมาในยุค 70 ชีวิตครั้งนี้ฉันขอเลือกเอง!
重生七零:回到下乡做知青前一天
***ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้ Onlybook***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 朵瑞米发娑 ผู้แปล : ทีมงาน Onlybook
เรื่องย่อ : เสิ่นตัวอวี๋ย้อนเวลากลับมาในยุค 70 ก่อนวันต้องลงชนบทเป็นปัญญาชน เธอพบว่าครอบครัวใจร้ายของเธอกำลังจะทรยศเธอเหมือนชาติที่แล้ว เสิ่นตัวอวี๋จึงตัดสินใจขโมยของมีค่าในบ้าน รวมถึงเสื้อผ้าและเครื่องประดับของพี่สาวและน้องสาว จากนั้นนำไปขายที่ตลาดของเก่า ก่อนจะหนีออกจากบ้านแล้วเดินทางไปชนบททำหน้าที่เป็นปัญญาชน
เมื่อถึงเขาต้าเหลียง เสิ่นตัวอวี๋ได้เจอกับลู่จวินอีกครั้ง อดีตสามีที่สวมเขาและทำร้ายเธอ ทำให้เสิ่นตัวอวี๋ตั้งปณิธานว่าจะแก้แค้นเขา
เสิ่นตัวอวี๋ต้องการร่ำรวยและแก้แค้นครอบครัวที่ใจร้ายและลู่จวินอดีตสามีผู้ทรยศให้สาสม!
บทที่ 1 กลับมาเกิดใหม่
บทที่ 1 กลับมาเกิดใหม่
เมื่อเสิ่นตัวอวี๋ลืมตาขึ้น ภาพบ้านทรุดโทรมและเฟอร์นิเจอร์เก่า ๆ พลันปรากฏสู่ครรลองสายตา เธอไม่ได้ตายไปแล้วเหรอ ที่นี่มันที่ไหนกัน
“นังเด็กบ้า! ยังไม่ตื่นอีก พรุ่งนี้ก็ต้องไปชนบทแล้ว มัวแต่ร้องไห้ฟูมฟายหาอะไร ไปชนบทเป็นเกียรติจะตายยังจะบ่นอีก อกตัญญูจริง ๆ!”
เสียงนั้นทำให้เสิ่นตัวอวี๋สะดุ้ง นั่นมันเสียงแม่ของเธอไม่ใช่เหรอ แต่แม่ของเธอเสียไปหลายปีแล้ว หรือว่า…เธอกลับมาเกิดใหม่อย่างนั้นเหรอ!?
เสิ่นตัวอวี๋กระโดดลงจากเตียง กวาดสายตามองปฏิทินเก่า ๆ
วันที่ 30 กันยายน 1974
เธอยังจ้องปฏิทินอยู่หางตาก็เหลือบไปเห็นเสิ่นตัวลี่ พี่สาวของเธอเดินเข้ามาพร้อมกระเป๋าผ้าพลางพูดว่า
“มองอะไรอยู่ยะ ไสหัวไปให้พ้น! น่ารำคาญชะมัด ไปชนบทแล้วก็แต่งงานกับชาวบ้านแถวนั้นซะ อย่ากลับมาอีกจะดีที่สุด!”
ผู้หญิงคนนี้เป็นพี่สาวคนโตของเธออายุ 19 ปี หล่อนไม่เคยเห็นเธออยู่ในสายตา ปฏิบัติกับเธอเหมือนคนรับใช้ในบ้านเสมอมา
“พี่รอง วันนี้ต้องไปชนบทแล้วเหรอ ดีจังเลย ได้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติด้วย!” เสิ่นตัวหมิ่นถือหนังสือพลางยิ้มหวานให้เธอ
มือของเสิ่นตัวอวี๋สั่นเทา ชาติที่แล้วเธอแต่งงานกับลู่จวิน ซึ่งเป็นเพื่อนสมัยเด็ก ต่อมาพวกเธอได้กลับเข้าเมือง ลู่จวินใช้เส้นสายของครอบครัวจนได้เป็นหมอ
สิ่งที่ควรจะเป็นเรื่องดีกลับกลายเป็นฝันร้าย เธอยังจำภาพวันนั้นได้ชัดเจน วันที่เปิดประตูเข้าไปเห็นลู่จวินและเสิ่นตัวหมิ่นอยู่บนเตียงของเธอ สภาพห้องยับเยินไม่เป็นท่า
ตอนนั้นพอแม่รู้เรื่องก็ตบหน้าเธอฉาดใหญ่พร้อมกับด่าว่า “แกมันหน้าไม่อาย! เขาทั้งสองคนเสียใจจะแย่อยู่แล้ว ยังจะมาซ้ำเติมอีก!”
ส่วนเสิ่นตัวลี่ พอรู้เรื่องก็แค่ปรายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วพูดว่า
“ถ้าฉันเป็นผู้ชาย ฉันก็ไม่เอาแกหรอก ดูสิแต่งตัวซอมซ่อแบบนี้ เทียบกับตัวหมิ่นไม่ได้เลยสักนิด”
เสิ่นตัวอวี๋มองไปที่พ่อ แต่คำพูดของพ่อยิ่งทำให้ใจเธอปวดร้าวยิ่งกว่าเดิม
“งั้นก็หย่ากันไปเลย! ยังไงก็ไม่มีลูกด้วยกันอยู่แล้ว ตัวอวี๋แกจะมาโทษพ่อไม่ได้นะ ถ้าจะโทษก็โทษท้องของแกที่ไม่เอาไหนเอง!”
ลู่จวินก้มหน้าก้มตาไม่พูดอะไร เพียงแต่มองครอบครัวเสิ่นเก็บข้าวของของเธอแล้วบังคับให้เธอไปหย่า
แม้เธอจะไม่ยอม แต่ครอบครัวลู่จวินติดสินบนเจ้าหน้าที่จนทุกอย่างเป็นไปตามที่พวกเขาต้องการ สุดท้ายเธอก็ต้องหย่า
ไม่นานหลังจากหย่า เสิ่นตัวหมิ่นก็ล้มป่วยและต้องการเปลี่ยนไต เสิ่นตัวอวี๋เข้าใจว่าครอบครัวสำนึกผิด และรับเธอกลับบ้านเพื่อให้พวกเราได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง
แต่ใครจะรู้ว่าทันทีที่กลับถึงบ้าน เธอก็ถูกมัดมือมัดเท้าลากเข้าห้องผ่าตัดทันที ลู่จวินสารเลวนั่นลงมือผ่าตัดเอาไตของเธอไปทั้งสองข้าง
เสิ่นตัวอวี๋เสียชีวิตเมื่ออายุ 28 ปี
ลู่จวินไม่เพียงแต่เอาไตของเธอไปเท่านั้น แต่ยังเอาอวัยวะอื่น ๆ ที่ขายได้ไปขายในราคาสูงอีกด้วย
หลังจากเธอตาย วิญญาณของเธอก็วนเวียนอยู่ใกล้ ๆ มองดูคนทั้งสองรักกันปานจะกลืนกิน ใช้ชีวิตสามีภรรยากันอย่างมีความสุข
เวลาผ่านไปกว่าสิบปี มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมากมาย
ส่วนวิญญาณของเธอก็ถูกกักขังไว้ใกล้ ๆ ลู่จวิน ทำได้เพียงอ่านหนังสือแพทย์ ท่องหนังสือ และเฝ้ามองพวกเขาผ่าตัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"เพียะ!" แม่ของเสิ่นตัวอวี๋ตบหน้าเธอ
“เรียกตั้งหลายครั้งไม่ได้ยินหรือไง! ไปหุงข้าว ซักผ้า แล้วก็ไปผ่าฟืนซะ วันนี้พวกเราจะไปกินเลี้ยงงานแต่ง แต่ไม่พาแกไปด้วยหรอกนะ”
เสิ่นตัวอวี๋กุมแก้มซ้ายที่แดงก่ำ ริมฝีปากคลี่ยิ้มเย็นชา งานแต่งงั้นเหรอ
ดีจริง ๆ
ก่อนเธอจะไปชนบทในฐานะยุวปัญญาชน*[1] ครอบครัวเสิ่นไม่มีใครมาส่งเธอเลยสักคน ทุกคนไปงานเลี้ยงที่บ้านย่ากันหมด พวกเขาทำราวกับเธอไม่มีตัวตน
เสิ่นตัวอวี๋จึงทำใจยอมรับชะตากรรมและเดินเข้าครัว ในยุค 70 สภาพความเป็นอยู่ยังไม่ดีนัก ทุกบ้านยังใช้เตาแบบเก่าอยู่
เสิ่นตัวอวี๋มองไปในครัว เห็นข้าวสารเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย เธอจึงต้มข้าวต้ม ผัดผัก และทำซุปไข่มะเขือเทศ ช่วงเวลาแบบนี้ เธอไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว
เสิ่นตัวอวี๋กินข้าวต้มจนหมดเกลี้ยง ตอนบ่าย ครอบครัวของเธอก็ออกเดินทาง
พ่อของเธอมองมาที่เธอแล้วพูดว่า
"พอไปถึงชนบทแล้วก็ทำตัวให้ดี ๆ ล่ะ อย่าก่อเรื่องเด็ดขาด ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจะไม่มีใครช่วยแกได้"
พูดจบเขาก็หยิบกระเป๋าเอกสารที่มุมห้องขึ้นมาแล้วบอกว่า "พวกเธอสามคนแม่ลูกก็เร็ว ๆ เข้า แต่งตัวเสร็จแล้วก็รีบไปขึ้นรถกันได้แล้ว"
สมาชิกครอบครัวสี่คนเดินออกไปอย่างมีความสุข ชาติที่แล้ว เสิ่นตัวอวี๋เคยมองแผ่นหลังพวกเขาแบบนี้จนน้ำตาคลอเบ้า แต่วันนี้เธอไม่มีเวลามานั่งเสียใจ เธอยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ
เธอหยิบค้อนมาอันหนึ่ง ทุบกลอนประตูห้องนอนทิ้ง ของในบ้านนี้เธอรู้จักดี
พ่อแม่ชอบซ่อนของมีค่าไว้ใต้เตียงมากที่สุด เสิ่นตัวอวี๋คุกเข่าก้มลงไปดูใต้เตียง และเธอก็พบกล่องเหล็กใส่ขนมที่มีสนิมเกาะอยู่จริง ๆ
เธอเปิดกล่องเหล็กออก พบตั๋วอาหารอยู่ข้างในสิบกว่าใบ
เธอหยิบออกมาแล้วนับอย่างระมัดระวัง มีตั๋วอาหารทั้งหมดสิบหกใบ
ข้างในยังมีตั๋วแลกของอื่น ๆ อีก เช่น ตั๋วเนื้อห้าใบ ตั๋วผ้าสิบใบ
เธอมองเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยรอยปะบนตัวแล้วยิ้มเยาะ นี่หรือแม่แท้ ๆ ของเธอ! เสื้อผ้าทั้งหมดที่เธอใส่เป็นของยาย เสื้อผ้าสวย ๆ ของเสิ่นตัวลี่ก็เก็บไว้ให้เสิ่นตัวหมิ่นใส่
เสื้อผ้าของเธอมีแต่ชุดเก่า ๆ ที่ปะแล้วปะอีก รอยปะเล็กปะใหญ่นับสิบรอย ดูยังไงก็เหมือนชุดขอทาน!
ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย เสิ่นตัวอวี๋หัวเราะเย้ยหยันพลางนับสิ่งของที่เจอต่อ
มีตั๋วน้ำตาลสองใบ ตั๋วไข่สามใบ ตั๋วน้ำมันสองใบ ตั๋วเครื่องปรุงรสห้าใบ…
เสิ่นตัวอวี๋ไม่มีความอดทนจะนับต่อ เธอจึงยัดทุกอย่างลงในถุงใบหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็คือเงินทั้งหมดที่มีอยู่ในบ้าน
ปัจจุบันคนที่มีเงินไม่นิยมฝากธนาคาร เสิ่นตัวอวี๋เริ่มนับเงิน มีธนบัตรสิบหยวนสองใบ ซึ่งตอนนี้ธนบัตรที่มีมูลค่าสูงสุดในท้องตลาดคือสิบหยวน
ธนบัตรห้าหยวนสองใบ และเศษเงินปลีกย่อยอีกเล็กน้อย รวมทั้งหมดเป็น 45 หยวน
ในกล่องนี้ยังมีสร้อยคอทองคำหนึ่งเส้นและกำไลหยกหนึ่งวง น่าเสียดายที่เครื่องประดับทองคำอื่น ๆ ถูกนำไปใช้ในงานฉลองงานแต่งงานไปหมดแล้ว
เสิ่นตัวอวี๋เก็บทุกอย่างใส่ลงในถุงผ้าใบเล็ก จากนั้นก็เดินสำรวจรอบบ้าน แล้วก็ค้นข้าวของของเสิ่นตัวลี่จนทั่ว
เสิ่นตัวลี่ชอบแต่งตัวมากที่สุด ดังนั้นในตู้เสื้อผ้าของเธอจึงมีกระโปรงสองตัว และเสื้อนวมลายดอกสองตัว ของดี ๆ แบบนี้ ทำไมต้องให้เธอได้ไปฟรี ๆ ด้วย
เสิ่นตัวอวี๋หากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ใบนี้ก็เป็นของเสิ่นตัวลี่เช่นกัน แม้จะไม่มีล้อลาก แต่ก็แข็งแรงทนทาน
เสิ่นตัวลี่ชอบอะไรมากที่สุดน่ะเหรอ เสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋า เครื่องสำอาง เสิ่นตัวอวี๋ยัดทุกอย่างเข้าไปในกระเป๋าเดินทาง
เสิ่นตัวหมิ่นชอบอะไรน่ะเหรอ หนังสือ เสื้อผ้า ปากกา และจี้หยก
จี้หยกนี้เป็นของขวัญจากชายคนหนึ่งที่แอบชอบเธอ มีคนบอกว่าภายหลังเจ้าของมาขอคืน แต่เธอไม่ยอมคืนให้ จี้หยกนี้มีมูลค่ามากกว่าหนึ่งล้านหยวน เป็นสมบัติล้ำค่าของตระกูลเขา
เธอหอบทุกอย่างไปด้วย พอถึงประตูก็เห็นจักรยาน เสิ่นตัวอวี๋หัวเราะอย่างคนเสียสติ เธอสวมหมวกฟาง หน้ากากอนามัยแล้วออกจากบ้านไป
เธอจำได้ว่าไม่ไกลจากนี้มีตลาดรับซื้อของเก่าอยู่
เธอหาเจ้าของร้านที่ใหญ่ที่สุดในตลาดของเก่าและถามว่า
"ที่นี่รับซื้อของเก่าไหมคะ พอดีที่บ้านฉันกำลังจะย้ายบ้าน มีของหลายอย่างที่เอาไปด้วยไม่ได้ ต้องจัดการทิ้ง ไปดูกับฉันหน่อยไหมคะ มีจักรยานด้วยค่ะ"
เจ้าของร้านกำลังสูบบุหรี่อยู่ พอได้ยินก็รีบพยักหน้าทันทีและพูดว่า "ไปสิ ผมไปดูกับคุณเอง จักรยานสภาพดีแค่ไหนครับ"
[1] มาจากคำว่า 知识青年 (zhīshì qīngnián) ใช้เพื่อเรียกกลุ่มเยาวชนชาวเมืองที่ถูกส่งตัวไปทำงานในชนบทหรือพื้นที่ห่างไกลตามนโยบายของรัฐบาลจีนในยุคนั้น ซึ่งมีจุดประสงค์หลักเพื่อให้เยาวชนเหล่านี้เรียนรู้วิถีชีวิตแบบชนบท และมีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคการเกษตร รวมถึงเพื่อปลูกฝังแนวคิดแบบปฏิวัติและขจัดความแตกต่างระหว่างชนบทกับเมือง
บทที่ 2 เธอก็ต้องรู้จักแบ่งปันบ้างสิ!
บทที่ 2 เธอก็ต้องรู้จักแบ่งปันบ้างสิ!
เสิ่นตัวอวี๋พาพ่อค้าของเก่ากับลูกน้องหลายคนเข้ามาในบ้านอย่างใจกว้าง แล้วพูดกับพวกเขาว่า
"นอกจากกระเป๋าเดินทางสองใบใหญ่นี้แล้ว ฉันไม่เอาอะไรแล้ว พวกคุณดูได้ตามสบายเลยค่ะว่าของพวกนี้ราคาเท่าไหร่ ถ้ามีตั๋วอาหาร ฉันอยากแลกเป็นตั๋วอาหารทั้งหมดเลย"
พ่อค้าอึ้งไปเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้า เสิ่นตัวอวี๋ย้ายทะเบียนบ้านไปชนบทแล้ว เธอไม่กลัวครอบครัวนี้จะมาวุ่นวายอีก
อีกอย่างต่อให้พวกเขาหาเธอเจอ แล้วมันจะเป็นยังไง
เรื่องพวกนี้เธอไม่ได้ทำเสียหน่อย ไม่มีหลักฐาน เธอไม่กลัวหรอก
กว่าจะเสร็จเรื่องก็ปาเข้าไปเที่ยงคืน พ่อค้าตลาดของเก่าพูดด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ทั้งหมดนี้ผมให้แปดสิบหยวนและตั๋วอาหารสามสิบใบก็แล้วกัน จักรยานนี่ราคาดีหน่อย ส่วนเตียง เก้าอี้ โต๊ะ อะไรพวกนี้ราคาไม่ดีเท่าไหร่”
เสิ่นตัวอวี๋รับเงินอย่างไม่ลังเล “ตกลงค่ะ”
เธอมองดูพ่อค้าตลาดของเก่าขี่จักรยานออกไป เธอรู้สึกเสียดายเล็กน้อย ถ้าไม่ใช่เพราะการขนจักรยานไปด้วยเป็นเรื่องลำบาก เธอก็อยากจะเอาจักรยานไปต้าเหลียงซานด้วย
เสิ่นตัวอวี๋มองบ้านที่ว่างเปล่าแล้วหัวเราะอย่างพอใจ ถ้าบ้านนี้ขายได้ เธอคงขายไปแล้วเหมือนกัน
แต่เอกสารสำคัญ ทะเบียนบ้าน โฉนดที่ดิน รวมถึงเสื้อผ้า รองเท้าที่เอาไปด้วยไม่ได้ เธอเผาทิ้งทั้งหมด
เธอมองไก่ตัวเดียวที่เหลืออยู่ในบ้านแล้วยิ้ม เมื่อคืนเธอกินซุปไก่ แถมยังเอาเกลือ น้ำตาล แป้งสาลีที่เหลือใส่กระเป๋าเดินทางเรียบร้อยแล้ว
ของสองกระเป๋าใบใหญ่ทำเอาเธอเหงื่อแตกพลั่ก เธอจึงนอนลงบนพื้นแล้วหลับไป อย่าถามว่าทำไมไม่นอนบนเตียง เพราะเตียงถูกขายไปหมดแล้ว
วันรุ่งขึ้น เธอตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงไก่ขัน เธออุ่นซุปไก่เมื่อคืนกิน แล้วก็ได้ยินเสียงเคาะประตู
"เสิ่นตัวอวี๋ เร็วเข้า เหลือเธอคนเดียวแล้ว พวกเราต้องรีบไปขึ้นรถไฟนะ" เสียงตะโกนดังมาจากข้างนอก เป็นเสียงคนที่มาพายุวปัญญาชนไปสถานีรถไฟ
เสิ่นตัวอวี๋เปิดประตู หอบกระเป๋าเดินทางออกมา "มาแล้ว ๆ…"
ผู้หญิงคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น "ทำไมช้าจัง รถกำลังจะออกแล้ว นี่ทะเบียนบ้านของเธอ พอไปถึงชนบทแล้วก็ช่วยชาวบ้านแถวนั้นทำงานดี ๆ อย่าทำให้หมู่บ้านเราเสียชื่อล่ะ"
เสิ่นตัวอวี๋พยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วขึ้นรถไป
ชาติที่แล้ว เธอจำได้ว่าตอนขึ้นรถผู้หญิงพวกนี้ก็ดูถูกเธอยกใหญ่ ทั้งว่าเธอเป็นขอทาน ทั้งว่าเธอตัวเหม็น…
ชาติใหม่นี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ตลายดอก กางเกงขาม้า รองเท้าผ้าใบสีขาว เงยหน้ามองผู้หญิงพวกนั้นอย่างหยิ่งยะโส หญิงเหล่านั้นกระซิบกระซาบกัน
"ท่าทางเป็นลูกคนรวยบ้านไหนสักบ้านล่ะมั้ง ดูการแต่งตัวนั่นสิ"
"ไม่คุ้นเลย แต่งตัวก็ดูดีนะ กางเกงขาม้านั่นสวยมาก ฉันอยากได้มานานแล้ว แต่แพง ซื้อไม่ไหวหรอก"
"ดูนั่น เธอใส่นาฬิกาทองด้วย แม่เจ้า เราจะไปขัดใจเธอไม่ได้นะ"
เสิ่นตัวอวี๋ขี้เกียจจะใส่ใจพวกเธอ ไปถึงภูเขาต้าเหลียงก็ต่างคนต่างไป ใครจะไปจำใครได้
ชาติก่อน ออกเดินทางไกลครั้งแรก เธอกลัวแทบตาย พยายามประจบประแจงคนพวกนี้ แต่พวกหล่อนกลับไม่สนใจแถมยังใช้ให้เธอแบกสัมภาระของทุกคน ทำไมเธอต้องยอมด้วย
เสิ่นตัวอวี๋นั่งบนรถไฟ ชาติที่แล้วเธอยืนตลอดทาง แต่ชาตินี้พอประตูรถไฟเปิดก็รีบพุ่งเข้าไป แย่งที่นั่งมาได้
หลังจากได้ที่นั่ง เธอก็หยิบหนังสือออกมา ทำท่าตั้งอกตั้งใจอ่าน
เมื่อรถไฟขบวนสีเขียวปี 70 ออกตัว เสียงดังกึกก้องก็ปลุกความทรงจำของเสิ่นตัวอวี๋ให้หวนกลับมา
หลังจากลงไปใช้ชีวิตที่ชนบท เธอเพิ่งรู้ว่าตัวเองถูกส่งไปที่หมู่บ้าน ‘หมั่นโถว’ ภูเขาต้าเหลียง
เขาต้าเหลียงขึ้นชื่อว่าเป็นที่ที่ทุรกันดารที่สุดแล้วใช่ไหม แต่หมู่บ้านหมั่นโถวยิ่งแร้นแค้นจนแทบไม่น่าเชื่อ
ทั้งหมู่บ้านมีหนึ่งร้อยยี่สิบครัวเรือน แต่ชาวบ้านไม่มีกินไปแล้วหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดครัวเรือน แต่ชาวบ้านกลับนิสัยใจคอดีไม่หยอก
แต่ตอนนั้น เธออยู่ที่หมู่บ้านหมั่นโถวได้สองปีกว่าก็แต่งงานกับลู่จวิน พอตอนนี้มาคิดดูแล้ว ลู่จวินในตอนนั้นคงทนใช้ชีวิตด้วยตัวเองไม่ไหว ทำอาหารก็ไม่เป็น ซักผ้าก็ไม่เป็น ต้องการคนดูแลเอาใจใส่ สุดท้ายจึงมาลงเอยกับเธอ
แต่ตอนนั้นเธอมองว่าลู่จวินเป็นเหมือนเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์ ตอนที่เขาไปสู่ขอเธอที่หมู่บ้านหมั่นโถว เธอดีใจจนแทบจะเป็นบ้า
พวกเขาเคยเรียนห้องเดียวกันมา ตั้งแต่อนุบาล ประถม ไปจนถึงมัธยมต้นก็โรงเรียนเดียวกัน
เธอคิดว่าลู่จวินรักเธอ ดังนั้นแม้เขาจะเย็นชาอย่างไรหลังแต่งงาน เธอก็ยอมทุ่มเทรับใช้เขา ทำงานบ้านทุกอย่างไม่เคยปริปากบ่น
"นี่! เธอหลีกทางหน่อยได้ไหม ขาฉันชาไปหมดแล้ว เธอนั่งมาตั้งนานแล้ว เปลี่ยนให้ฉันนั่งบ้างเถอะ!" เสียงผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนขึ้น
เสิ่นตัวอวี๋ลืมตาก็เห็นเป็นเฉินเชี่ยนเชี่ยน ชาติที่แล้ว หล่อนก็ถูกส่งไปที่หมู่บ้านหมั่นโถวเหมือนกันและยังชอบใช้งานเธอเยี่ยงทาส
"ทำไมต้องหลีก ใครแย่งที่นั่งได้ก่อนก็ได้นั่ง" เสิ่นตัวอวี๋พูดเสียงเย็นชา
เฉินเชี่ยนเชี่ยนกัดฟันพูดอย่างแค้นเคือง "แหม แบบนี้จะยังเรียกตัวเองยุวปัญญาอีกเหรอ หลีกทางให้คนอื่นหน่อยจะเป็นไร"
"ถ้าฉันไม่หลีกแล้วจะทำไม แล้วก็ไสหัวไปไกล ๆ ฉันหน่อย ตัวเหม็นจะตาย ไปขอทานมาหรือไง" เสิ่นตัวอวี๋ไม่คิดจะตามใจเธออีกแล้ว
ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง มีแค้นต้องชำระ มีความแค้นต้องสะสาง เธอจะไม่ทนเก็บกดไปตลอดชีวิตเหมือนชาติที่แล้วอีกต่อไป
เฉินเชี่ยนเชี่ยนโกรธจัด "นี่เธอพูดบ้าอะไร! ตกลงจะลุกไหม? ถ้าไม่ลุกฉันจะตบเธอนะ"
ชายที่นั่งฝั่งตรงข้ามพูดขึ้น "เขาก็แค่เหนื่อย ให้เขาสลับที่นั่งบ้างก็ถูกแล้วนี่ สาวน้อย เธอทำแบบนี้มันเห็นแก่ตัวเกินไปนะ เป็นคนอย่าเห็นแก่ตัวเกินไปนัก…"
เสิ่นตัวอวี๋พูดด้วยน้ำเสียงคล้ายจะเย้ยหยัน "ใช่ คุณพูดถูก เป็นคนอย่าเห็นแก่ตัวเกินไปนัก แล้วคุณทำไมไม่ลุกให้เธอล่ะ!"
ชายคนนั้นหน้าเหยเกเหมือนเพิ่งกินอุจจาระ คนรอบข้างต่างจับจ้องมาที่เขา เขาจึงจำใจลุกขึ้นยืนและพูดกระแทกเสียง "ปากดีนักนะ ผู้หญิงแบบเธอใครจะไปชอบ!"
"แล้วใครใช้ให้คุณชอบกันล่ะ" พูดจบ เสิ่นตัวอวี๋ก็กอดกระเป๋าเดินทางใบเล็กของตัวเองไว้แล้วหลับตาลง
กลางวันต้องนอนให้มาก กลางคืนนอนไม่ได้ เพราะหัวขโมยช่วงกลางคืนเยอะมาก
ของมีค่าทั้งหมดเธอเย็บซ่อนไว้ในกางเกงแล้ว ไม่กลัวโดนขโมยแต่ก็ต้องระวังไว้หน่อย ชาติที่แล้วจำได้ว่าตู้รถไฟนี้เคยมีคนโดนขโมยของ
เสิ่นตัวอวี๋เอนกายพิงกับตัวรถ เข้าสู่ห้วงนิทราการเดินทางนี้ต้องนั่งรถสองวันหนึ่งคืนเธอต้องเก็บแรงไว้ให้มาก
หลับไปตื่นหนึ่งรู้สึกสดชื่นขึ้นมากหญิงสาวเปิดกระเป๋าหยิบไข่ต้มใบชาที่ปอกแล้วออกมา
เฉินเชี่ยนเชี่ยนเลียริมฝีปาก มองไข่ต้มใบชาพลางพูด "นี่! เธอมีของกินไม่แบ่งคนอื่นบ้างเลยเหรอ? เราก็…"
เสิ่นตัวอวี๋ยิ้มนิด ๆ ก่อนจะตอบกลับ "แบ่งเหรอ? สามีคนอื่นเธอก็อยากให้แบ่งด้วยไหม? หน้าด้านหน้าทนหรือยังไง? อยากกินก็บอกว่าอยากกิน พล่ามอยู่ได้"
พูดจบ เสิ่นตัวอวี๋ก็ดึงถุงผ้าที่เฉินเชี่ยนเชี่ยนกอดไว้ตรงอกอย่างไม่ลังเล
"ไหน ฉันขอดูหน่อยว่ามีอะไร เธอก็ต้องรู้จักแบ่งปันคนอื่นเหมือนกันสิ!"
"ครืน…" ข้าวของมากมายหล่นลงมาจากถุงผ้า แม่เจ้า ของยัยนี่เยอะจริงๆ มีทั้งตั๋วอาหาร ธนบัตรสิบหยวนหลายใบ และของกินอีกเพียบ
ผู้หญิงคนนี้หน้าไม่อายจริง ๆ ตัวเองมีของกิน ยังจะมาหวังให้คนอื่นแบ่งให้อีก
หึ หึ หึ… ขนมแผ่นแป้ง หมั่นโถวขาว และไข่ต้มอีกหกลูก ของกินเพียบพร้อมกว่าของเธอเสียอีก
เฉินเชี่ยนเชี่ยนร้องไห้โฮออกมาทันที
บทที่ 3 ยินดีต้อนรับสู่เขาต้าเหลียง
บทที่ 3 ยินดีต้อนรับสู่เขาต้าเหลียง
เสิ่นตัวอวี๋แสร้งทำเป็นคร่ำครวญพร้อมกับเอามือลูบจมูก
"ฉันยังไม่ร้องเลย เธอจะร้องทำไม? เธอบอกเองไม่ใช่เหรอว่าต้องรู้จักแบ่งปัน?
ฉันมีไข่ต้มใบชาแค่นี้ คงแบ่งไม่ได้หรอก แต่เธอมีของตั้งเยอะแยะ แบ่งให้คนอื่นบ้าง เธอคงไม่เสียดายใช่ไหม?"
ป้าที่นั่งข้างๆ รีบเอื้อมมือหยิบหมั่นโถวไปทันที "โอ้โห! หมั่นโถวนี่! พอดีเลย ฉันหิวอยู่พอดี ขอบใจมากนะสาวน้อย!"
เมื่อป้าคนนั้นพูด คนอื่น ๆ ก็รีบเอื้อมมือมาแย่งของกิน เฉินเชี่ยนเชี่ยนคว้าคูปองแลกอาหารและธนบัตรสิบหยวนไว้แน่น พลางตะโกนด่า
"นังบ้า! คอยดูเถอะฉันจะฆ่าแก!"
เสิ่นตัวอวี๋มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาเยาะเย้ย "ยุวปัญญาชน พูดจาหยาบคายแบบนี้ได้ยังไงกัน? เราต้องพูดกันด้วยเหตุผลสิ!"
คนในตู้รถไฟเริ่มซุบซิบนินทา "ของคนอื่นต้องเอาออกมาแบ่ง แต่ของตัวเองกลับหวง แบบนี้ไม่ยุติธรรมเลยนะ สาวน้อยคนนี้ทำตัวแปลก ๆ"
"นั่นสิ! ถ้าเป็นฉัน มีของเยอะขนาดนี้ คงไม่ไปขอไข่ต้มใบชาคนอื่นหรอก อยากกินฟรีชัด ๆ"
"เด็กสาวคนนี้ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย!"
ทุกคนพูดกันอย่างออกรส เฉินเชี่ยนเชี่ยนน้ำตาไหลพราก ได้แต่ก้มหน้าร้องไห้โฮ
เสิ่นตัวอวี๋ไม่สนใจเธอ เธอหลับตาลงทันที พอตื่นขึ้นก็หยิบไข่ต้มใบชาลูกหนึ่งยื่นให้ป้าข้าง ๆ พร้อมกับพูดว่า "ป้าช่วยจองที่ให้ฉันหน่อยนะคะ ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ"
ป้าคนนั้นรับคำอย่างเต็มใจ เสิ่นตัวอวี๋กลับมาจากห้องน้ำก็นอนต่อ ไม่นานฟ้าก็มืด
ในตู้รถไฟมีเพียงแสงไฟสลัว หลายคนหลับไปแล้ว แต่เสิ่นตัวอวี๋กอดกระเป๋าเดินทางใบเล็กของตัวเองไว้แน่นแล้วทำเป็นหลับ
ทันใดนั้น ก็รู้สึกว่ามีมือเอื้อมมาจากด้านข้าง เสิ่นตัวอวี๋รีบพลิกตัว กระแอมออกมาหนึ่งครั้ง คนคนนั้นก็รีบชักมือกลับ
ชายคนนั้นคือคนที่เคยนั่งฝั่งตรงข้ามกับเธอ แต่เสิ่นตัวอวี๋ไม่อยากยุ่งเรื่องชาวบ้าน
คนพวกนี้ทำงานกันเป็นกลุ่ม เธอเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียว สู้ไม่ไหวหรอก
เธอไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว พอรุ่งเช้าเสิ่นตัวอวี๋ชงนมผงดื่มหนึ่งแก้ว แล้วตักแบ่งให้ป้าข้างๆด้วย "นี่นมผงที่เอามาจากบ้าน เหลือนิดหน่อย ป้าลองชิมดูนะคะ…"
"เงินฉัน! คูปองแลกอาหารฉันหายไป! แกขโมยเงินกับคูปองแลกอาหารของฉันไปใช่ไหม?" ทันใดนั้น เฉินเชี่ยนเชี่ยนก็ตวาดใส่เสิ่นตัวอวี๋ ดวงตาแดงก่ำ
เสิ่นตัวอวี๋หัวเราะเยาะ "เมื่อคืน ฉันกับป้านั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้ขยับไปไหน อย่ามาใส่ร้ายคนอื่นมั่ว ๆ แบบนี้สิ"
ป้าข้างๆพูดเสริม "เงินกับคูปองเธอหาย เธอกลับมาโทษเราเนี่ยนะ?"
เฉินเชี่ยนเชี่ยนร้องไห้โฮ "เป็นแกแน่ๆ ต้องเป็นแกแน่ๆ ฮือๆๆ…"
ชายที่นั่งข้างๆ เฉินเชี่ยนเชี่ยนขมวดคิ้ว "เมื่อคืนเธอไม่ได้ขยับไปไหนจริงๆ พวกเราก็ไม่ได้ขยับ เงินเธอหายก็หาสาเหตุเอาเองสิ อย่ามาใส่ร้ายคนอื่น"
เสิ่นตัวอวี๋รีบพูด "ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะ ผู้หญิงคนนี้คงมีปัญหาทางสมอง ชอบโวยวายเดหมือนคนบ้าสติแตก น่ารำคาญจริงๆ"
เฉินเชี่ยนเชี่ยนไปตามพนักงานรถไฟมา แต่พนักงานก็ไม่สนใจจะจัดการเรื่องนี้ พวกเขาก็ไม่อยากมีปัญหา สุดท้ายเรื่องก็เงียบไป
ในที่สุด สองวันหนึ่งคืนอันแสนยาวนานก็จบลง เธอหิ้วกระเป๋าเดินทางสองใบลงจากรถไฟสีเขียว เห็นคนมากมายรออยู่ที่ชานชาลา
มีหัวหน้ากลุ่มหนึ่งพูดขึ้น "ยินดีต้อนรับสู่เขาต้าเหลียง ผมขอต้อนรับทุกคนในนามของชาวต้าเหลียง เอาล่ะ ผมจะเริ่มแจกจ่ายงาน ใครที่ถูกเรียกชื่อให้มายืนฝั่งนี้…"
ทุกอย่างเหมือนกับชาติที่แล้วไม่มีผิด เสิ่นตัวอวี๋หิ้วกระเป๋าเดินทางยืนรออยู่ด้านข้าง ได้ยินเสียงประกาศ "ผู้ที่ถูกส่งไปหมู่บ้านหมั่นโถว ได้แก่ เสิ่นตัวอวี๋ เฉินเชี่ยนเชี่ยน และตู้คัง…"
เสิ่นตัวอวี๋เดินไปหาหัวหน้าหมู่บ้านหมู่บ้านหมั่นโถว หัวหน้าหมู่บ้านยิ้มแย้มต้อนรับ "ยินดีต้อนรับทุกคนสู่ต้าเหลียง…"
เสิ่นตัวอวี๋รู้สึกอบอุ่นใจที่ได้พบหัวหน้าหมู่บ้านหมู่บ้านหมั่นโถว
"ขอบคุณหัวหน้าหมู่บ้านที่มาต้อนรับ พวกเรายินดีมากที่ได้มาที่เขาต้าเหลียงค่ะ"
เฉินเชี่ยนเชี่ยนร้องออกมาทันที "นี่แก! ต้องอยู่หมู่บ้านเดียวกับแกอีกแล้วเหรอ ซวยจริงๆ"
เสิ่นตัวอวี๋ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ "ซวยเหมือนกัน"
เฉินเชี่ยนเชี่ยนกัดฟันกรอด "ยัยบ้า! รอไปถึงหมู่บ้านก่อนเถอะ ฉันจะฉีกแกเป็นชิ้นๆ แน่"
ตอนนี้ เฉินเชี่ยนเชี่ยนแทบอยากจะพุ่งเข้าไปกัดเสิ่นตัวอวี๋สองสามคำ
เสิ่นตัวอวี๋น้ำตาคลอเบ้า มองเฉินเชี่ยนเชี่ยนพลางพูด
"ถึงฉันจะไม่แบ่งของกินให้เธอ เธอก็ไม่ควรทำแบบนี้กับฉัน ฉันมีไข่ต้มใบชาแค่ไม่กี่ลูก จะให้ฉันยกให้เธอหมดได้ยังไง ฮือๆๆ…"
หัวหน้าหมู่บ้านมองเฉินเชี่ยนเชี่ยนด้วยสีหน้าแปลกใจ "พวกเธอเป็นสหายกัน ไม่ควรทะเลาะกันนะ"
เฉินเชี่ยนเชี่ยนโกรธจนหน้าแดงก่ำ "แกไอ้แก่! ไม่ใช่เรื่องของแกสักหน่อย! เนื้อตัวเปื้อนโคลนสกปรก ไอ้บ้านนอก! อย่ามายุ่ง!!"
ตอนนี้เฉินเชี่ยนเชี่ยนเหมือนระเบิดเวลา ใครแตะก็ระเบิด
เสิ่นตัวอวี๋เกือบจะหลุดขำออกมา ชาติที่แล้วเฉินเชี่ยนเชี่ยนยังรู้จักเสแสร้งบ้าง แต่ชาตินี้เธอเหมือนหมาบ้า น่าเบื่อจริงๆ
เสิ่นตัวอวี๋หน้าแดงก่ำ ตะโกนเสียงดัง
"เฉินเชี่ยนเชี่ยน! เธอพูดกับหัวหน้าหมู่บ้านแบบนี้ได้ยังไง? ถ้าไม่มีชาวนา พวกเราจะมีอะไรกิน? มีอะไรดื่ม?
พวกเรายุวปัญญาชนที่มาทำงานในชนบทควรเรียนรู้ความอดทนและความอ่อนน้อมถ่อมตนของพวกเขา พวกเขาเรียบง่าย ซื่อสัตย์ เหมือนผืนดินที่เราเหยียบอยู่ พวกเขาเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
นี่แหละคือจิตวิญญาณของชาวนา เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนควรเรียนรู้”
ผู้คนมากมายที่สถานีรถไฟต่างฟังพวกเธอทะเลาะกัน หัวหน้าหมู่บ้านก็ปรบมือขึ้นทันที ดวงตาแดงก่ำด้วยความตื้นตัน
“พูดได้ดีมาก เด็กน้อยคนนี้ความคิดอ่านไม่ธรรมดา!
เหล่ากู้! เด็กคนนี้ดีมากนะ ดูแลเธอให้ดีล่ะ!”
หัวหน้าหมู่บ้านหมู่บ้านหมั่นโถวพยักหน้า "วางใจได้! ฉันจัดการเอง"
"เสิ่นตัวอวี๋! เสิ่นตัวอวี๋! เป็นเธอจริงๆด้วย!"
เสิ่นตัวอวี๋ตกใจแล้วหันไปมองชายที่โบกมือเรียก ลู่จวินยิ้มและโบกมือให้เธอ "บังเอิญจริงๆ!"
บังเอิญ? ชาติที่แล้วช่วงเวลานี้ลู่จวินไม่ได้สนใจเธอเลย
เสิ่นตัวอวี๋ยกยิ้มมุมปาก "บังเอิญ? จริงด้วยบังเอิญจริงๆ"
ลู่จวินหัวเราะ "รู้สึกว่าไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่เดือน เธอก็เปลี่ยนไปเยอะมาก ฉันเกือบจำไม่ได้แล้ว"
เสิ่นตัวอวี๋ในอดีตไว้ผมยาว แต่งตัวมอซอ ตัวเหม็น เพราะที่บ้านมีงานเยอะ ไม่มีเวลาอาบน้ำ ลู่จวินจึงดูถูกเธอ ไม่เคยคิดจะคุยด้วย
เสิ่นตัวอวี๋ไม่อยากสนใจเขา เฉินเชี่ยนเชี่ยนมองลู่จวินตาค้าง ผู้ชายคนนี้หล่อเหลาถูกใจเธอมาก
เธอรีบเบียดเสิ่นตัวอวี๋ออกไปแล้วพูดว่า "สวัสดีค่ะสหาย คุณถูกส่งไปหมู่บ้านไหนคะ? ฉันถูกส่งไปหมู่บ้านหมั่นโถวค่ะ"
ลู่จวินยิ้ม "ฉันถูกส่งไปหมู่บ้านอู่หลี่ถุนนะ ตัวอวี๋ ว่างๆ ฉันจะไปหาเธอนะ"
เสิ่นตัวอวี๋พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เราไม่สนิทกัน ต่อไปอย่าติดต่อกันอีกเลยจะดีกว่า"
เธออยากจะพุ่งเข้าไปข่วนหน้าเขา อยากจะเอามีดแทงเขา อยากจะควักไตสองข้าง ควักหัวใจเขาออกมาให้ตายทั้งเป็น
เมื่อนึกถึงชาติที่แล้ว เธอก็ตัวสั่นเทา มองลู่จวินอย่างเย็นชา ก่อนจะหันหลังกลับอย่างไม่ใยดี
ชาตินี้เธอจะไม่ปล่อยให้ไอ้สารเลวนี่ลอยนวล เธอจะทำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมาน ตกนรกทั้งเป็น
ลู่จวินมองแผ่นหลังของเสิ่นตัวอวี๋ด้วยความงุนงง นี่ใช่เสิ่นตัวอวี๋ที่เขารู้จักจริง ๆ เหรอ?
ทำไมเขารู้สึกว่าเสิ่นตัวอวี๋คนนี้เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน? แต่เสิ่นตัวอวี๋ที่แต่งตัวสวยแบบนี้ กลับมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างประหลาด ทำให้ใจเขาสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก