“กู้ภัย” เผย ไม่พบสัญญาณชีพแล้ว ชี้ เปิดโซน Cได้มากยิ่งขึ้น
“กู้ภัย” เผย ไม่พบสัญญาณชีพแล้ว ชี้ เปิดโซน Cได้มากยิ่งขึ้น เน้น ทำงานในโซน B-C ยัน จนท.ทำงานเต็มที่ตลอดเวลา เชื่อ การถอนภารกิจของทีมต่างๆ ไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน
เวลา 16.00 น. วันที่ 7 เม.ย. 68 ที่ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) นายอัญวุฒิ โพธิ์อำไพ หรือ น้ายอด หัวหน้ารถกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู กล่าวถึงความคืบหน้าการค้นหาผู้สูญหายจากเหตุ อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ถล่ม กล่าวว่า การปฏิบัติการตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา แม้ช่วงเช้าจะมีฝนตกลงมา แต่หลังจากฝนหยุด ทีมปฏิบัติก็ลุยทำงานต่อ เวลาขณะนี้ล่วงเลยมามากแล้ว เชื่อว่าหลายคนเริ่มทำใจได้แล้ว ซึ่งจากโครงสร้างอาคารที่ถล่มลงมาผู้รอดชีวิตอาจน้อย แต่ยืนยันจะไม่ทิ้งความหวัง
โดยการปฏิบัติการของวันนี้ หลังจากฝนหยุดเครื่องมือหนัก ได้ทำงานต่อเนื่องจากเมื่อคืน โดยช่วงเที่ยงที่ผ่านมาได้เปิดโซน C เข้าไปลึกมาก โซน B เจออีกหนึ่งช่องที่กู้ภัยสามารถเข้าลงไปได้ในแนวดิ่ง 5 - 6 เมตร จึงได้ลงไปตรวจสอบพบลักษณะเป็นโถงและเป็นปล่อง ซึ่งคาดว่าเป็นปล่องลิฟต์ โดยทีมกู้ภัยที่ลงไปได้ใช้เวลาประเมินหเป็นเวลานาน และได้กลิ่นที่แรงมาก เมื่อยังไม่พบผู้ประสบภัยจึงได้ทำเครื่องหมายไว้และให้ทีมกู้ภัยกลับขึ้นมา ขณะที่ โซน C ได้ใช้เครื่องมือหนักลุยเข้าไปเปิดโซนต่อไป
นายอัญวุฒิ ย้ำว่า ทุกทีมจะนำผู้ประสบภัยออกมาอย่างระมัดระวังและครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเคสใดก็ตาม ซึ่งต้องบอกว่าการเจอร่างผู้ประสบภัย ในขณะนี้จะอยู่ในสภาพเหมือนถูกสิ่งที่มีน้ำหนักขนาดใหญ่ทับ ร่างจะอยู่ในลักษณะแหลก โดยช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ได้เจอชิ้นส่วนอวัยวะหลายจุด จึงได้รวบรวมส่งสถาบันนิติเวชวิทยา เพื่อให้แพทย์ตรวจ DNA และพิสูจน์ทราบ
สำหรับช่วงเช้าที่ผ่านมาฝนตกลงอย่างหนัก ช่วยลดฝุ่นได้จำนวนมาก รวมถึงอุณหภูมิก็ลดลงด้วยเช่นกัน แต่หลังจากที่ฝนตกอุณหภูมิลดลง รวมถึงเกิดโคลนเลน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำงานระมัดระวังเพิ่มเติม
ส่วนเมื่อเช้าที่นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่าฯกทม. บอกว่าจะมีการปรับแผนปฏิบัติงานและถอนกำลังบางส่วนนั้น นายอัญวุฒิ ระบุว่า ขณะนี้ย่างเข้าวันที่ 10 แล้ว การใช้เครื่องมือขนาดเล็กหรือทีมค้นหาขนาดเล็ก อย่างสุนัข K9 อาจไม่ต้องใช้แล้ว และครบกำหนดระยะเวลาทำงาน ซึ่งสุนัข K9 ก็ได้ทำงานอย่างเต็มที่และพร้อมทำงานตลอดเวลา รวมถึงการทำงานของโรบอต และหลายหน่วนงาน ก็เริ่มถอนตัวด้วยเช่นกัน ซึ่งหลังจากนี้จะเน้นการทำงานของเครื่องจักรหนัก และทีมกู้ภัย ซึ่งจะเป็นการรื้อโครงสร้างอย่างระมัดระวังที่สุด เมื่อเจอสิ่งใดๆ เครื่องจักรเหล่านี้จะหยุดทำงานและจะให้ทีมกู้ภัยเข้าไปตรวจสอบ
พร้อมยืนยันว่า การถอนภารกิจของทีมต่างๆ ไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน เนื่องจากทีมของเราเป็นทีมหลักในการทำงาน รวมทั้ง ปภ.,ทหาร และทีมกู้ภัย ส่วนทีมที่ถอนตัวเป็นทีมเสริมสนับสนุนอุปกรณ์กู้ภัย ซึ่งต้องขอบคุณหน่วยงานเหล่านี้ด้วย
นายอัญวุฒิ กล่าวต่อว่า การทำงานในตอนนี้จะเน้นโซน B และ C ส่วน โซน A และ D ที่อยู่ด้านหน้าจะเป็นการเปิดร่วมอย่างระมัดระวัง เพราะอาจทำให้โครงสร้างเทลาดลงมาได้
พร้อมยอมรับว่าทีมงานทุกคนเหนื่อย นอนน้อยมาก แต่ไม่มีใครพูดว่าเหนื่อย พร้อมยืนยันว่าจะทำงานจนกว่าสนับคู่ประสบภัยคนสุดท้ายออกมา
ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทีมกู้ภัยที่ดูไม่มีความคืบหน้า นายอัญวุฒิ กล่าวว่า ไม่เป็นไรและไม่เสียกำลังใจ เพราะมีกำลังใจที่มากกว่า แต่จะนำความคิดเห็นเหล่านั้นมาดูว่าหากช้าจริงก็จะรีบค้นหา ซึ่งตนก็ได้ให้กำลังใจทีมงานด้วยเช่นกัน โดยเมื่อคืนช่วง 5 ทุ่ม เครื่องมือหนักไม่หยุดทำงาน และทุกจุดได้มีการระดมค้นหาครั้งสุดท้ายอย่างเต็มที่ทุกโซน ทุกโพรง จากเจ้าหน้าที่และสุนัข K9 จนเวลาประมาณ ตี 1 พบผู้ประสบภัยที่ถูกทับอยู่ในโซน B แต่ยังไม่สามารถเอาออกมาได้เนื่องจากมีโครงสร้างขนาดใหญ่ทับอยู่
นายอัญวุฒิ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่วันแรกที่พบผู้ประสบภัยที่ถูกทับอยู่ แต่สาเหตุที่ยังไม่รีบนำออกมา เพราะอาจทำให้โครงสร้างอื่นพังทลายลงมาได้ จึงต้องไปเร่งค้นหาจุดอื่น
ในส่วนของรถแบ็คโฮที่ทรุดจากดินโคลน หลังจากฝนตก นายอัญวุฒิชี้แจงว่า ทรุดไม่มากและ เจ้าหน้าที่ไม่ได้รับอันตราย ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นเป็นทั้งฝุ่นและดินโคลนผสมกัน ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งนำแมคโครขึ้นแอ่งโคลนดังกล่าว
สำหรับความคืบหน้าในการค้นหาผู้สูญหาย ดำเนินการไปได้แล้ว 30% จากโครงสร้างหลักทั้งหมด ซึ่งยังเหลือฐานที่ถล่มด้านหลังโซน B และ C ซึ่งมีความหนา และเป็นทางเชื่อมระหว่างอาคารกับลานจอดรถ มีความเป็นไปได้ว่าผู้ประสบภัยจะอยู่ในบริเวณนี้ หากผู้ประสบภัยมาอยู่ในบริเวณนี้ก็ต้องใช้เวลาค้นหาอีกนาน เพราะต้องรื้อในขั้นตอนหลังสุด
ทั้งนี้การสแกนค้นหาสัญญาณชีพในขณะนี้ไม่พบแล้ว แต่เป็นการชี้พิกัดโดยรวมว่าอยู่ในกองของซากปรักหักพังในอาคาร แต่ไม่ทราบว่าอยู่ในระดับใด เนื่องจากเป็นการถ่ายจากมุมสูงลงมา