โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สกนช.แจงลดน้ำมัน 1 บาท น้ำมันโลกขาลง-เงินไหลเข้าวันละ 200 ล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 มี.ค. เวลา 12.21 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 01.15 น.
5-1

สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ สกนช. ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 โดยมาตรา 5 ได้ระบุไว้ว่า ให้จัดตั้ง “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และ สกนช.จะต้องดำเนินการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น “กองทุนน้ำมันฯ” จึงเปรียบเสมือนธนาคารการออมด้านพลังงานของไทย ที่ใช้ในการรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันของไทยในยามเกิดวิกฤต

ลดราคาน้ำมันรับสงกรานต์

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลลง 1 บาทต่อลิตร โดยทยอยปรับลดสองครั้งในวันที่ 28 มีนาคม และ 4 เมษายน (ครั้งละ 50 สตางค์/ลิตร) เป็นของขวัญวันสงกรานต์ 2568 ประชาชนที่เตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน หรือท่องเที่ยวคงจะพอยิ้มออก ถือเป็นมาตรการที่มาได้ถูกที่ถูกเวลา เพราะช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงที่มีการเดินทางสูงที่สุดของปี และค่าครองชีพเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสำคัญ ซึ่งเป็นการนำเงินจากกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปสนับสนุนลดราคาน้ำมันให้กับภาคประชาชน

สกนช.ให้ความเห็นว่า แม้การลดราคาน้ำมันลิตรละ 1 บาท อาจดูไม่มากนักในภาพรวม แต่สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไกล หรือใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวันทุกวัน ผลกระทบเชิงบวกนั้นชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ดีเซล ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของปริมาณการใช้น้ำมันทั้งหมด การลดราคาครั้งนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และส่งเสริมให้เกิดการเดินทางกลับบ้าน พบปะครอบครัว หรือท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

อานิสงส์น้ำมันโลกลดรายรับเพิ่ม

สัญญาณที่ดีจากฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การลดราคาครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล แต่เป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เริ่มฟื้นตัวจากภาวะติดลบหนัก โดยตั้งแต่กันยายน 2567 เริ่มมีสถานะติดลบลดลง จากระดับที่เคยติดลบกว่าแสนล้านบาท

ส่งผลให้ฐานะของกองทุนน้ำมันฯ ในช่วงต้นปี (มกราคม 2568-วันที่ 23 มีนาคม 2568) กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับเฉลี่ยกว่า 8,000 ล้านบาทต่อเดือน ทำให้ฐานะกองทุนน้ำมันฯ จากเดิมเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2568 กองทุนติดลบอยู่ที่ 75,945 ล้านบาท (บัญชีน้ำมันติดลบ 29,009 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบ 46,936 ล้านบาท)

สถานะกองทุนน้ำมัน
สถานะกองทุนน้ำมัน

กองทุนติดลบเหลือ 6 หมื่นล้าน

ปัจจุบันสถานะกองทุนน้ำมันฯ ปรับลดลง เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2568 เหลือติดลบ 60,052 ล้านบาท ประกอบด้วย บัญชีน้ำมันติดลบ 14,063 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบ 45,989 ล้านบาท ซึ่งแนวโน้มกำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ นี่ถือเป็นสัญญาณบวกว่ากองทุนน้ำมันฯ สามารถกลับมาทำหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าของขวัญ แต่คือการดูแลค่าครองชีพ

แม้มาตรการนี้จะถูกมองว่าเป็น “ของขวัญสงกรานต์” แต่ในความเป็นจริง นี่เป็นหนึ่งในแนวทางการช่วยเหลือประชาชนที่เป็นรูปธรรมและสัมผัสได้ทันที การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปข้างหน้า และการที่ สกบน.ตัดสินใจลดราคาน้ำมันในช่วงเวลานี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชน

เงินไหลเข้าวันละ 200 ล้าน

อย่างไรก็ตาม นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงระบุว่า ปัจจุบันกองทุนยังมีเงินไหลเข้าจากการเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันทุกรายส่งเข้ากองทุนประมาณ 200 ล้านบาทต่อวัน หรือประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเพียงพอต่อการใช้จ่ายและมียอดเงินคงเหลือ ทั้งนี้ กองทุนจะต้องจ่ายหนี้ที่กู้จากสถาบันการเงิน 105,333 ล้านบาท วงเงินกู้ 18 งวด

โดยเริ่มทยอยชำระหนี้เงินต้นงวดแรกวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 ประมาณ 139 ล้านบาท รวมกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทุกเดือน 250-300 ล้านบาท ส่งผลให้มียอดหนี้คงเหลือประมาณ 88,000 ล้านบาท ชำระไปแล้วประมาณ 20,000 ล้านบาท ทำให้หนี้เงินกู้ลดลงไปพอสมควร แต่ละเดือนจะมียอดหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามวงเงินประมาณ 1,000 ล้านต่อเดือน แบ่งเป็นเงินต้นประมาณ 800 ล้านบาท และดอกเบี้ยอีกประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งในช่วงตุลาคม 2568 จะต้องจ่ายเงินต้นสูงสุดประมาณ 2,800-3,000 ล้านบาท ซึ่งเงินต้นจะเริ่มจ่ายคืนตามสัญญาภายใน 3 ปี และมีกรอบสิ้นสุดระยะเวลาคืนหนี้ภายใน 5 ปี

โดยเงินกู้ทั้งหมดจะต้องคืนครบภายในปี 2571-2572 กองทุนจึงจำเป็นต้องมีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และหากการเก็บเงินเข้ากองทุนยังอยู่ที่ระดับเดือนละ 7,000-8,000 ล้านบาท และสถานการณ์ไม่ผันผวน ก็จะมีเงินรายได้เหลือประมาณ 3,000 ล้านบาท สามารถจัดเก็บไว้ชำระหนี้เงินกู้ก่อนครบกำหนดได้ตามสัญญา

“เราต้องจ่ายหนี้เงินกู้ประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อเดือน พอเดือนต่อไปก็จะมากขึ้น เงินต้นสูงสุด 2,800-3,000 ล้านบาท ถ้าเรามีรายได้เดือนละ 7,000-8,000 ล้าน จ่ายหนี้ 3,000 ล้านบาท เราก็อยู่ได้” นายพรชัยกล่าว

สำหรับในส่วนของผู้ใช้น้ำมันนั้น กองทุนน้ำมันฯได้เรียกเก็บเงินส่งเข้ากองทุน ณ วันที่ 24 มีนาคม 2568 ดังนี้ ผู้ใช้น้ำมันกลุ่มดีเซลและดีเซล B20 จ่ายเข้ากองทุน 2.67 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมี่ยม เรียกเก็บ 4.17 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ จ่ายเข้ากองทุนดังนี้ ผู้ใช้น้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 ส่งเข้ากองทุน 10.68 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ส่งเข้า 4.60 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ส่งเข้า 2.61 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ส่งเข้า 1.16 บาทต่อลิตร

แนวโน้มน้ำมันโลกยังต่ำ

นายพรชัยกล่าวต่อไปว่า สำหรับปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการปรับขึ้นลงราคาน้ำมัน ประกอบด้วย 1) ราคาน้ำมันในตลาดโลก หากมีการปรับสูงขึ้นอีก เราก็ต้องมาดูปัจจัยที่ 2) คือสภาพคล่องของกองทุนนั้นว่าจะสามารถรับได้หรือไม่ เช่น สงครามที่เกิดขึ้นมีความยืดเยื้อหรือไม่ ราคาจะผันผวนหรือไม่ แล้วก็มาดูเงินของเราเพียงพอต่อการใช้จ่าย เพียงพอต่อการตรึงราคาหรือไม่ หากไม่ไหวเราก็ต้องปรับขึ้น ขณะเดียวกันหากราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง

เราก็สามารถลดลงได้ เพราะเงินเรามีมากขึ้น ด้วยสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกในปัจจุบันไม่ได้สูงมากนัก เทียบกับในช่วงเมษายน 2567 ที่อยู่ระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ที่ได้มีการปรับราคากลุ่มดีเซลขึ้นเกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่งในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 80-90 เหรียญสหรัฐ ปัจจุบันเราตรึงราคาขายปลีกไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาราคาน้ำมันล่าสุด ณ วันที่ 27 มีนาคม 2568 พบว่าราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 74.71 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.03 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอยู่ที่ระดับ 69.65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ระดับ 73.79 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.77 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งยังอยู่ในระดับการเคลื่อนไหวไม่เกิน 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เรียกว่ายังเป็นทิศทางบวกและส่งผลดีต่อกองทุนน้ำมันฯ

อนาคตของราคาน้ำมัน ความหวังที่ยังมีอยู่ แน่นอนว่าการลดราคาน้ำมันครั้งนี้อาจไม่ใช่มาตรการถาวร แต่เป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางที่ภาครัฐอาจพิจารณาเพิ่มเติมในอนาคต หากสถานะกองทุนน้ำมันฯ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนก็อาจได้เห็นมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าพลังงานในระยะยาวมากขึ้น

สงกรานต์นี้นอกจากจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขในการเดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยวแล้ว ก็ยังมีข่าวดีเรื่องราคาน้ำมันที่ช่วยแบ่งเบาภาระได้ไม่มากก็น้อย ถือเป็นก้าวที่ดีที่ช่วยให้ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง และอาจเป็นสัญญาณของมาตรการเชิงบวกอื่น ๆ ในอนาคต

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สกนช.แจงลดน้ำมัน 1 บาท น้ำมันโลกขาลง-เงินไหลเข้าวันละ 200 ล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net