My Family v My Boundary เมื่อวันรวมญาติไม่ได้น่ารักเสมอไป เราจะเซ็ต ‘ขอบเขต’ ระหว่างตัวเองกับครอบครัวอย่างไรให้ใจไม่หงุดหงิด และความสัมพันธ์ในครอบครัวยังราบรื่น
ในช่วงเวลาวันหยุดยาวที่หลายคนต้องเดินทางกลับบ้าน ต้องพบปะญาติพี่น้อง สมาชิกในครอบครัวอีกครั้ง แม้คำว่า ‘ครอบครัว’ โดยทั่วไปจะฟังดูอบอุ่น เป็นโซนปลอดภัย แต่สำหรับบางคน คำๆ นี้อาจไม่ได้ง่ายดายแบบนั้น เมื่อการต้องเจอสมาชิกในครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตากันหลายๆ คน หลายๆ วัน อาจกลายเป็นเหมือน ‘ฝันร้ายวันรวมญาติ’ ที่สร้างความรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจให้มากกว่า จนอยากหนีไปไกลๆ และอยากให้มันจบลงเร็วๆ เลยทีเดียว
“คนเราเลือกพ่อแม่ไม่ได้ เลือกครอบครัวก็ไม่ได้เช่นกัน” คำพูดนี้ไม่เกินจริงเลย Nedra Glover Tawwab นักจิตบำบัดด้านความสัมพันธ์ ผู้เขียนหนังสือ ‘Set Boundaries, Find Peace : A Guide to Reclaiming Yourself’ ที่ว่าด้วยวิธีการรับมือกับพลวัตรที่ไม่เฮลธ์ตี้ของครอบครัวมองว่า การจัดวางและรักษาสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และเป็นงานหนักที่ต้องใช้ความอดทนไม่น้อย โดยเฉพาะยิ่งเมื่อคำว่าครอบครัวนี้รวมถึงสมาชิกบางคนที่อาจจะ ‘ไม่น่ารัก’ ซึ่งมักสร้างความรู้สึกไม่โอเคให้เราอยู่เสมอยิ่งเป็นเรื่องยาก
“ตอนที่เราเป็นเด็ก ความสัมพันธ์กับครอบครัวมันอยู่กับเรามาตั้งแต่ต้น โดยที่เราเลือกอะไรไม่ได้นัก แต่พอโตขึ้น เราเลือกได้นี่นาว่าจะเก็บความสัมพันธ์แบบไหน กับใครเอาไว้ และจะทรีตมันอย่างไร”
Tawwab ยืนยันว่าเราไม่สามารถที่จะมีความสัมพันธ์อันเพอร์เฟ็กต์ราบรื่นกับทุกคนในครอบครัวไปซะหมดได้หรอก แต่สิ่งนี้เองก็มีข้อดีตรงที่มันอาจเป็น Self-care ที่จำเป็น ซึ่งจะช่วยให้เรารู้จัก ‘ขอบเขต’ (Boudary) และระยะห่าง (Distance) ที่พอดีระหว่างตัวเราเองกับคนในครอบครัวได้เช่นกัน เพื่อการรักษาความสัมพันธ์ให้ราบรื่นต่อไป
การรับมือกับครอบครัวในช่วงวันรวมญาติให้ผ่านไปแบบใจไม่หงุดหงิดและราบรื่นจะมีวิธีไหนบ้าง ชวนไปอ่านกัน
ยอมรับสิ่งที่ควบคุมได้และไม่ได้
ในหนังสือของ Tawwab เธอเน้นย้ำเลยว่า เป็นเรื่องยากมากที่เราจะไปเปลี่ยนพฤติกรรม ความคิด ความเชื่อที่ทำกันมาจนกลายเป็นพลวัตรหรือคัลเจอร์ของครอบครัวได้หรอก ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่เฮลธ์ตี้กับใครเลยก็ตาม เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ก็คือตัวและใจของเราเอง ลองจดลิสต์ดูก็ได้ว่า อะไรคือปัญหาระหว่างเรากับสมาชิกในครอบครัวที่มักจะทำให้รู้สึกไม่โอเค และหากเขาไม่ยอมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจริงๆ มีอะไรที่เราพอทำเพื่อรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ได้บ้าง มีอะไรที่เราทำได้ และอะไรที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา ถ้าหากลองเวตน้ำหนักกันดูแล้ว ปัญหานั้นมันมาจากตัวคนอื่นจริงๆ เราก็น่าจะต้องยอมรับว่า นั่นเป็น ‘ปัญหาของเขา’ แล้วเราเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยมือ ปล่อยให้เขาจัดการตัวเอง เช่นเดียวกับตัวเราที่ต้องจัดการอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองเช่นกัน เพราะบางครั้งหน้าที่ของเราอาจทำได้แค่การเอาใจออกห่างมาเท่านั้น
เพิ่มกำแพงหนาๆ เมื่อเจอบทสนทนายากๆ
การอยู่พร้อมหน้ากันกับสมาชิกในครอบครัวหลายๆ คน อาจนำมาสู่บทสนทนาแบบแรนดอมจากคนโน้นคนนี้ที่ไม่ได้ฟังแล้วสบายหูสบายใจเสมอไป เพราะบ่อยครังที่คำพูดจากคนอื่นก็สามารถทำใจเราจึก! ได้แบบไม่ทันตั้งตัว ไม่ว่าอีกฝ่ายจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม และเป็นไปได้ที่หลายครั้งบทสนทนายากๆ ที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ก็มักจะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ เหมือนนำ้ผึ้งหยดเดียวอย่างการใช้แค่คำพูดไม่ถูก ทั้งไม่ถูกต้องและถูกที่ถูกเวลา
สิ่งที่เราพอเตรียมตัวรับมือได้คือการเพิ่ม ‘กำแพง’ หนาๆ ให้ตัวเองอีกนิด เวลาเจอกับบทสนทนายากๆ หรือสุ่มเสี่ยงจะทำให้เรารู้สึกไม่โอเคแน่ๆ เทคนิคคือการปล่อยให้ข้อความเหล่านั้นลอยค้างเติ่งอยู่ในอากาศไว้ก่อน เหมือนกับใครสักคนส่งอีเมล์หรือไลน์ทิ้งไว้ โดยที่เราอาจจะแค่เหลือบไปเห็น แต่ยังไม่จำเป็นต้องรีเเอ็กอะไรกลับทันทีในเวลาที่เรายังไม่พร้อม แค่ให้รู้ตัวไว้เท่านั้นว่าคำพูดเหล่านี้อาจทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ หงุดหงิด หรือโกรธได้มากๆ ถึงมากที่สุด จนกระทั่งเมื่อไรที่รู้สึกพร้อมมากพอ เราค่อยกลับมาเปิดบนสนทนานั้นอีกครั้ง ทีนี้เราก็เลือกได้ (ด้วยใจเป็นกลาง) แล้วว่าจะปล่อยคำพูดของเขาให้ผ่านเลยไปเหมือนอากาศ หรือจะชวนกันกลับมาเคลียร์ใจให้ชัดๆ ถึงขอบเขตของตัวเราเองก็ย่อมได้
เตรียมตั้งรับท่าทีที่ไม่โอเค
แน่นอนว่าในบางครอบครัว การพยายามเปลี่ยนแปลง หรือการประกาศขอบเขตของเราออกไป อาจเป็นเหมือนศัตรูตัวฉกาจของพลวัตรหรือคัลเจอร์ที่ไม่เฮลธ์ตี้ที่ฝังรากลึกมานาน พูดง่ายๆ ก็คืออยู่ๆ วันหนึ่งเราลุกขึ้นมาชี้ให้ครอบครัวเห็นตรงๆ ว่า ‘เฮ้ เธอทำแบบนั้นกับฉันไม่ได้แล้วนะ’ ก็อาจสร้างความรู้สึกไม่พอใจให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ง่ายๆ นี่แหละ
นักจิตบำบัดด้านความสัมพันธ์บอกว่า การจะเปลี่ยนพลวัตรที่ไม่เฮลธ์ตี้ของครอบครัวเป็นสิ่งที่นอกจากต้องใช้ความอดทนแล้ว ยังต้องอาศัยความกล้าพอสมควร แถมต้องทำใจยอมรับด้วยว่าอาจได้รับรีเเอ็กกลับมาแบบที่ไม่น่าพอใจได้ เช่น ครอบครัวยิ่งทำให้รู้สึกว่าเรานั่นแหละที่เป็นคนผิด ที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงอะไร ทั้งที่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรผิดปกติ ไม่ก็เป็นแค่ตัวเราหรือเปล่าที่มีปัญหา คนอื่นเขาไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรเลย ฯลฯ
แต่ถึงการพยายามเปลี่ยนอะไรมันจะยาก ก็เป็นสกิลเราควรมีอยู่ดี นักจิตบำบัดบอกว่า เพราะจริงๆ แล้วคนเราชอบหลอกตัวเองให้เชื่อว่าคนอื่นจะต้องได้รับความสบายใจจากการกระทำเราอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ในเวลาที่เราจำเป็นต้องพูดเรื่องยากๆ เกี่ยวกับตัวเขาออกไป เราก็ยังคาดหวังว่าเขาจะไม่จึก ไม่โกรธ ไม่เสียใจ ไม่มีอารมณ์ด้านลบใดๆ รีเเอ็กกลับมาเลย หรือแม้แต่เราเองต้องพยายามสรรหาคำอธิบายอะไรมากมายมาประกอบเพื่อให้เขาไม่ขุ่นเคือง ทั้งที่ในความเป็นจริงเราควบคุมความคิดของคนอื่นไม่ได้ และไม่มีการสื่อสารแบบไหนจะดีไปกว่าการสื่อสารที่เคลียร์ ตรงไปตรงมา ‘อย่างจริงใจ’ อีกแล้ว
หาระยะปลอดภัย เซฟใจตัวเอง
แม้จะอยู่ในช่วงวันรวมญาติที่หลายคนจำเป็นต้องอยู่พร้อมหน้ากันเป็นเวลานานๆ เราอาจจำเป็นต้องหาพื้นที่ ‘ส่วนตัว’ เอาไว้บ้าง พอที่จะอนุญาตให้ตัวเองได้ปลีกออกมาจากครอบครัวบ้างในบางเวลา ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่นาทีก็สำคัญมาก โดยที่เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรือต้องขอโทษใคร เพราะการเว้นระยะห่าง ไม่เหมือนกับการเพิกเฉย หรือปล่อยเบลอ แต่คือการเว้นระยะเพื่อให้ ‘เวลา’ และ ‘พื้นที่’ ระหว่างกัน
การเว้นระยะห่างยังไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเราที่แยกออกมามีเวลาให้ตัวเองได้พัก แต่ยังหมายถึงการแยก ‘อารมณ์’ เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงที่จะเกิดความรู้สึกอึดอัด หงุดหงิด ขุ่นมัว เวลาที่ต้องอยู่ใกล้ชิดร่วมกันกับสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ มากเกินไป และยังทั้งช่วยป้องกันการปะทะเสียดสีกัน ในเวลาที่ต้องเจอกับอะไรที่เราไม่สบอารมณ์ด้วย ทั้งหมดนี้คือทางเลือกของการ ‘เซฟใจ’ ในวันรวมญาติที่เราต่างเลือกได้อยู่แล้ว
อ้างอิง
https://www.nytimes.com/2023/03/08/well/family/boundaries-family-nedra-glover-tawwab.html?searchResultPosition=5
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- My Family v My Boundary เมื่อวันรวมญาติไม่ได้น่ารักเสมอไป เราจะเซ็ต ‘ขอบเขต’ ระหว่างตัวเองกับครอบครัวอย่างไรให้ใจไม่หงุดหงิด และความสัมพันธ์ในครอบครัวยังราบรื่น
- ทำไมบางครั้งเราถึงรู้สึกไม่ดีกับเพื่อนที่มองโลกบวกตลอดเวลา? พลังบวกเชิงลบจาก ‘Toxic Positivity’ การมองโลกในแง่ดีมากเกินไปในทุกสถานการณ์ จนละเลยอารมณ์เชิงลบของตนเองและผู้อื่น
- ‘Devasom Sol Festival 2025’ ทริปฮีลใจสุดหรู ชวนไปพักผ่อนด้วยกิจกรรม Wellness จากผู้เชี่ยวชาญ ท่ามกลางธรรมชาติที่เขาหลัก วันที่ 1 - 11 พ.ค. นี้
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com