YouTube X Shopee เขย่าสมรภูมิโซเชียลคอมเมิร์ซ
สมรภูมิการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซแต่ละรายดูจะร้อนแรงอีกเท่าตัว เมื่อ “ยูทูบ” (YouTube) แพลตฟอร์มวิดีโอระดับโลก ตัดสินใจลงสนามการทำ Affiliate Marketing พร้อมเปิดตัวโปรแกรม “YouTube Shopping” ที่ครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้จากการติดตะกร้าในคอนเทนต์วิดีโอของตนเอง
สิ่งนี้นับเป็นก้าวใหม่จาก YouTube ที่เขย่าวงการโซเชียลคอมเมิร์ซอยู่ไม่น้อย เพราะช่วยให้ Customer Journey ในการซื้อสินค้าสมบูรณ์ขึ้น จากที่แพลตฟอร์มทำหน้าที่เป็นตัวกลางสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสินค้าผ่านการนำเสนอของครีเอเตอร์ ทำให้เกิดยอดขาย (Conversion) ในช่องทางอื่นเพียงอย่างเดียว
ถึงเวลาประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม โปรแกรม Affiliate ในแบบฉบับของ YouTube ค่อนข้างแตกต่างจากอีกค่ายที่โดดเด่นในเรื่องนี้มาก ๆ อย่าง “ติ๊กต๊อก” (TikTok) โดยเฉพาะระบบการดึงสินค้ามาติดตะกร้าในคอนเทนต์ที่ให้ครีเอตอร์ดึงสินค้าจาก TikTok Shop ที่เป็นแพลตฟอร์มของตนเองเท่านั้น ต่างจาก YouTube ที่จะใช้โมเดลดึงสินค้าจากแพลตฟอร์มพาร์ตเนอร์ในประเทศต่าง ๆ
ปัจจุบัน YouTube Shopping ให้บริการใน 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จับมือกับ Shopify, เกาหลีใต้ จับมือกับ Coupang, อินโดนีเซีย และไทย จับมือกับช้อปปี้ (Shopee) หนึ่งในผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“มุกพิม อนันตชัย” หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรธุรกิจ YouTube ประเทศไทย กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศที่ 4 ที่ให้บริการโปรแกรมนี้ จากหลายปัจจัย โดยเฉพาะศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีสูงมาก เห็นได้จากรายงาน e-Conomy SEA 2023 ของกูเกิล (Google) ที่คาดว่าในปี 2568 มูลค่าสินค้ารวม (Gross Merchandise Value) สูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.68 ล้านล้านบาท)
โดยในปี 2566 อีคอมเมิร์ซมีสัดส่วน 61% ของมูลค่าสินค้ารวม และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจนมีมูลค่าแตะ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.01 ล้านล้านบาท) ในปี 2568 อีกทั้งเศรษฐกิจครีเอเตอร์ (Creator Economy) ของไทยแข็งแกร่งมาก สะท้อนจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของคอมมิวนิตี้บนแพลตฟอร์ม โดยช่องที่มีผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคน มีกว่า 1,000 ช่อง ส่วนช่องที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนคน มีมากกว่า 11,000 ช่อง และเวลาของวิดีโอที่อัพโหลดบนแพลตฟอร์มยังเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 35%
เขย่าสมรภูมิช็อปปิ้งออนไลน์
หลายปีที่ผ่านมา YouTube เป็นพื้นที่สำหรับการสร้างรายได้ของครีเอเตอร์มากมาย บางคนเริ่มจากการทำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์ม แต่ปัจจุบันกลายเป็นเจ้าของธุรกิจ และมีแบรนด์ของตนเองแล้ว เช่น ICEPADIE (ไอซ์-ภาวิดา ชิตเดชะ) และ Archita Station (อาชิ-อาชิตา ศิริภิญญานนท์) เป็นต้น
“มุกพิม” กล่าวต่อว่า นอกจาก YouTube จะเป็นพื้นที่สำหรับการรับชมความบันเทิงแล้ว ยังเป็นบ้านของการช็อปปิ้งขนาดใหญ่ โดยผลสำรวจจาก Kantar ระบุว่า 93% ของผู้ตอบแบบสอบถามคิดว่าข้อมูลบน YouTube ทำให้รู้สึกมั่นใจในการสินค้าซื้อมากขึ้น รวมถึงยอดการรับชมคอนเทนต์เกี่ยวกับการซื้อสินค้ายังมากกว่า 3 หมื่นล้านชั่วโมง
“การเปิดตัวโปรแกรม YouTube Shopping ช่วยต่อยอดให้ครีเอเตอร์มีโอกาสใหม่ ๆ ในการสร้างรายได้ และเป็นพื้นที่ที่ทำให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้า รวมถึงเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้มากขึ้นด้วย เพราะ 85% ของผู้ชมในไทยให้ความเชื่อมั่นกับคอนเทนต์ของเหล่าครีเอเตอร์ด้วย”
สำหรับครีเอเตอร์ที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้ได้จะต้องอยู่ในกลุ่มของ YouTube Partner Program (YPP) หรือกลุ่มที่ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการโฆษณาบน YouTube ซึ่งมีการกำหนดคุณสมบัติหลายอย่าง เช่น ต้องมียอดผู้ติดตามมากกว่า 10,000 คน และต้องไม่ใช่ช่องที่สร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับเพลง และดนตรี เพราะมีข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์ และข้อกำหนดในการใช้แพลตฟอร์ม
“ที่ผ่านมามีครีเอเตอร์ลองขายสินค้าผ่านโปรแกรมนี้แล้วหลายคน เช่น ingck (อิ๊ง-ชยธร กิติยาดิศัย) ยูทูบเบอร์สายบิวตี้ และเจ้าของแบรนด์สกินแคร์ INGU ที่มีผู้ติดตามช่องกว่า 7.3 แสนคน สามารถสร้างรายได้หลังจากเข้าร่วมโปรแกรมเดือนแรกมากกว่า 115% เป็นต้น”
ติดตะกร้าขยายฐานลูกค้า
การขายสินค้าแต่ละครั้ง ครีเอเตอร์สามารถติดตะกร้าได้ทั้งวิดีโอสั้นบน Shorts และวิดีโอยาว แต่มีข้อกำหนดคือครีเอเตอร์จะต้องกล่าวถึงสินค้านั้น ๆ ในวิดีโอเสมอ ส่วนนโยบายเรื่องค่าคอมมิชชั่นช่วง 6 เดือนแรก ครีเอเตอร์จะได้รับเต็มจำนวน โดยที่ YouTube จะยังไม่หักส่วนแบ่งใด ๆ
“การเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมกับ Shopee คือการดึงจุดแข็งของทั้งสองแพลตฟอร์มมาพัฒนาเป็นบริการที่ตอบโจทย์ ทั้งแบรนด์ ครีเอเตอร์ และผู้ซื้อมากขึ้น โดยส่วนแบ่งรายได้ระหว่างเราและพาร์ตเนอร์ ก็จะเป็นไปตามที่ตกลงกัน”
ด้าน “การัน อำบานี” ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ ช้อปปี้ (ประเทศไทย) เสริมว่า ที่ผ่านมา Shopee มีโปรแกรมสนับสนุนการทำ Affiliate อย่างต่อเนื่อง โดยครีเอเตอร์จะได้รับค่าคอมมิชชั่นขั้นต่ำ 7% ไปจนถึงสูงสุด 80% หากร้านค้าเข้าร่วมโปรแกรมค่าคอมพิเศษ (Extra Comm) ซึ่งครีเอเตอร์ที่เข้าร่วมโปรแกรม YouTube Shopping สามารถหยิบสินค้าจากร้านค้าที่ตั้งค่าคอมมิชชั่นพิเศษไว้สูงสุด 80% มาขายได้เช่นกัน
“ความร่วมมือกับ YouTube ไม่ได้กระทบต่อการทำ Affiliate บน Shopee ในแง่จำนวนครีเอเตอร์อยู่แล้ว แต่เป็นการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นมากกว่า เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มที่ยังไม่ได้เป็นลูกค้าของเรา เพราะเรารู้ว่าความต้องการในตลาดเกี่ยวกับ Affiliate ยังมีอีกมาก อีกทั้งการทำคอนเทนต์ยังมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของลูกค้าด้วย โดย 88% ของนักช็อป Gen Y และ Gen Z ซื้อสินค้าบน Shopee จากการรับชมคอนเทนต์”
ผู้บริหาร YouTube ประเทศไทย ทิ้งท้ายว่า ในแง่การแข่งขันมองว่าเป็นการเพิ่มทางเลือกและช่องทางในการสร้างรายได้ให้กลุ่มครีเอเตอร์มากกว่า และไม่คิดว่าเข้ามาในจังหวะที่ช้าเกินไป อาจเป็นผลดีด้วย เพราะทุกคนเข้าใจเรื่องการทำ Affiliate แล้ว ไม่จำเป็นต้องอธิบายเรื่องระบบหรือขั้นตอนใด ๆ อีก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : YouTube X Shopee เขย่าสมรภูมิโซเชียลคอมเมิร์ซ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net