โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“พิธา” แนะรัฐบาลพูดให้ชัดเรื่อง “เกาะกูด” ดับเชื้อไฟความขัดแย้ง

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 31 ต.ค. 2567 เวลา 07.06 น. • เผยแพร่ 31 ต.ค. 2567 เวลา 07.06 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์

(31 ต.ค. 67) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาคณะก้าวหน้า และอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีการเจรจาผลประโยชน์ปิโตรเลียมในกรอบบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในไหล่ทวีป (MOU 44) ซึ่งนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เคยระบุว่า ขอให้อย่านำความคลั่งชาติทำให้เสียประโยชน์ของประเทศ

นายพิธา กล่าวว่า ชาตินิยมไม่ใช่เรื่องผิด และเผลอๆ อาจจะเป็นเรื่องที่รับได้ แต่ชาตินิยมที่ล้นเกินจนทำให้เกิดการทำลายล้างกันทางการเมือง และการสูญเสียโอกาสความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศประชาคมอาเซียน เป็นปัญหาที่ต้องระวัง

นายพิธา กล่าวต่อไปว่า ถ้าพูดถึงเรื่องเกาะกูด คือ การฟื้นฟูการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area: OCA) ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่ง MOU 44 จบไปแล้ว ดังนั้น ส่วนตัวเชื่อว่าเกาะกูดอย่างไรก็ต้องเป็นของคนไทยแน่นอน ถ้าจะมีการพูดคุยกันในระดับ OCA ก็ต้องกำหนดพื้นที่ซึ่งมีปีโตรเลียมอยู่ และมีการพูดคุยกันแค่นั้น เกาะกูดไม่ควรเข้าไปอยู่ในการเจรจาครั้งนั้น ถ้าจำไม่ผิด พื้นที่ไม่ถึง 20,000 กว่าตารางกิโลเมตร แต่หากว่าไปไกลถึงขนาดกว้างเท่าเกาะกูด ก็จะทำให้ประชาชนเกิดความสงสัย

“รัฐบาลเองก็ต้องออกมาพูดให้ชัดว่าถ้าจะทำเรื่องเกี่ยวกับปิโตรเลียม ก็คือหลังทำ OCA ต้องจำกัดให้ไม่เกี่ยวข้องกับเกาะกูด และเกาะกูดไม่มีทางเป็นของชาติอื่น ยกเว้นประเทศไทย เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การตกลงกันระหว่างไทยและกัมพูชา แต่คือเรื่องระดับสหประชาชาติ ที่มีระเบียบโลกบอกไว้แล้วว่าเรื่องแบบนี้ เป็นปัญหาเรื่องอาณาเขต (Territorial Issue) ของแต่ละชาติ” นายพิธา กล่าว

นายพิธามองว่า หากรัฐบาลพูดได้ชัด ก็จะทำให้เรื่องจบไปว่าพื้นที่ที่มีข้อพิพาทอยู่ จำกัดอยู่แค่ตรงนี้เท่านั้น และไม่รวมเกาะกูด ซึ่งมองว่าจะทำให้เชื้อไฟที่ทำให้เกิดความชาตินิยมแบบล้นเกินให้หมดไป แล้วค่อยมาสู้กันในเรื่องการแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน และออกกฎหมายที่มีความก้าวหน้า การตรวจสอบรัฐบาลแบบที่ควรจะเป็น

นายพิธาระบุว่า หากรัฐบาลยังไม่ออกมาพูดให้ชัดเจนจะเป็นผลเสียต่อทั้งรัฐบาลเอง จะเกิดการตั้งคำถามว่าตกลงแล้วพื้นที่ซึ่งจะเจรจากับกัมพูชาคือหลักพันหรือหลักหมื่น หากพูดให้ชัดว่าจบแค่นี้จริงๆ ประชาชนก็จะไม่คิดเลยเถิดในแบบที่รองนายกรัฐมนตรีกังวล แต่เมื่อรองนายกฯ ไม่ยอมบอกว่าการเจรจาจบแค่นี้ ไม่ได้ต่างจาก เขตไหล่ทวีปทับซ้อนกันในอ่าวไทย (Joint Development Area) ระหว่างไทยและมาเลเซีย เราไม่สูญเสียผลประโยชน์แต่อย่างใด การแบ่งผลประโยชน์เป็นไปในลักษณะแบบไหน

“เมื่อเรื่องนี้ไม่ชัดเจน ประชาชนจึงตั้งคำถามและเป็นการเปิดช่องให้นำกระแสชาตินิยมมาใช้ ซึ่งไม่เป็นประโยชน์กับชาติไทย และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของประชาคมอาเซียนเลย โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แทนที่จะใช้ความเป็นปึกแผ่นของประชาคมอาเซียนในการบริหารอุณหภูมิทางภูมิรัฐศาสตร์ เราก็พลาดโอกาสนี้ไป” นายพิธา ระบุ

ทั้งนี้ นายพิธา ยังกล่าวถึงมุมมองต่อการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2024 โดยระบุว่า วันนี้มาร่วมในงานเปิดตัวหนังสือ “มรณกรรมของประชาธิปไตย(How Democracy Die)” ซึ่งเป็นหนังสือที่แวดวงวิชาการให้การยอมรับ โดยนำแก่นของเรื่องราวในหนังสือมาวิเคราะห์การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน ภายใต้การรักษาความเป็นกลางและมารยาททางการเมือง และในฐานะที่เป็นอดีตนักการเมืองรวมถึงอดีตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมกันนี้ นายพิธา ยังได้เล่าบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐ เปรียบเทียบกับการเลือกตั้งของประเทศไทยด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...