โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

How to จัดพอร์ตหุ้น….เราควรมีหุ้นกี่ตัวในพอร์ต?

The Bangkok Insight

อัพเดต 20 ต.ค. 2567 เวลา 15.44 น. • เผยแพร่ 21 ต.ค. 2567 เวลา 00.44 น. • The Bangkok Insight

เราควรมีหุ้นกี่ตัวในพอร์ต? คำถามโลกแตกในการจัดพอร์ตหุ้นเพื่อลงทุนในทุกยุคทุกสมัย เมื่อเงินในพอร์ตเรามีจำกัด แต่หุ้นในตลาดหุ้นไทยมีมากกว่า 600 ตัว การจัดสรรเงินลงทุนจึงสำคัญ

อาจไม่มีคำตอบตายตัว เพราะแต่ละคนก็มีข้อจำกัดในการลงทุนและเป้าหมายในการลงทุนไม่เหมือนกัน การมีหุ้นน้อยตัว หากเราเลือกซื้อถูกตัว ถูกเวลา เราก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูง หรืออาจรวยเป็น "เศรษฐีหุ้น" ไปเลย แต่หากเลือกหุ้นผิดตัว ก็มีโอกาสขาดทุน "เจ๊งหมดตัว" ได้เช่นกัน พูดง่ายๆ คือ ยิ่งถือหุ้นน้อยตัวเท่าไหร่ ความเสี่ยงจากหุ้นรายตัวก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

จัดพอร์ตหุ้น

ตรงกันข้าม หากมีหุ้นตัวเล็กตัวน้อยซุกไว้จนนับไม่ถ้วน หว่านซื้อเยอะเป็นดอกเห็ด แทนที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้ กลับกลายเป็นไม่สามารถดูแลพอร์ตได้อย่างทั่วถึง และอาจส่งผลร้ายกับเงินลงทุน เพราะผลตอบแทนของแต่ละตัวก็มักจะเฉลี่ยหรือหักกลบลบกันไป โอกาสที่พอร์ตจะได้ผลตอบแทนสูงลิ่ว ก็จะลดลงตามจำนวนหุ้นที่ถือ

ดังนั้น การมีหุ้นในพอร์ต 4-10 ตัวอาจจะเป็นจำนวนที่เหมาะสมกับการกระจายความเสี่ยงมากกว่า แถมเรายังสามารถติดตามปัจจัยพื้นฐานของหุ้นแต่ละตัวได้ดีมากกว่าด้วย

นอกจากจำนวนหุ้นที่เหมาะสมแล้ว เราต้องกระจายการลงทุนใน "หลากหลายอุตสาหกรรม" ด้วย เพราะหากลงทุนกระจุกอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันหมดอาจเกิดความเสี่ยงได้ เช่น ลงทุนในหุ้นพลังงานอย่างเดียว หากราคาน้ำมันลดลงรุนแรง พอร์ตเราจะเสียหายทันที แต่หากกระจายไปลงทุนในกลุ่มอื่นด้วย แม้หุ้นกลุ่มใดจะร่วงแรง ก็ยังมีหุ้นกลุ่มอื่นที่สามารถประคับประคองพอร์ตได้ ทำให้การลงทุนในระยะยาวได้ผลตอบแทนที่ดีและผันผวนน้อยลง

ทางที่ดี… ควรเดินบนทางสายกลาง หาความพอดิบพอดีให้พอร์ตหุ้นของตัวคุณเอง เพียงแค่นี้ก็ช่วยกรองความเสี่ยงได้ระดับหนึ่งแล้ว

จัดพอร์ตหุ้น

แล้วเมื่อไหร่… ควรขายหุ้น

ที่หลายคนมีคำถามนี้ เพราะส่วนใหญ่เวลาซื้อหุ้น มักจะมีคนมาแนะนำจังหวะในการเข้าซื้อ แต่น้อยครั้งที่จะมีคนมาบอกว่าควรขาย ทั้งที่จังหวะขายนี่แหละสำคัญ เราจะสามารถทำกำไรได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับจังหวะของการขายหุ้น แน่นอนว่าหลายคนอยากขายให้ได้ราคาสูงที่สุด แต่ในความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก ดังนั้น การขายหุ้นอย่างมีกลยุทธ์น่าจะเป็นจุดสำคัญมากกว่า

การแบ่งขายทำกำไรทำได้หลายลักษณะ อาจจะ "ทยอยขายทำกำไรตามราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้น" โดยเทคนิคนี้เราจะกำหนดให้ชัดเจนในแผนการลงทุนว่า… หากราคาหุ้นขึ้นไปถึงระดับที่ต้องการแล้ว เราจะทยอยขายหุ้น เช่น หากราคาหุ้นขึ้นไปทุก 10% เราจะทยอยขายหุ้นที่ถืออยู่ 5%

การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราไม่พลาดจังหวะเวลาหุ้นขึ้น สามารถล็อคทำกำไรได้บางส่วน และช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนในกรณีที่ถือหุ้นนานเกินไปได้ด้วย

แต่หากใครมองว่าเทคนิคนี้ไม่เข้ากับเรา อาจใช้เทคนิคการ "Rebalance" พอร์ตเป็นตัวช่วย โดยเราจะกำหนดสัดส่วนการถือครองหุ้นแต่ละตัวอย่างชัดเจน หากราคาหุ้นตัวไหนปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงจนทำให้สัดส่วนของหุ้นตัวนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก็จะมีการปรับให้กลับมาเท่าเดิม

จัดพอร์ตหุ้น

ตัวอย่างเช่น พอร์ตลงทุนของเรากำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้น A ไว้ที่ 20% ของพอร์ต เมื่อราคาหุ้นขึ้นเรื่อย ๆ จนสัดส่วนการลงทุนของหุ้น A กลายเป็น 25% ของพอร์ต เราจะขายหุ้น A ออกมาให้คงเหลือการถือครองหุ้น 20% เท่าเดิม ส่วนเงินที่ขายออกมา 5% อาจจะนำไปเพิ่มน้ำหนักในหุ้นตัวอื่น หรือถือเป็นเงินสดไว้เพื่อรอจังหวะการเข้าลงทุนต่อไป

การตัดแต่งพอร์ตลงทุนแบบ Rebalance หรือจัดสวนลงทุนนี้ จะช่วยให้พอร์ตลงทุนของเรามีความเสี่ยงที่ลดลง แถมยังมีเงินเหลือเพื่อรอเข้าซื้อหุ้นหากมีความผิดปกติในหุ้นบางจังหวะ ซึ่งการปรับพอร์ตแต่ละครั้ง เราอาจจะกำหนดระยะเวลา เช่น จะ Rebalance ทุกเดือน หรือทุกไตรมาส เพื่อไม่ให้การปรับพอร์ตนั้นบ่อยเกินไป หรือในบางกรณี เกิดเหตุการณ์สำคัญก็อาจเข้ามาปรับพอร์ตลงทุนให้กลับมาสมดุลอีกครั้งก็ได้

นอกจากจังหวะการขายที่ชัดเจนแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ "การทำตามแผนการลงทุนที่ชัดเจน" มีกำหนดการซื้อการขาย และเข้าใจว่าลงทุนในแต่ละครั้งคาดหวังอะไร สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นักลงทุนมีเป้าหมายมากขึ้น หนีความผันผวนของตลาดที่จะทำให้จิตใจของเราไม่นิ่ง ซึ่งเป็นผลเสียกับพอร์ตลงทุนและอาจสร้างผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า

ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...