ต่างชาติเทขาย “พันธบัตรรัฐบาลไทย” หลัง ธปท.ส่งสัญญาณไม่ลดดอกเบี้ยอีก
ต่างชาติเทขาย "พันธบัตรรัฐบาลไทย" หลัง ธปท.ส่งสัญญาณไม่ลดดอกเบี้ยอีก พร้อมเปิดบทวิเคราะห์แนวโน้มของพันธบัตรไทยต่อจากนี้เป็นอย่างไร?
วันที่ 24 ตุลาคม 2567 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า *การขายพันธบัตรรัฐบาลไทยในต่างประเทศอาจขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้น และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม*
ตามข้อมูลของสมาคมตลาดพันธบัตรไทยพบว่า กองทุนต่างชาติเทขายพันธบัตรรัฐบาลไทยกว่า 850 ล้านดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2567 ซึ่งถือเป็นการไหลออกรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 โดยแนวโน้มดังกล่าวน่าจะดำเนินต่อไป โดย อเบอร์ดีน พีแอล (abrdn plc) มองว่ามูลค่าในตลาดอื่นดีกว่า ขณะที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) คาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอ้างอิงจะทรงตัวระหว่าง 2.3-2.4% จนถึงสิ้นปี โดยปิดตลาดที่ 2.4% ในวันอังคารก่อนวันหยุดราชการ
โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณเมื่อวันอังคาร (22 ต.ค.67) ว่าจะไม่รีบเร่งดำเนินการตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่คาดไม่ถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แม้ว่ารัฐบาลจะกดดันให้ผ่อนปรนนโยบายเพิ่มเติมก็ตาม ในทางตรงกันข้าม พันธบัตรรัฐบาลมาเลเซียคาดว่าจะดึงดูดความสนใจจากต่างประเทศ เนื่องจากรัฐบาลดำเนินการปฏิรูปการคลัง
นายพงศ์ธาริน ทรัพยานนท์ หัวหน้าการลงทุนตราสารหนี้ประเทศไทย บลจ.อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เมื่อพิจารณาจากระดับผลตอบแทนและสกุลเงิน น่าจะชอบมาเลเซียมากกว่าไทย” ตลาดกำลังคาดการณ์โอกาส 50% ที่ ธปท.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ดังนั้นระดับผลตอบแทนปัจจุบันจึงแทบไม่มีเหลืออยู่เลย”
โดยผลตอบแทนพันธบัตรไทยสำหรับนักลงทุนที่ใช้เงินดอลลาร์ลดลง 3.3% ในเดือนตุลาคม โดยส่วนต่างกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐลดลงเหลือ 1.84% ในสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยส่วนต่างดังกล่าวอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี 1.5 เท่า ซึ่งถือเป็นอันดับ 2 ที่แย่ที่สุดในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบ่งชี้ว่าพันธบัตรมีราคาแพงกว่าเมื่อเทียบกัน ตามการคำนวณของ Bloomberg
อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองครั้งใหม่จากการสอบสวนพรรครัฐบาลและกลุ่มร่วมรัฐบาลอื่นๆ ว่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรหรือไม่
ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้าส่วนงานกลยุทธ์การลงทุนต่างประเทศ บมจ.หลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า “กระแสเงินไหลออกอาจยังคงเกิดขึ้นได้ เนื่องจากปัญหาทางการเมืองอาจไม่ได้รับการแก้ไขในเร็วๆ นี้ และใกล้จะถึงการเลือกตั้งของสหรัฐแล้ว”
ด้าน นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ตลาดกำลังคาดการณ์ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนหน้า และจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ แม้ว่าธนาคารกลางจะเปลี่ยนท่าทีเป็นผ่อนคลายมากขึ้นในการประชุมเดือนธันวาคม เนื่องจากสงครามการค้าอาจส่งผลต่อการเติบโต แต่อาจไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้ผลตอบแทนลดลง
“มีแรงขายในสินทรัพย์ของตลาดเกิดใหม่ท่ามกลางสงครามการค้าครั้งที่ 2 แต่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอลงและความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. อาจทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีอยู่ระดับต่ำลง …ไม่คาดหวังว่าผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวลดลงต่อไปอีก”
อ้างอิง : bloomberg.com