โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ต่างชาติเทขาย “พันธบัตรรัฐบาลไทย” หลัง ธปท.ส่งสัญญาณไม่ลดดอกเบี้ยอีก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 24 ต.ค. 2567 เวลา 11.26 น. • เผยแพร่ 24 ต.ค. 2567 เวลา 04.26 น.

ต่างชาติเทขาย "พันธบัตรรัฐบาลไทย" หลัง ธปท.ส่งสัญญาณไม่ลดดอกเบี้ยอีก พร้อมเปิดบทวิเคราะห์แนวโน้มของพันธบัตรไทยต่อจากนี้เป็นอย่างไร?

วันที่ 24 ตุลาคม 2567 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า *การขายพันธบัตรรัฐบาลไทยในต่างประเทศอาจขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้น และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม*

ตามข้อมูลของสมาคมตลาดพันธบัตรไทยพบว่า กองทุนต่างชาติเทขายพันธบัตรรัฐบาลไทยกว่า 850 ล้านดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2567 ซึ่งถือเป็นการไหลออกรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 โดยแนวโน้มดังกล่าวน่าจะดำเนินต่อไป โดย อเบอร์ดีน พีแอล (abrdn plc) มองว่ามูลค่าในตลาดอื่นดีกว่า ขณะที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) คาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอ้างอิงจะทรงตัวระหว่าง 2.3-2.4% จนถึงสิ้นปี โดยปิดตลาดที่ 2.4% ในวันอังคารก่อนวันหยุดราชการ

โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณเมื่อวันอังคาร (22 ต.ค.67) ว่าจะไม่รีบเร่งดำเนินการตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่คาดไม่ถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แม้ว่ารัฐบาลจะกดดันให้ผ่อนปรนนโยบายเพิ่มเติมก็ตาม ในทางตรงกันข้าม พันธบัตรรัฐบาลมาเลเซียคาดว่าจะดึงดูดความสนใจจากต่างประเทศ เนื่องจากรัฐบาลดำเนินการปฏิรูปการคลัง

นายพงศ์ธาริน ทรัพยานนท์ หัวหน้าการลงทุนตราสารหนี้ประเทศไทย บลจ.อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เมื่อพิจารณาจากระดับผลตอบแทนและสกุลเงิน น่าจะชอบมาเลเซียมากกว่าไทย” ตลาดกำลังคาดการณ์โอกาส 50% ที่ ธปท.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ดังนั้นระดับผลตอบแทนปัจจุบันจึงแทบไม่มีเหลืออยู่เลย”

โดยผลตอบแทนพันธบัตรไทยสำหรับนักลงทุนที่ใช้เงินดอลลาร์ลดลง 3.3% ในเดือนตุลาคม โดยส่วนต่างกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐลดลงเหลือ 1.84% ในสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยส่วนต่างดังกล่าวอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี 1.5 เท่า ซึ่งถือเป็นอันดับ 2 ที่แย่ที่สุดในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบ่งชี้ว่าพันธบัตรมีราคาแพงกว่าเมื่อเทียบกัน ตามการคำนวณของ Bloomberg

อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองครั้งใหม่จากการสอบสวนพรรครัฐบาลและกลุ่มร่วมรัฐบาลอื่นๆ ว่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรหรือไม่

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้าส่วนงานกลยุทธ์การลงทุนต่างประเทศ บมจ.หลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า “กระแสเงินไหลออกอาจยังคงเกิดขึ้นได้ เนื่องจากปัญหาทางการเมืองอาจไม่ได้รับการแก้ไขในเร็วๆ นี้ และใกล้จะถึงการเลือกตั้งของสหรัฐแล้ว”

ด้าน นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ตลาดกำลังคาดการณ์ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนหน้า และจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ แม้ว่าธนาคารกลางจะเปลี่ยนท่าทีเป็นผ่อนคลายมากขึ้นในการประชุมเดือนธันวาคม เนื่องจากสงครามการค้าอาจส่งผลต่อการเติบโต แต่อาจไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้ผลตอบแทนลดลง

“มีแรงขายในสินทรัพย์ของตลาดเกิดใหม่ท่ามกลางสงครามการค้าครั้งที่ 2 แต่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอลงและความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. อาจทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีอยู่ระดับต่ำลง …ไม่คาดหวังว่าผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวลดลงต่อไปอีก”

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...