โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประวัติศาสตร์ "การถึงจุดสุดยอด" และ "ฮิสทีเรีย" กระบวนทัศน์ชายเป็นใหญ่ในร่างสตรีเพศ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 08 ม.ค. 2567 เวลา 02.50 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. 2567 เวลา 08.07 น.
ภาพ SEX TOY (FRANCE - SEX - OFFBEAT - WOMEN - FRANCE - JAPAN / AFP )

ประวัติศาสตร์อารมณ์ทางเพศ “การถึงจุดสุดยอด” และ “ฮิสทีเรีย” การกดทับของกระบวนทัศน์ “ชายเป็นใหญ่” ในร่างสตรีเพศ

วันนี้คุณมีอารมณ์ทางเพศแล้วหรือยัง?

คำถามนี้คงไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรในปัจจุบัน แต่หนังสือเทคโนโยนี ของ Rachel P. Maines
ผู้สมาทานแนวคิดเฟมินิสต์ได้ชี้ให้เห็นถึงประวัติศาสตร์การกดทับเรื่อง ไวเบรเตอร์ (เครื่องสั่นอวัยวะเพศ) โรคฮิสทีเรีย และออกัสซั่มของผู้หญิง (การถึงจุดสุดยอด)

ซึ่งจะเห็นได้ว่าในโลกตะวันตกส่วนใหญ่ถูกครอบงำด้วยแนวคิดปิตาธิปไตย (แนวคิดชายเป็นศูนย์กลาง) ในทุกระดับชั้นและทุกวงการเพื่อรักษาอำนาจนำของเพศชาย โดยที่ผู้ชายจะรักษากระบวนทัศน์ชุดนี้เพื่อที่จะไม่ให้ความคิดชายเป็นใหญ่นั้นถูกสั่นคลอน ซึ่งรวมถึงเรื่องเพศด้วย

สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้การร่วมเพศระหว่างชาย-หญิง ถูกครอบงำโดยกระบวนทัศน์ชายเป็นใหญ่ที่ว่าด้วย ผู้ชายเท่านั้นที่จะต้องถึงจุดสุดยอดทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เพราะการมีลูกนั้นต้องการการหลั่งอสุจิเข้าไปยังช่องคลอด ฉะนั้นผู้ชายจึงต้องถึงจุดสุดยอดทุกครั้งเป็นผลให้การถึงจุดสุดยอดของเพศหญิงถูกละเลยและไม่ถูกให้ความสำคัญ เพราะการถึงจุดสุดยอดของเพศหญิงไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์

ผนวกกับกระบวนทัศน์เช่นนี้จึงสร้างความคิดที่ว่าการจะถึงจุดสุดยอดของเพศหญิงจะต้องผ่านการสอดใส่เท่านั้น (อวัยวะเพศชายเข้าไปในอวัยวะเพศหญิงเท่านั้น) นอกเหนือจากการสอดใส่ไม่ว่าจะเป็นการช่วยตัวเอง การถูคริสตอริส ล้วนแล้วแต่ถูกกระบวนทัศน์ชายเป็นใหญ่ที่ขยายไปทุกพื้นที่สังคมโดยเฉพาะวงการแพทย์ได้ประกอบสร้างชุดความคิดที่ว่าการที่ผู้หญิงถึงจุดสุดยอดโดยไม่สอดใส่นั้น ผิดศีลธรรมและ “ป่วย” ต้องได้รับการรักษา

สอดคล้องกับแนวคิดทางศาสนา ดังที่ ธเนศ วงศ์ยานนาวา อธิบายว่า การร่วมเพศกันระหว่างชายหญิงนั้นเป็นการ “ผลิต” มากกว่า “ความรื่นรมย์” กล่าวคือ ฐานความคิดของศาสนาคริสต์ได้กล่าวถึงอดัมกับอีฟที่กระทำความผิดในสวนเอเดนโดยการแอบไปกินผลไม้ ทำให้จากเดิมที่ทั้งสองเปลือยกายโดยที่ไม่มีความละอายต่อกัน แต่เมื่อทำผิดกฎจึงเกิดความละอายและเกิดอารมณ์ทางเพศซึ่งกันและกัน ส่งผลให้ทั้งสองถูกขับออกจากสวนเอเดน เป็นผลให้รากฐานความคิดเช่นนี้เรื่องเพศจึงกลายเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย

ฉะนั้นการร่วมเพศจึงเป็นสิ่งที่สกปรก แต่ขณะเดียวกันถ้าไม่มีการร่วมเพศอาณาจักรของพระเจ้าก็จะล่มสลายไป ดังนั้นการร่วมเพศจึงเป็นการเน้นการผลิตมากกว่าความรื่นรมย์ ทางเดียวในการร่วมเพศคือการหลั่งอสุจิไปในช่องคลอดเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ไม่ว่าจะเป็นการหลังอสุจิภายนอกช่องคลอด การช่วยตัวเอง การมีเพศสัมพันธ์กับวัตถุ จึงถือว่าเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย

แน่นอนว่าการร่วมเพศแบบสอดใส่ จากงานวิจัยนั้นผู้หญิงถึงจุดสุดยอดยาก แต่วงการแพทย์ยังยืนยันว่าการถึงจุดสุดยอดของผู้หญิงนั้นเกิดได้จากการสอดใส่โดยไม่ต้องถูคริสตอริส และการสอดใส่ที่ต้องอาศัยอวัยวะเพศชายยังทำให้สุขภาพดี ส่งผลให้ผู้หญิงในประวัติศาสตร์ตะวันตกนั้นไม่ถึงจุดสุดยอดเป็นจำนวนมาก และคนที่ไม่ถึงจุดสุดยอดนั้นล้วนถูกผลักให้การไม่ถึงจุดสุดยอดไม่ใช่เรื่องเพศแต่เป็นเรื่องแพทย์ เป็นการผลักภาระของผู้ชาย

โดยวงการแพทย์ได้ประกอบสร้างว่าผู้หญิงที่ไม่ถึงจุดสุดยอด ส่วนใหญ่จะมีอาการวิกลจริต
ประสาทเปลี้ย งุ่นง่าน (ทั้งๆ ที่จริงเเล้วเป็นแค่อารมณ์ความต้องการทางเพศ ที่อวัยวะเพศชายไม่สามารถทำให้พวกเขามีความสุขได้ต่างหาก) คือผู้ป่วย จึงทำให้เพศหญิงถูกสร้างว่าเป็นเพศที่ไม่ได้มีอารมณ์ทางเพศ อาการดังกล่าวคืออาการป่วย ฮิสทีเรีย

โดยผู้เขียนหนังสือเล่มนี้วิเคราะห์ว่า ทุกวงการที่ชายเป็นใหญ่ต้องรักษาสถานะชายเป็นใหญ่ไว้ โดยเฉพาะสัญลักษณ์ของความเป็นชาย นั่นคือ อวัยวะเพศชาย หากผู้หญิงสามารถถูคริสตอริสด้วยตัวเองโดยที่ไม่โดนกล่าวหาว่าป่วย ผนวกกับการถึงจุดสุดยอดด้วยตัวเองได้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องอาศัยผู้ชาย (อวัยวะเพศชาย) ในการสอดใส่เพื่อความสุขและการถึงจุดสุดยอด

เพราะฉะนั้น ผู้ชายต้องทำให้การถูคริสตอริสด้วยตัวเองเป็นเรื่องที่ผิด และจำเป็นที่การถูคริสตอริสและอวัยวะเพศจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ในกระบวนทัศน์ชายเป็นใหญ่เท่านั้น เพราะฉะนั้น เมื่อผู้หญิงที่มีอารมณ์ทางเพศแต่ถูกผลักว่าเป็นโรคจึงต้องรักษาบำบัดผ่านแพทย์เท่านั้น อาทิ การคลึงอวัยวะเพศ นวดน้ำมันที่อวัยวะเพศ ฉีดน้ำที่อวัยวะเพศ (วารีบำบัด) ซึ่งคำแนะนำของหมอก็คงยังวงเวียนในกระบวนทัศน์ชายเป็นใหญ่ คือ การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายแบบสอดใส่จะช่วยรักษาโรคฮีสทีเรีย

ถึงแม้ต่อมาศตวรรษที่ 19 จะมีการเปลี่ยนความคิดอย่างมหาศาล นั่นคือ การเกิดสำนักซิกมุนฟรอยด์ บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ ซึ่งอธิบายว่าผู้หญิงก็มีอารมณ์ทางเพศได้เช่นเดียวกับผู้ชายและสามารถถึงจุดสุดยอดด้วยการถูคริสตอริสได้ แต่ก็ยังอยู่ในกระบวนทัศน์ที่ว่าการรักษาโรคที่ดียังอยู่ที่การเอาอวัยวะเพศชายเข้าไปอยู่ในอวัยวะเพศหญิง (สอดใส่)

นอกจากนี้ผู้เขียนยังอธิบายว่า ฟรอยด์ เองก็ยังติดอยู่ในแนวความคิดชายเป็นใหญ่ที่พยายามอธิบายถึงอารมณ์ทางเพศของผู้หญิงอย่างสลับซับซ้อนว่าเกิดจากปมในวัยเด็ก ทั้งๆ ที่สามารถอธิบายง่ายๆ ว่าผู้หญิงถูคริสตอริสนั้นเกิดจากความต้องการทางเพศและความเพลิดเพลิน แต่เขาเลี่ยงที่จะอธิบาย

ไวเบเตอร์ (เครื่องสั่นอวัยวะเพศ) ในตอนนั้นมิใช่ sex toy อย่างที่เข้าใจในปัจจุบัน เพราะสิ่งประดิษฐ์นี้ถูกสร้างขึ้นจากแพทย์เพื่อรักษาผู้หญิงที่ถูกกล่าวหาว่าป่วย เพราะไม่ถึงจุดสุดยอดหรือมีอารมณ์มากเกินไป แต่เมื่อผู้หญิงมารักษาการคลึงอวัยวะเพศแล้วถึงจุดสุดยอดนั้นใช้เวลานาน แพทย์จึงสร้างเครื่องทุ่นแรงเพื่อให้การรักษานั้นรวดเร็วขึ้น ซึ่งสร้างรายได้ให้กับวงการแพทย์เป็นอย่างมาก

แต่ด้วยกระบวนทัศน์ “ชายเป็นใหญ่” การใช้เครื่องสั่นอวัยวะเพศต้องให้แพทย์ทำเท่านั้น เพื่อที่จะรักษามายาคติที่ว่าการสอดใส่นั้นเป็นสิ่งที่ผู้หญิงต้องพึ่งพาผู้ชายตลอดไปเพื่อจะได้เสพสมความสุข แต่ต่อมาเมื่อเครื่องสั่นอวัยวะเพศวิวัฒนาการโดยมีรูปแบบสะดวก พกพาง่าย มันจึงกระจายไปยังทั่วทุกมุมบ้าน เห็นได้จากมันมีมาก่อนเตารีดไฟฟ้าหรือเครื่องดูดฝุ่นไฟฟ้าก่อนเสียอีก มันจึงทำให้ผู้หญิงค้นพบอะไรบางอย่างที่ว่า เราก็มีความสุขด้วยตัวเองได้ และเราก็ไม่ได้ป่วยนี้หว่า เราก็แค่มีอารมณ์ทางเพศ แล้วมันผิดตรงไหน

ถึงแม้ภายหลังหนังสือประวัติศาสตร์ ไวเบรเตอร์ ฮิสทีเรีย และออกัสซั่มของผู้หญิง ของ Rachel P. Maines จะถูกวิพากษ์วิจารณ์พอสมควรอย่างงานของ Hallie Lieberman, Eric Schatzberg ในบทความ A Failure of Academic Quality Control: The Technology of Orgasm ในเรื่องของการตีความและการใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่หากดูบริบทในเชิงการเมืองที่เธอเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาในประเด็นทางเพศหนังสือเล่มนี้ก็ยังคงน่าสนใจและน่าอ่านอยู่ดี

วันนี้คุณมีอารมณ์ทางเพศแล้วหรือยัง ?

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ธเนศ วงศ์ยานนาวา. (2562). ว่าด้วยเพศ: จากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ และหุ่นยนต์. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ : สมมติ.

Hallie Lieberman, Eric Schatzberg. A Failure of Academic Quality Control: The Technology of Orgasm

Rachel P. Maines. (2559). เทคโนโยนี : ประวัติศาสตร์ไวเบรเตอร์ ฮิสทีเรีย และออร์กัสซั่มของผู้หญิง (แปลโดย นภ ดารารัตน์). กรุงเทพฯ : พารากราฟ.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 มิถุนายน 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ประวัติศาสตร์ “การถึงจุดสุดยอด” และ “ฮิสทีเรีย” กระบวนทัศน์ชายเป็นใหญ่ในร่างสตรีเพศ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...