โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้นไหนคะแนนดี น่าลงทุน (ตอนที่ 2)

Passive Way

เผยแพร่ 30 เม.ย. 2563 เวลา 06.32 น. • Passive Way

นอกจากกลุ่มโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 18 แล้ว ก็ยังมีหุ้นกลุ่มขนส่งและกลุ่มร้านค้าที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ดังนั้นแล้วตัวเลขทางการเงินไหนบ้าง ที่นักลงทุนควรจับตาดูเป็นพิเศษก่อนช้อนซื้อ 🤔

มาหาคำตอบกันครับ!

เจาะลึกพื้นฐานหุ้นกลุ่มขนส่งและกลุ่มร้านค้า ที่งบไตรมาส 1 น่าจะทรุดเพราะ Covid-19 มีตัวเลขทางการเงินไหนบ้างที่นักลงทุนควรจับตาดูเป็นพิเศษก่อนช้อนซื้อ มาหาคำตอบกัน!

ซีรีส์ “ส่องหุ้น สู้วิกฤต” จาก Jitta x Stock Vitamins – วิตามินหุ้น ตอนที่แล้วเราพาไปดูหุ้นกลุ่มโรงแรมกันมาแล้วโดยใช้เครื่องมือหลากหลายแง่มุมของ Jitta ทั้ง Jitta Score, Jitta Line Jitta Factors และ Jitta Signs

วันนี้เราจะมาคุยกันกับอีก 2 กลุ่มที่เหลือ คือ กลุ่มขนส่ง และกลุ่มร้านค้าที่ห้างปิดกันครับ

AOT

เป็นหุ้นที่ได้ Jitta Score 6.19 ทิ้งห่างเพื่อนๆ ในกลุ่มเดียวกันพอสมควร แต่ในแง่ของราคาก็ดูเหมือนจะยังไม่ถูกนัก เพราะว่า Over Jitta Line ถึง 165% แม้ว่าราคาหุ้นจะลงมาพอสมควรแล้วก็ตาม

Jitta Factors ที่โดดเด่นจะมี 2 ตัว คือ Financial Strength และ Competitive Advantage

เหตุผลก็เพราะว่า มีการเติบโตของรายได้และกำไรที่สม่ำเสมอ มีหนี้สินระยะยาวต่ำ และมีอัตราการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นทุกปี

ถ้าเราเจาะลึกถึงสัดส่วนรายได้ของ AOT จะพบว่า

• 43% ค่าบริการผู้โดยสาร เก็บตอนขาออก
• 28% ส่วนแบ่งผลประโยชน์จากค่าเช่าที่ Duty Free ร้านอาหาร
• 12% ค่าบริการสนามบิน ค่าลงจอดเครื่องบิน

ทั้ง 3 ส่วนนี้ได้รับผลกระทบหมดจากการที่นักท่องเที่ยวลดลง สายการบินหยุดบิน และการลดค่าเช่า ค่า Minimum Guarantee

โดยทาง AOT เองก็ออกมาให้ข้อมูลว่า ตัวเลขจำนวนเที่ยวบิน และผู้โดยสารในปีนี้จะลดลง 45% และ 53% ตามลำดับ คือหายกันไปครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว โดยมีการคาดการณ์ว่าตัวเลขจะกลับมาปกติใน Q4 ปี 2021 (อีกปีครึ่งเลย)

แต่ความคาดหวังของ AOT ในระยะยาวก็ยังมีเรื่องของสัญญา Duty Free ที่ปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างเยอะ และสุวรรณภูมิเฟส 2 ที่จะรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นอีกมาก ก็จะมาเป็นสตอรี่ในอนาคตของหุ้นผูกขาดบริษัทนี้

 HMPRO

แม้ได้ Jitta Score สูงมากถึง 7.85 แต่ราคาก็ดู Over Jitta Line ไปพอสมควรที่ 91%

Jitta Factors โดดเด่นทั้งเรื่องของ Financial Strength, Return to Shareholder และ Competitive Advantage เหตุผลที่โดดเด่น คือ

  • ROE ที่เพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง (30%)
  • มาร์จิ้นที่เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ กำไรขั้นต้น เพราะสามารถเพิ่มสัดส่วนสินค้า House Brand ของตัวเองได้ต่อเนื่อง (ตอนนี้มีสัดส่วน 20%)
  • มีหนี้สินระยะยาวที่ต่ำ (D/E 1.46 เท่า เหมือนไม่ต่ำ แต่เป็นเจ้าหนี้การค้าเยอะ ก็ไม่น่าห่วงมากนัก)

ปัญหาของ HMPRO ที่ต้องติดตามมีด้วยกัน 2 เรื่อง คือ

* แนวโน้มยอดขายเติบโตลดลงมา 2 ไตรมาส คือ Q3’19 -0.1% และ Q4’19 -0.9% (แต่ปรับ mix สินค้า และบริหารค่าใช้จ่ายได้ดี ทำให้กำไรเติบโตได้)
* การปิด 76 สาขาทั้งไทยและมาเลเซีย จากทั้งหมด 113 สาขา ในเดือนเมษายน จะกระทบรายได้อย่างมาก
* การเลื่อนงาน Homepro Expo ออกไปอย่างไม่มีกำหนด ก็จะกระทบกับงบ Q1 อย่างเห็นได้ชัด

COM7

ได้ Jitta Score สูงที่ 7.30 ราคา Over Jitta Line เล็กน้อย 16%

Jitta Factors เขียวมากที่สุดแล้วตั้งแต่ดูมา ดีแทบทุกอย่างทั้ง Growth Opportunity, Recent Business Performance และ Competitive Advantage เพราะ

  • รายได้และกำไรเติบโตก็ดีมากแบบต่อเนื่อง
  • อัตรากำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • หนี้สินระยะยาวก็ต่ำ เรียกได้ว่าดูดีรอบด้านสำหรับหุ้นตัวนี้

ตัวเลขที่น่าสนใจที่อยากให้ดูคือ

* รายได้ทั้งปีอยู่ประมาณ 33,000 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,200 ล้านบาท NPM ประมาณ 3.7% แปลว่า บริษัทนี้เน้นโวลุ่มขาย แต่มาร์จิ้นไม่สูงมาก แปลว่าต้องทำ 2 อย่างถึงจะโต คือ
1) เพิ่มรายได้ให้มากเพื่อสร้างฐานที่ใหญ่ กำไรจะมากตาม
2) เพิ่มมาร์จิ้นให้สูงขึ้นเพื่อทำให้กำไรดีขึ้น อาจจะขาย mix สินค้าที่แพงขึ้น หรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดค่าใช้จ่ายลงมา

* ในแง่ของการเติบโต รายได้ +19% แต่มาจาก SSSG +12% แปลว่า ร้านเดิมที่เปิดอยู่มีผลมาก และการที่ร้านค้าปิดไป 730 สาขา จาก 800 สาขา ทำให้ยอดขายเดือนเมษายนจะกระทบอย่างหนัก เราเห็นข่าวว่า ออนไลน์ ขายดี โต 3-4 เท่า แต่สัดส่วนต่อยอดขายแค่ 5% ยังไงก็ชดเชยไม่ไหว

 SPVI

ความน่าสนใจของหุ้นตัวนี้คือ Jitta Score สูง 6.35 และราคา Under Jitta Line 40%

Jitta Factors ดูดีไปหมดทั้ง Growth Opportunity, Recent Business Performance, Financial Strength และ Competitive Advantage เพราะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรายได้และกำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำไรในปีที่ผ่านมาถือว่าโตค่อนข้างโดดเด่นเลยทีเดียว

ถ้าถามว่า SPVI มีเรื่องอะไรบ้างที่ต้องคอยติดตาม นั่นก็คือ

  • รายได้ประมาณ 3,600 ล้านบาท 90% ของรายได้มาจากสินค้าของ Apple ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, Apple Watch มองในแง่ดี ถ้าสินค้า Apple ขายดีเป็นที่นิยม SPVI ก็จะโตได้เรื่อยๆ แต่ก็อาจมองได้ว่าพึ่งพาสินค้าแบรนด์เดียวมากเกินไปหรือเปล่า
  • อัตรากำไรสุทธิ 2.5% ถือว่าต่ำกว่า COM7 อยู่พอสมควร ต้องติดตามว่าจะเพิ่มขึ้นได้อย่างไร
  • โอกาสของ SPVI ดูจะเป็นเรื่องของสเกล ที่เล็กกว่า COM7 ถึง 10 เท่าในแง่ยอดขาย และอัตรากำไรที่น้อยกว่า ถ้าสามารถหาช่องทางขยายเพิ่มได้ก็จะเป็นผลดีในระยะยาว

MAJOR

โรงหนังแห่งเดียวในตลาดหุ้น Jitta Score สูง 6.23 และราคา Under Jitta Line 43%

Jitta Factors ดีในแง่ของ Financial Strength ที่รายได้และกำไรโตต่อเนื่อง กับหนี้สินระยะยาวต่ำ รวมถึงการจ่ายปันผลที่ดีอย่างต่อเนื่อง

แต่ต้องบอกตามตรงว่า MAJOR จะมีความท้าทายที่สุดว่าจะกลับมาเปิดเต็มรูปแบบได้อย่างไร คือ

  • เป็นสถานที่ปิด ต้องนั่งดูหนังเว้นแถว เว้นที่นั่ง รายได้จะหายไปเยอะ รายได้ค่าตั๋วคิดเป็น 55% ของรายได้รวม
  • อาจจะต้องใส่หน้ากากดูหนังตลอด 2 ชั่วโมง ซึ่งก็อาจจะไม่ค่อยสะดวกนัก และจะทำให้กิน popcorn กินน้ำไม่ได้ รายได้ส่วนนี้ 20% ของรายได้รวม แต่ว่ามาริ์จื้นสูงมากถึง 67% (GPM เฉลี่ยของ MAJOR คือ 35%)

แต่ปัญหาหลักมากกว่านั้นคือ หนังใหญ่เลื่อนออกไปหมดแล้ว เรียกได้ว่า ถึงกลับมาเปิดได้จริงก็จะไม่มีหนังใหม่ให้ดูมากนัก แต่ถ้ามองในแง่ของจังหวะการลงทุน อาจจะมองว่าเป็นจุดที่ bottom ที่สุดแล้วได้หรือเปล่า เพราะในอนาคตอาจจะไม่มีอะไรที่ร้ายแรงกว่านี้แล้วก็ได้

SPA

Jitta Score 6.1 และราคายัง Under อยู่ที่ 13%

Jitta Factors ดีทั้ง Growth Opportunity, Recent Business Performance, Financial Strength และ Competitive Advantage เพราะว่าการเติบโตต่อเนื่องทั้งรายได้กำไร จ่ายปันผลทุกปี และมีหนี้สินระยะยาวที่ค่อนข้างต่ำ

ถ้าเรามาดูแบบละเอียดขึ้น ประเด็นที่น่าสนใจคือ

  • SPA มี 63 สาขา รายได้ 1,400 ล้านบาท เติบโต 22% จาก SSSG 16% และสาขาใหม่ 7% แปลว่า ยอดขายร้านเดิมสำคัญ และการปิดสาขาก็จะกระทบกับรายได้อย่างมาก และเนื่องจาก fix cost ที่สูงจากพนักงานนวด ก็จะทำให้กำไรหายไปเยอะ
  • 75% เป็นลูกค้าต่างชาติ โดยที่ 55% เป็นลูกค้าจีน ฮ่องกง ไต้หวัน ซึ่งแน่นอนว่าช่วงนี้จะไม่มีลูกค้า และต้องติดตามว่าหลังจากเปิดประเทศได้ กว่าที่ลูกค้าจะกลับมาเต็มเหมือนเดิมจะเป็นเมื่อไร (ถ้ายึดตามคาดการณ์ของ AOT คือ Q4’2021)

โดยภาพรวม ต้องบอกว่า หุ้นทั้ง 2 กลุ่มนี้ เป็นหุ้นที่คุณภาพดี มีการเติบโตทั้งรายได้และกำไร แต่มาสะดุดตอน COVID-19 ที่ทำให้ขาดรายได้ไปเยอะ เพราฉะนั้นประเด็นสำคัญคือ เราต้องพิจารณาว่าถ้าวิกฤตผ่านไปจะกลับมาได้เร็วแค่ไหน และจะกลับมาเติบโตได้ดีดังเดิมหรือเปล่า เพราะถ้าใช่ ตอนนี้ก็อาจเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน

อยากดูข้อมูลหุ้นเพิ่มเติม เข้าดูได้ที่เว็บไซต์ www.jitta.com 
หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Jitta ที่ https://link.jitta.co/download

Source: S&P Global Market Intelligence เรียบเรียงโดย Jitta

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...