โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส่องกองทุน LTF และ RMF กองทุนไหนทำผลตอบแทนได้เท่าไหร่

Marketing Oops

อัพเดต 02 ต.ค. 2561 เวลา 06.29 น. • เผยแพร่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 09.57 น. • korn

lmf-rmf

ใกล้จะถึงเทศกาลเสียภาษีประจำปีอีกรอบกันแล้ว หลายคนคงมองถึงช่องทางการลงทุน และยังสามารถนำมาลดหย่อนกันได้อีก ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานอกจากบริจาคเงินที่นำมาลดหย่อยได้แล้ว ยังมีทางอื่นๆ ในการช่วยลดหย่อนอีกไหม หรือมีวิธีไหนที่จะช่วยลดหย่อน ให้จ่ายภาษีน้อยลง ถึงจะเป็นเรื่องจุกจิก แต่ถ้าช่วยประหยัดเงินได้ ก็มีประโยชน์แน่นอน

แถมไตรมาส 4 ของทุกปี ก็เป็นช่วงที่หลายคน กำลังมองหาการลงทุน ในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ทั้ง 2 กองนอกจากจะนำมาลดหย่อนได้ ยังเป็นการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองและครอบครัวได้อีกด้วย

ซึ่งทาง MarketingOop! ได้นำข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี ของทั้ง 2 กองทุนมานำเสนอเพื่อเป็นแนวทางในการลงทุน

วิธีการเลือกกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี จะต้องเน้นที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไปเป็นหลัก เพราะจะสามารถ “แสดงศักยภาพ” การสร้างผลตอบแทนได้ชัดเจน

เนื่องจากระหว่างปีในแต่ละปีนั้น ภาวะตลาดเงินและตลาดทุนจะมี “ความผันผวน” ค่อนข้างสูง ดังนั้นหากกองทุนไหน ที่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระดับสูงในช่วง 3 ปี จึงเหมาะกับการเลือกลงทุน

LTF

ข้อมูลจาก บริษัท  มอร์นิ่งสตาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่รวบรวมรายงานผลตอบแทนของกองทุนประเภทต่างๆ ได้ระบุถึงผลตอบแทนกองทุนหุ้นระยะยาว( LTF)  5 อันดับแรก ที่ทำผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี ดีที่สุดในอุตสาหกรรม

อันดับ 1 ได้แก่ กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวแอ็คทีฟ SET50 ปันผล ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด สามารถทำผลผลตอบแทนสูงสุดถึง 13.90%

กองทุนนี้ เป็นประเภทกองทุนรวม LTF เน้นลงทุนใน Equity General กองทุนมีนโยบายจ่ายเงินปันผล จดทะเบียนกองทุนวันที่1 พ.ย.2547 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 2,967,788,085 บาท จัดพอร์ตลงทุนแบบ Asset Allocation (การจัดพอร์ตการลงทุนด้วยการผสมผสานหลากหลายสินทรัพย์เข้าด้วยกัน) NAV ณ วันที่ 26/09/2561 อยู่ที่ 26.0074 บาท/หน่วย

สัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็น ตราสารทุน 98.90% เงินสด/เงินฝาก 1.10 % โดยการกระจายการลงทุนในหุ้น กลุ่มธนาคาร 28.04% พลังงานและสาธารณูปโภค 21.24 % เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 8.42 % เงินทุนและหลักทรัพย์ 7.53% พาณิชย์ 6.89 % อื่นๆ 27.88 %

สำหรับ Top 5 Holdings  หรือบริษัท/หน่วยงานที่เข้าลงทุน ได้แก่ TCAP 7.57 % KTB 7.32 % BANPU 6.76 % SCB 6.66 % DTAC 5.54 % อื่นๆ  66.15 %

อันดับ 2 ได้แก่ กองทุนเปิด JUMBO 25 ปันผล หุ้นระยะยาว ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด สร้างผลตอบแทน 13.14 %

กองทุนนี้เป็นประเภทกองทุนรวม LTF เน้นลงทุนใน Equity Large Cap มีนโยบายจ่ายเงินปันผล จดทะเบียนกองทุนวันที่ 11 พ.ย. 2547 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 7,825,204,770 บาท กองทุนนี้จัดพอร์ตลงทุนแบบ Asset Allocation (การจัดพอร์ตการลงทุนด้วยการผสมผสานหลากหลายสินทรัพย์เข้าด้วยกัน) NAV ณ วันที่ 26/09/2561 อยู่ที่ 26.8022 บาท/หน่วย

มีสัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็น ตราสารทุน 99.24% เงินสด/เงินฝาก 0.76% โดยการกระจายการลงทุนในหุ้น กลุ่ม Energy 19.69%  Financial Services 17.11% Basic Materials 13.84 % Industrials 11.23 % Consumer Defensive 10.81% Communication Services 8.96% Consumer Cyclical 6.24% Real Estate 5.43% Healthcare 5.33% Technology 1.37%

สำหรับ Top 5 Holdings หรือบริษัท/หน่วยงานที่เข้าลงทุน ได้แก่ PTT 15.23%  AOT 9.85% CPALL 7.01% ADVANC 6.25% PTTEP 5.72 % อื่นๆ 55.94 %

4BAFCDDFC250FDBC7E7B69FC5E5DA510F903925D73DC440260pimgpsh_fullsize_distr

อันดับ 3 ได้แก่ กองทุนเปิด ยูโอบี หุ้นระยะยาว ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี จำกัด สร้างผลตอบแทน 13.04%

กองทุนนี้เป็นประเภทกองทุนรวม LTF เน้นลงทุนใน Equity General ไม่จ่ายเงินปันผล จดทะเบียนกองทุน เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2547 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ 3,651,192,292 บาท จัดพอร์ตลงทุนแบบ Asset Allocation (การจัดพอร์ตการลงทุนด้วยการผสมผสานหลากหลายสินทรัพย์เข้าด้วยกัน) NAV ณ วันที่ 26/09/2561 อยู่ที่ 44.5345 บาท/หน่วย

มีสัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็น ตราสารทุน 90.68% เงินสด/เงินฝาก 9.32 % โดยการกระจายการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค 14.83% ธนาคาร 14.14% พาณิชย์ 10.53 % เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 8.94% ขนส่ง 7.98% อื่นๆ 43.58%

โดย Top 5 Holdings หรือบริษัท/หน่วยงานที่เข้าลงทุน ได้แก่ UOBH 9.27 % BBL 7.03 % CPALL 6.13 % PTT 5.88 % CPF 5.36 % อื่นๆ  66.33%

อันดับ 4 ได้แก่ กองทุนเปิดภัทร หุ้นระยะยาวปันผล ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ภัทร จำกัด สร้างผลตอบแทน 12.47%

กองทุนนี้เป็นประเภทกองทุนรวม LTF เน้นลงทุนใน Equity General มีนโยบายจ่ายเงินปันผล จดทะเบียนกองทุนวันที่ 22 ต.ค.2547 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ 5,216,029,971 บาท จัดพอร์ตลงทุนแบบ Asset Allocation (การจัดพอร์ตการลงทุนด้วยการผสมผสานหลากหลายสินทรัพย์เข้าด้วยกัน) NAV ณ วันที่ 26/09/2561 อยู่ที่ 28.4791 บาท/หน่วย

มีสัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็น ตราสารทุน 82.43% ตราสารหนี้ 17.38 % เงินสด/เงินฝาก 0.18% โดยกระจายการลงทุนในหุ้น กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค 21.75 % พันธบัตร,ตั๋วเงินคลัง 17.04% ธนาคาร 12.38 % พาณิชย์ 7.98% เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 7.64% อื่นๆ 33.21 %

สำหรับ Top 5 Holdings หรือบริษัท/หน่วยงานที่เข้าลงทุน ได้แก่ PTT  6.63 % PTTEP 5.04 % CPALL 4.44 % MINT 4.31% SCB 3.74 % อื่นๆ 75.84 %

ส่วนอันดับ 5 ได้แก่ กองทุนเปิดวรรณเอเอ็มซีเล็คทีฟหุ้นระยะยาว ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด สร้างผลตอบแทน 11.01%

กองทุนนี้เป็นประเภทกองทุนรวม LTF เน้นลงทุนใน Equity General กองทุนไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล จดทะเบียนกองทุน วันที่ 2 มิ.ย.2548 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ 781,310,216 บาท จัดพอร์ตลงทุนแบบ Asset Allocation (การจัดพอร์ตการลงทุนด้วยการผสมผสานหลากหลายสินทรัพย์เข้าด้วยกัน) NAV ณ วันที่ 26/09/2561 อยู่ที่ 37.7354 บาท/หน่วย

สัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็น ตราสารทุน 94.42% เงินสด/เงินฝาก 5.46% อื่นๆ 0.12% โดยการกระจายการลงทุนในหุ้น กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค 18.14% ธนาคาร 16.66% พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 9.61% พาณิชย์ 9.47% เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 9.27% อื่นๆ 36.85%

สำหรับ Top 5 Holdings หรือบริษัท/หน่วยงานที่เข้าลงทุน ได้แก่ PTT 8.54%  AOT 5.80% ADVANC 5.79% KBANK 5.41% CPALL 4.97% และอื่นๆ 69.49%

ส่วนกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) 5 อันดับแรกที่ทำผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี ดีที่สุดในอุตสาหกรรม

RMF

อับดับ 1 ได้แก่ กองทุนเปิด แอล เอช เฟล็กซิเบิ้ลเพื่อการเลี้ยงชีพ High ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์แอนด์เฮาส์ จำกัด สร้างผลตอบแทน 11.81%

กองทุนนี้เป็นกองทุนรวม RMF เน้นลงทุนลงทุนแบบผสม ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล จดทะเบียนกองทุนวันที่ 28 พ.ย.2555 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 133,868,510 บาท กองทุนนี้จัดพอร์ตลงทุนแบบ Asset Allocation (การจัดพอร์ตการลงทุนด้วยการผสมผสานหลากหลายสินทรัพย์เข้าด้วยกัน) NAV ณ วันที่ 26/09/2561 อยู่ที่ 15.0686 บาท/หน่วย

โดยมีสัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็น ตราสารทุน 83.63 % ตราสารหนี้ 11.47% เงินสด/เงินฝาก 2.39 % อื่นๆ 2.50%

สำหรับ Top 5 Holdings หรือบริษัท/หน่วยงานที่เข้าลงทุน ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย 11.45 % PTT 6.49 % BBL 4.68 % IVL 4.59 % ADVANC 4.34% และอื่นๆ 68.45%

อันดับ 2 ได้แก่ กองทุนเปิดธนชาตมิกซ์ ฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด สร้างผลตอบแทน 10.42%

กองทุนนี้เป็นกองทุนรวม RMF เน้นลงทุนลงทุนแบบผสม ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล จดทะเบียนกองทุนวันที่ 1 ธ.ค. 2547 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1,766,320,281 บาท กองทุนนี้จัดพอร์ตลงทุนแบบ Asset Allocation (การจัดพอร์ตการลงทุนด้วยการผสมผสานหลากหลายสินทรัพย์เข้าด้วยกัน) NAV ณ วันที่ 26/09/2561 อยู่ที่ 42.9101 บาท/หน่วย

มีสัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็น ตราสารทุน 84.14% เงินสด/เงินฝาก 15.86% สำหรับ Top 5 Holdings หรือบริษัท/หน่วยงานที่เข้าลงทุน ได้แก่ BAY 11.51% PTT  8.56% BBL 7.33% CPALL 7.24% ADVANC 5.23% อื่นๆ 60.13 %

อันดับ 3 ได้แก่ กองทุนเปิดภัทร บาลานซ์เพื่อการเลี้ยงชีพ Below Average ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด สร้างผลตอบแทน 10.28%

กองทุนนี้เป็นกองทุนรวม RMF เน้นลงทุนลงทุนแบบผสม ไม่มีนโยบายการจ่ายเงินปันผล จดทะเบียนกองทุนวันที่ 8 ต.ค. 2547 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 227,942,125 บาท กองทุนนี้จัดพอร์ตลงทุนแบบ Asset Allocation (การจัดพอร์ตการลงทุนด้วยการผสมผสานหลากหลายสินทรัพย์เข้าด้วยกัน) NAV ณ วันที่ 26/09/2561 อยู่ที่ 32.3280 บาท/หน่วย

โดยมีสัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็น ตราสารทุน 70.46% ตราสารหนี้  23.19% เงินสด/เงินฝาก 6.36% อื่นๆ 0.00 % สำหรับ Top 5 Holdings หรือบริษัท/หน่วยงานที่เข้าลงทุน ได้แก่ BBL 6.29 % PTT  5.55 % ธนาคารแห่งประเทศไทย 4.62 % PTTGC 4.22 % CPALL 3.70% และอื่นๆ 75.62%

อันดับ 4 ได้แก่ กองทุนเปิดกรุงศรีทวีทรัพย์เพื่อการเลี้ยงชีพ Above Average ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด สร้างผลตอบแทน  10.16%

กองทุนนี้เป็นกองทุนรวม RMF เน้นลงทุนลงทุนแบบผสม ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล จดทะเบียนกองทุนวันที่ 17 ก.ย.2545 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ 3,507,275,351 บาท กองทุนนี้จัดพอร์ตลงทุนแบบ Asset Allocation (การจัดพอร์ตการลงทุนด้วยการผสมผสานหลากหลายสินทรัพย์เข้าด้วยกัน)  NAV ณ วันที่ 26/09/2561 อยู่ที่ 78.7479 บาท/หน่วย

มีสัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็น ตราสารทุน 87.20% ตราสารหนี้ 0.00% เงินสด/เงินฝาก 12.80% สำหรับ Top 5 Holdings หรือบริษัท/หน่วยงานที่เข้าลงทุน ได้แก่  PTT 7.23 % UOBH 6.55 % TISCO 6.24 % AOT  3.92 % BBL 3.77% และอื่นๆ 72.29 %

อันดับ 5 ได้แก่ กองทุนเปิด เฟล็กซิเบิลคุณค่า เพื่อการเลี้ยงชีพ   Below Average บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด สร้างผลตอบแทน 10.07%

กองทุนนี้เป็นกองทุนรวม RMF เน้นลงทุนลงทุนแบบผสม ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล จดทะเบียนกองทุนวันที่ ธ.ค. 2546 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ :332,961,126 บาท กองทุนนี้จัดพอร์ตลงทุนแบบ Asset Allocation (การจัดพอร์ตการลงทุนด้วยการผสมผสานหลากหลายสินทรัพย์เข้าด้วยกัน)  NAV ณ วันที่ 26/09/2561 อยู่ที่ 28.7101 บาท/หน่วย

มีสัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็น ตราสารทุน 80.03% ตราสารหนี้ 18.36 % เงินสด/เงินฝาก 1.36% อื่นๆ 0.25%

สำหรับ Top 5 Holdings หรือบริษัท/หน่วยงาน ที่เข้าลงทุน ได้แก่ PTT 6.38 % CPALL 5.79 % ธนาคารแห่งประเทศไทย 5.51% ADVANC 5.06% AOT 4.98 % และอื่นๆ 72.28 %

9D4C38E76D48B4E6453540E0B62D81038BE1FE71B2A974DA65pimgpsh_fullsize_distr

มีอะไรนำไปลดหย่อนได้อีกบ้าง

นอกจากนี้การเลือกเป้าหมายการลงทุนในยุคเทคโนโลยี ยังสามารถนำนวตกรรมทางการเงินเข้ามาใช้ เช่น แอปต่างๆ จะเป็นตัวช่วยอย่างดีและมีหลายรูปแบบในปัจจุบัน เป็นเทคโนโลยีล้ำๆ ที่จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์ให้กับเราได้ง่ายขึ้น เช่น ช่วยให้รู้ว่าเส้นทางการเงินจะมีโอกาสงอกเงยได้อย่างไร ช่วยปรับระยะเวลาของการลงทุนให้สั้นลงหรือยาวขึ้น เราอยากลดหรือเพิ่มจำนวนเงินลงทุนในแต่ละเดือน หรือใช้เป็นทางลัดว่าจะต้องทำอย่างไร เพื่อไปสู่เป้าหมายการลงทุน

นอกจากจะลงทุนในกองทุนข้างต้นแล้ว ค่าลดหย่อนในกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ถือเป็นรายการลดหย่อนภาษีปี 2561 ซึ่งในกลุ่มนี้จะเป็นค่าลดหย่อน ที่ให้เพิ่มสำหรับกรณีที่มีการจ่ายเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจบางอย่าง หรือเป็นมาตรการของรัฐ ที่อยากกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายมากขึ้น อาทิ

ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวไทย 55 จังหวัดเมืองรอง จ่ายตามจริงสูงสุดไม่เกิน 1.5 หมื่นบาทซึ่งเป็นมาตรการภาษีสนับสนุนการท่องเที่ยว สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 มกราคม- 31 ธันวาคม 2561 เฉพาะส่วนที่เป็นค่าทัวร์ ค่าที่พัก (เป็นค่าที่พักกับโฮมสเตย์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการท่องเที่ยว)

ค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินลงทุนในธุรกิจ Startup 1 แสนบาท(จดทะเบียนจัดตั้ง 1 ตุลาคม 2558- 31 ธันวาคม 2562 ทุนจดทะเบียนชําระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ตลอดช่วงเวลาที่ลงทุน), ทำธุรกิจในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย-ผ่านการรับรองจากสวทช. มีรายได้ในส่วนนี้รวมกันไม่น้อยกว่า 80% ของรายได้ทั้งหมด สามารถใช้ลดหย่อนภาษีตั้งแต่  1 มกราคม 2561 – 31 ธันวาคม 2562 

กลุ่มประกันชีวิต ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับ LTF, RMF ที่ถือเป็นการลงทุน เพื่อส่งเสริมการลงทุนในระยะยาว โดยเน้นลงทุนในตลาดหุ้นเป็นหลัก ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาท โดยกองทุนรวม LTF จะต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 7 ปี

ส่วน RMF ที่เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนไว้ในสินทรัพย์หลายประเภท สำหรับผู้ที่ใช้เพื่อการวางแผนสำหรับวัยเกษียณ นำไปลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาท

นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอีกหลายอย่าง ที่สามารถนำไปลดหย่อนได้อีก เช่น ประกันสังคม ดอกเบี้ยเงินกู้ เงินสมทบ กบข. และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คู่สมรส เลี้ยงดูลูก-การศึกษาลูก เลี้ยงดูพ่อแม่  เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ และเบี้ยประกันสุขภาพ

 

 

อ่านบทความทั้งหมด ที่ MarketingOops.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...