น้องอร นางงามชุดชมพู เปิดใจ หลังตกรอบน่ากังขา บุกเวทีนางสาวสมิหลา ทวงความยุติธรรม
The Bangkok Insight
อัพเดต 01 ก.ย 2563 เวลา 12.05 น. • เผยแพร่ 01 ก.ย 2563 เวลา 12.04 น. • The Bangkok Insightจากกรณีดราม่าการประกวดนางสาวสมิหลา 2020 รอบตัดสินเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยเพจเฟซบุ๊ก ชีวิตติดนางงาม ได้โพสต์ข้อความเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ตำนานบทใหม่ เหตุการณ์ความวุ่นวายที่เวทีนางสาวสมิลา หลังคัด 10 คนเหลือ 5 คน นางงามที่เข้ารอบคนที่ 3 กำลังฟังคำถามกรรมการอยู่ ก็เกิดเหตุการณ์นางงามที่ตกรอบทั้ง 5 คนที่เหลือ เดินเข้ามายืนโพสต์เรียงหน้าโต๊ะกรรมการด้านล่างเวที หลังจากนั้นก็มีเสียงกองเชียร์โห่ร้องกัน นางงามทั้ง 5 ยังยืนอยู่ไม่ไปไหน จนบนเวทีไม่สามารถดำเนินรายการต่อไปได้
พิธีกรจึงเชิญกรรมการให้ขึ้นไปอ่านคำถามบนเวที แต่ไวกว่ากรรมการคือนางงามตกรอบคนหนึ่งเดินขึ้นไปบนเวที แล้วหยิบไมค์มาพูดประมาณว่า “หนูผ่านเวทีประกวดมาเยอะ ถ้าจะตกรอบอย่างสมศักดิ์ศรี หนูยอมรับได้ เวทีนี้ไม่ยุติธรรม…” แล้วไมค์ก็โดนตัดไป
ล่าสุดตอนนี้ การประกวดไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ นางงามและแฟนนางงามไปรวมกันหลังเวที พร้อมตำรวจหลายนาย
Update: สุดท้ายจบลงด้วยดี ไม่มีผู้ชนะในปีนี้ เงินรางวัลหารแบ่งให้นางงามทั้ง 10 คน ”
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุด (1 ก.ย.) น้องอร อรณพรรณ ได้ออกมาชี้แจงถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ โดยระบุว่า ตนไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่าผู้เข้าประกวดบนเวทีอีก 5 คนที่ผ่านเข้ารอบไม่สมควรหรือไม่เหมาะสม และขอโทษผู้จัดงานทุกคนรวมทั้งแฟนคลับและพี่เลี่้ยงทุกคน ตนไม่ได้มีเจตนาที่อยากจะก้าวร้าวหรือรุนแรงออกไปแบบนั้น สิ่งที่ทำลงไป เดินไปตรงนั้นเพียงแค่อยากจะขอคำอธิบายและคำชี้แจงจากกองประกวดถึงผลคะแนนที่พวกตนตกรอบไป
แต่สิ่งที่หลุดออกไป ภาพและคลิปที่อาจจะดูว่าตนรุนแรงเกิดจากการที่ตนไม่ได้รับคำตอบและคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ในงานนั้นเสียงค่อนข้างดัง ในตอนนั้นผู้ใหญ่ไม่ได้ยินจึงต้องตะโกนหรือตะเบ็งตรงนั้นทำให้ดูไม่ดี และมีจังหวะหนึ่งได้มีโอกาสพูดผ่านไมค์แต่ว่ายังไม่พูดไม่จบ และกองประกวดได้ตัดไมค์ไป จึงได้พูดด้วยเสียงตัวเอง อยากให้ทุกคนตรงนั้นได้ยินจึงตะเบ็งออกไป ทำให้ถูกมองว่าตนมีอาการรุนแรงต่อผู้ใหญ่ จึงขอโทษทุกคนด้วย ตนไม่ได้มีเจตนาที่อยากจะทำลายงานนางสาวสมิหลา หรือทำลายการประกวด และไม่ได้มีเจตนาให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อยากให้พี่เลี้ยงเป็นคนชี้แจงมากกว่า เพราะรู้ทุกอย่างและอธิบายทุกอย่างได้ดีกว่านี้
ด้านคุณมณฑล พี่เลี้ยงนางงาม บอกว่า ในเวลานั้นทุกคนย่อมมีอารมณ์และเหตุผลของตัวเอง ซึ่งหาคำชี้แจงจากใครสักคนไม่ได้เลย กติกาของการประกวดรู้ดีว่า ทุกเวทีเรารู้แพ้ รู้ชนะ ประกวดมาทุกประเทศ ยินดีกับสิ่งที่ได้รับมาตลอด และไม่ยินดีบ้างแต่ต้องเก็บอารมณ์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้สุดๆ จริงๆ กับความรู้สึกนั้น ก่อนที่จะเข้าประกวดได้รับฟังข่าวสารและการกระทำต่างๆ เกิดขึ้น บริบทของงานต้องการคนเก่งและคนสวย จึงได้นำคนสวยมา พยายามฝึกปรือให้เก่งเพื่อนำไปต่อสู้กัน
แต่พอถึงเวลาจริงๆ ผลออกมาแบบนั้น เลยมีความรู้สึกว่า สิ่งที้เด็กต่อสู้มาผลเป็นแบบนี้เหรอ ใครชี้แจงให้เขาได้บ้าง นอกเหนือจากนั้นคือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เด็กต่อ 1 คนที่รับผิดชอบไม่ต่ำกว่า 5-7 พันบาทในการมา ซึ่งพี่เลี้ยงที่มามีค่าใช้จ่ายหมดเลย ไม่ได้มีเงินทองที่จะเข้ามารองรับไว้เพื่อความสนุกสนานอย่างเดียว เขามีการลงทุน จึงเกิดอารมณ์อยากหาข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กกลุ่มนี้ ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ เขาไม่สวยเหรอ เขาผิดพลาดตรงไหนเหรอ ครั้งต่อไปจะได้ปรับปรุงตัวเอง
ทั้งนี้ คนทุกคนมีอารมณ์ มีความรู้สึก ไม่จำเป็นต้องหรอกว่าในวันนี้เด็กกลุ่มนี้จะคอนโทรลตัวเองไม่ได้ แต่กล้าที่จะยืนยันว่า ถ้าเป็นคุณ คุณอาจจะทำมากกว่าพวกเขาก็ได้ เพราะฉะนั้นอยากจะขอบอกว่า อย่าไปรู้สึกกับน้องพวกนี้ว่าจะปล้นชิงตำแหน่งขนาดนั้น ทุกคนเคยประกวดมา ทุกคนมีตำแหน่ง เขาก็เคยตกรอบ แต่ถ้าตกรอบแล้วหาสาเหตุไม่ได้ ผลกระทบที่ตามมาคือความเสียหาย เขาจำเป็นต้องเกิดขึ้นแบบนั้น แต่ทั้งหมดเกิดจากอารมณ์ ความร้อน ความโมโห
ตนเป็นพี่เลี้ยงนางงามมา 20 กว่าปี ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง ตนจะพูดเสมอว่า ช่างมันเถอะ แต่ในวันนี้จะใช้คำว่าช่างมันไม่ได้จริงๆ จะบอกว่าอย่าไปโกรธน้อง แต่ให้มองที่เจตนา แล้วให้มองว่าทำไมเหตุการณ์แบบนี่้เกิดขึ้น แล้วถ้าคุณอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้จะควบคุมตัวเองได้ขนาดไหน วุฒิภาวะเด็กไม่ได้เยอะกว่าเรา จึงขอโทษผู้ใหญ่ที่จัดงาน ขอโทษคณะกรรมการ และขอโทษทีมงานหลายคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และพยายามจะทำให้งานโปร่งใสจริงๆ แต่อาจจะเกิดความเข้าใจผิดซึ่งกันและกัน
https://www.facebook.com/100024380928510/videos/752631168892907
YOU MAY ALSO LIKE