โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

จัดการซากเครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ 4 แสนตัน นำร่อง "นนทบุรี-บุรีรัมย์"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 ก.ย 2563 เวลา 10.14 น. • เผยแพร่ 16 ก.ย 2563 เวลา 10.14 น.
ภาพ Pixabay

รัฐ-เอกชน เร่ง พ.ร.บ.จัดการซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและขยะอิเล็กทรอนิกส์ อีก 15 เดือนพร้อมคลอด คิกออฟโครงการศึกษาวิจัยจำลองกระบวนการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 400,000 ตัน/ปี นำร่อง 2 จังหวัด “นนทบุรี-บุรีรัมย์” ทันที

นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวยอมรับว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการจัดการซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีจำนวนถึง 400,000 ตัน/ปี ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก และยังเป็นอันตรายเมื่อมีการคัดแยกแบบผิดวิธี

สอดคล้องกับที่รัฐบาลและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ร่าง พ.ร.บ.การจัดการซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2560 แม้ยังไม่แล้วเสร็จ แต่ได้เร่งให้ ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว เกิดขึ้นให้เสร็จภายใน 15 เดือน หรือช่วงเดือน ก.ย. 2564 จะต้องเห็นร่าง พ.ร.บ.ฯ ออกมา

ขณะเดียวกัน ระหว่างนี้จะต้องทำ โครงการศึกษาวิจัยจำลองกระบวนการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ควบคู่ไปพร้อมกันซึ่งผลการศึกษาจะนำมาเป็นส่วนประกอบใน ร่าง พ.ร.บ.ฯ ด้วยเช่นกัน

นายณรัฐ รุจิรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า พ.ร.บ.จัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทีอนิกส์ของประเทศไทย จะครอบคลุมเครื่องใช้ไฟฟ้า 5 ประเภท ได้แก่ คอมพิวเตอร์ เครื่องโทรศัพย์และโทรศัพย์ไร้สาย เครื่องปรับอากาศ เครื่องรับโทรทัศน์ ตู้เย็น

ซึ่งในโครงการศึกษาฯ ได้รับการสนับสนุนจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รวมถึงหน่วยงานต่างๆ และเอกชนอีกจำนวนมาก โดยจะนำร่องใน 2 จังหวัด คือ นนทบุรี เนื่องจากสามารถเป็นแบบจำลองชุมชนเมืองได้ที่ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหลากหลายจำนวนมาก และบุรีรัมย์สามารถเป็นแบบจำลองจังหวัดที่มีกำลังซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า และมีการคัดแยกเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

นายสมชาย หวังวัฒนาพาณิช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในส่วนของเอกชนผู้ผลิตเองในอนาคตนับจากนี้ ตะต้องมีการวางแผนผลิตสินค้าที่สามารถนำไปใช้ซ้ำ หรือรีไซเคิลได้ และอีกภายใน 2-3 ปี หากไทยไม่ปรับตัวเราจะประสบกับการถูกกีดกันทางการค้าจากยุโรป ซึ่งนุโรปเริ่มจะส่งสัญญาญว่า สินค้าที่ผลิตขึ้นมานั้นกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ถ้ามีส่วนผลกระทบจะถูกเก็บภาษีเพิ่มในอัตราที่มาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...