โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ค็อกเทล 101: ประวัติศาสตร์การดื่มที่เกี่ยวพันกับวงการม้าแข่ง และเมนูเบสิกที่นักดื่มมือใหม่ควรรู้!

LINE TODAY

เผยแพร่ 13 พ.ค. 2563 เวลา 11.40 น. • @mint.nisara

ว่าด้วยเรื่องของ "ค็อกเทล" เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ที่หลายคนเคยยกดื่ม เพลิดเพลินกับรสชาติแฝงความอร่อยและซับซ้อน แต่อาจจะยังไม่เคยได้รู้จักเรื่องราวความเป็นมาของมัน เนื่องในโอกาส วัน World Cocktail Day เราเลยขอชวนทุกคนมาเข้าคลาสสั้น ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับ "ค็อกเทล" ให้ดียิ่งขึ้น ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และเมนูอะไรที่มือใหม่หัดไปนั่งดื่มที่บาร์ควรรู้จักบ้าง

**หมายเหตุ: จุดประสงค์ของบทความนี้ไม่ได้ต้องสนับสนุนหรือชักจูงให้ผู้อ่านดื่มแอลกอฮอล์ แต่เพียงต้องการให้ข้อมูลเชิงวิชาการที่น่ารู้เกี่ยวกับการดื่มค็อกเทล และวัฒนธรรมในการดื่ม**

ค็อกเทลคืออะไร 

ประวัติศาสตร์ของการทำและดื่มค็อกเทลเริ่มต้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 ย้อนกลับไปประมาณ 300 กว่าปี โดยคำว่า “ค็อกเทล” ถูกนำมาใช้เรียกเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์แบบ pure spirit อย่างเช่น วอดก้า, จิน, บรั่นดี, วิสกี้ หรือไวน์ เข้ากับส่วนผสมที่ช่วยลดรสชาติของเหล้าและเพิ่มความเอร็ดอร่อยให้กับประสบการณ์การดื่ม 

ตามคำอธิบายของ เดวิด วอนดริช นักประวัติศาสตร์ด้านเครื่องดื่ม ค็อกเทลในยุคเริ่มแรกถูกใช้ในเชิงการแพทย์ด้วย คิดค้นโดยเภสัชกรชาวอังกฤษที่นำบิทเทอร์ (เหล้าชนิดหนึ่งที่นำสมุนไพรไปแช่หมักไว้) ไปผสมกับบรั่นดีหรือไวน์ ใช้ในการรักษาโรค ต่อมาค็อกเทลเป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากขึ้นในช่วงปี 1700 คราวนี้กระเถิบจากจุดประสงค์เดิมที่ใช้เพื่อการรักษามาอยู่ท่ามกลางวงนักดื่ม มีการดัดแปลงส่วนผสมที่นำมาใช้ทำค็อกเทลที่เพิ่มความหลากหลายมากขึ้น จากแต่เดิมเน้นการใช้ขิงและพริกไทยในการปรุงรส ในรุ่นต่อ ๆ มา เริ่มใช้ผลไม้ชนิดต่าง ๆ ใช้น้ำแข็งเข้ามาดันรสชาติจากการริเริ่มของบาร์เทนเดอร์ชาวอเมริกันที่เป็นบิดาแห่งศาสตร์ Mixology (การผสมเครื่องดื่ม) "เจอร์รี่ โธมัส" และในปัจจุบันก็มีการดัดแปลงวัตถุดิบแปลก ๆ เข้าไปผสมผสานในการคิดค้นค็อกเทลรูปแบบใหม่ ๆ  (ที่ผู้เขียนเคยเห็นว่าแปลกที่สุด เห็นจะเป็นวอดก้าที่นำไปอินฟิวซ์กับแมงดาทะเล หรือการใช้วาซาบิในการชงค็อกเทล) รวมไปถึงเทคนิคที่แพรวพราวในการสร้างสรรค์เมนูเครื่องดื่มให้ออกมาน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ทำไมถึงใช้ชื่อว่า “ค็อกเทล”

ที่มาของการบัญญัติศัพท์ที่ว่า “ค็อกเทล” นี้มีหลากหลายทฤษฎีที่อธิบายเอาไว้มาก ๆ บ้างก็ว่าในยุคก่อนใช้หางของไก่ตัวผู้ (cock) มาประดับตกแต่งในเครื่องดื่ม บ้างก็บอกว่าที่เรียกว่า “ค็อกเทล” เพราะพ่อค้าร้านเหล้านำแอลกอฮอล์ที่เหลือท้ายถังมาเจือจางและผสมกับส่วนผสมอื่น ๆ เพื่อขายให้ได้ราคา แต่ทฤษฎีที่น่าเชื่อถือมาจากเรื่องที่ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ในประเทศอังกฤษ คำศัพท์ที่ว่า “ค็อกเทล” มาจากวงการแข่งม้า ซึ่งก่อนที่เจ้าของจะนำม้าไปประมูล จะเอาขิงและพริกไทยไปยัดรูทวารของมันเอาไว้เพื่อให้ม้าซู่ซ่าและดูสุขภาพดี ตรงเป๋งกับการที่ค็อกเทลเริ่มต้นด้วยการใช้ขิงกับพริกไทยเป็นวัตถุดิบหลัก เลยโยกคำนี้มาใช้กับค็อกเทลที่เป็นเครื่องดื่มด้วย

วัฒนธรรมในการดื่มค็อกเทลเป็นอย่างไร

การดื่มค็อกเทลต่างจากการเทเหล้าจากขวดแล้วดื่มแบบ straight from the bottle ตรงที่ศาสตร์ของการปรุงค็อกเทลใช้ทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์เข้ามาผนวกรวมด้วยเป้าหมายในการดื่มค็อกเทลจึงไม่ใช่การดวลเหล้าที่รีบหวดเพื่อให้รีบเมา แต่เป็นการดื่มด่ำกับประสบการณ์ที่ได้ทดลองเครื่องดื่มสูตรใหม่ ๆ การพูดคุยกับบาร์เทนเดอร์และเพื่อนนักดื่มด้วยกัน ซึ่งสิ่งที่บาร์ค็อกเทล หรือที่เรียกกันว่า "สปีกอีซี่บาร์" มักจะชูเป็นจุดขายคือประสบการณ์ของการดื่ม โดยเฉพาะเรื่องราวของค็อกเทลแต่ละตัวที่ทำให้การไปบาร์แต่ละที่สนุกไม่เหมือนกัน

มือใหม่หัดดื่ม เริ่มที่เมนูค็อกเทลตัวไหนดี

บาร์แต่ละแห่งจะมีเมนูที่เป็นซิกเนเจอร์ต่างกันออกไป ไม่มีกฎเกณฑ์ใด ๆ สำหรับการคิดค้นเมนูทำให้เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าแต่ละอย่างที่อยู่ในแก้วมีอะไรบ้างจนกว่าจะได้พูดคุยกับบาร์เทนเดอร์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเน้นการจับเอาวัตถุดิบในท้องถิ่นนั้น ๆ มาใส่ หรืออาจจะครีเอตให้เข้ากับสไตล์ของบาร์ แต่หากคุณเป็นมือใหม่และอยากเริ่มจากการเข้าใจค็อกเทลที่เป็นมาตรฐานของการชงค็อกเทล (ที่บาร์เทนเดอร์ทุกคนจะต้องรู้จัก) เราขอแนะนำ 8 คลาสสิกค็อกเทลนี้ พร้อมกับคำอธิบายคร่าว ๆ ว่าแต่ละอย่างคืออะไร รู้เอาไว้ใช้เป็นโค้ดในการสั่งเครื่องดื่มสำหรับการไปบาร์ (หลังปลดล็อกโควิด-19) ในครั้งต่อไป!

1. Old Fashioned ค็อกเทลที่ขึ้นชื่อว่า "แมน" ที่สุดจากการปรากฏตัวในซีรี่ส์เรื่อง Mad Men เป็นเหมือนเครื่องดื่มประจำกายของ ดอน เดรเปอร์ และในอีกหลาย ๆ ฉากของภาพยนตร์ฮอลลีวูด รองฐานด้วยวิสกี้เข้ม ๆ และปรุงรสด้วยบิทเทอร์กับเปลือกเลมอนหรือส้มเพื่อเพิ่มความหอมแต่ก็ยังนำด้วยความเข้มและกลมกล่อมของเหล้า

2. Martini คลาสสิกค็อกเทลที่ค่อนข้างแรง ใช้แอลกอฮอล์สีใส อย่างเช่น จินหรือวอดก้า เป็นเบส ผสมกับเหล้าเวอร์มูธ และประดับด้วยมะกอก ซึ่งถ้าใครไม่ชอบรสของเหล้า จะไม่แนะนำให้ดื่มแก้วนี้เป็นอันขาดเพราะรสชาติจะค่อนไปทางดุเดือด

3. Margarita ร่างไฮบริดของเตกีลา ประเภทของแอลกอฮอล์ที่เป็นที่นิยมในแถบอเมริกาใต้ กับเกลือและมะนาว แทนที่จะกระดอกชอตเตกีลา แล้วตามด้วยการเลียเกลือกับบีบมะนาวเข้าปาก มาการิต้าเป็นเวอร์ชั่นสำหรับคนที่ชอบดื่มในจังหวะที่ช้ากว่านั้น และเป็นเครื่องดื่มที่เข้าใจไม่ยาก แม้แต่ระดับบีกินเนอร์ก็สามารถดื่มได้

4. Bloody Mary เมนูเครื่องดื่มที่ฟังชื่อดูแล้วไม่ค่อยน่าพิสมัย กับประวัติความเป็นมาที่ตั้งตามชื่อของดาราหญิงชาวอเมริกัน แมรี พิกฟอร์ด กลายมาเป็นเครื่องดื่มที่ใช้วอดก้ามาผสมกับน้ำมะเขือเทศ ซอสพริกทาบาสโก และพริกไทย ถึงจะฟังชื่อส่วนผสมแล้วไม่ค่อยน่าจูงใจให้ดื่ม แต่เมนูนี้กลับได้ใจนักดื่มหลายคนและเชื่อกันว่าถ้ามีอาการเมาค้าง ให้ดื่ม Bloody Mary แก้อาการมึนตึ้บได้ผลชะงัดด้วย

5. Daiquiri เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมหลักแค่ 3 อย่างคือ เหล้ารัม น้ำมะนาว และน้ำเชื่อม เป็นมิตรกับนักดื่มที่ไม่ชอบลิ้มรสของเหล้าแบบจัดจ้าน เป็นเครื่องดื่มที่ทำก็ง่าย ดื่มก็ง่าย และในบางที่ก็มีการปรับเอาผลไม้ต่าง ๆ เข้าไปผสมด้วย อย่างเช่น Strawberry Daiquiri และ Mango Daiquiri

6. Moscow Mule เครื่องดื่มที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยนักธุรกิจชาวอเมริกันที่นำเข้าวดอก้าจากรัสเซีย และเจ้าของแบรนด์จินเจอร์เบียร์ ที่นำเอาส่วนผสมที่ตัวเองขายมาผสมกัน ในแก้ว 1 แก้วของ Moscow Mule เลยประกอบด้วย วอดก้า, จินเจอร์เบียร์ และน้ำมะนาว ที่สำคัญคือจะต้องเสิร์ฟในแก้วทองแดงเท่านั้น ถึงจะเป็น Moscow Mule ขนานแท้!

7. Mojito เป็นเมนูที่หลายคนจะจำสับสนกับ Margarita ด้วยแหล่งกำเนิดที่มาจากอเมริกาใต้เหมือนกันและอยู่ในหมวดหมู่ซัมเมอร์ดริงก์เช่นกัน แต่จริง ๆ แล้ว Mojito (อ่านว่า โม-ฮี-โต้) ใช้แอลกอลฮอล์คนละประเภทในการชง ในแก้วของ Mojito จะใช้เป็นเหล้ารัมผสมกับน้ำมะนาว น้ำตาลทราย และส่วนประกอบสำคัญคือใบมิ้นท์ ดื่มแล้วได้บรรยากาศของการพักผ่อนริมทะเลเอาซะมาก ๆ และเป็นหนึ่งในเมนูเครื่องดื่มที่มักจะใช้จับคู่กับอาหารเม็กซิกันได้ดีด้วย

8. Pina Colada ไหน ๆ ก็พูดถึงเครื่องดื่มแนว ๆ ทรอปิคอลแล้ว อีกหนึ่งเมนูที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ Pina Colada (อ่านว่า พิน-ยา-คอ-ลา-ดา) มีถิ่นกำเนิดจากประเทศเปอร์โตริโก ใช้เหล้ารัมขาวผสม เหล้ารัมรสมะพร้าว (หรือ Malibu) กะทิ และน้ำสับปะรด เป็นค็อกเทลที่เหมาะสมกับบ้านเรามาก ๆ ด้วยวัตถุดิบที่หาได้ง่ายและอากาศที่เหมาะกับการดื่ม

หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกคนได้เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังดื่มมากขึ้น แต่ขอย้ำเตือนกันอีกครั้งว่าดื่มแต่พอดี และดื่มด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมนะคะ : )

อ้างอิง

- The Spruce Eats

- Chow Hound

- Wine and About

- Cocktail Thai

- All Recipes

- เพจ Drink Me Thailand

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...