โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

รู้จัก "รางจืด" สมุนไพรล้างพิษชั้นยอด แฝงสรรพคุณอีกเพียบ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 ธ.ค. 2565 เวลา 22.14 น. • เผยแพร่ 18 ธ.ค. 2565 เวลา 22.13 น.

ในโลกย้อนยุค รางจืด (ชื่อวิทยาศาสตร์ Thunbergia laurifolia Lindl.) ไม่ใช่สมุนไพรธรรมดา

แต่เป็นว่านโบราณชนิดหนึ่งที่เป็นเหมือนของขลังเครื่องราง ใช้แก้คุณไสย ยาสั่ง ปัดเป่ามนต์ดำที่ถูกศัตรูกระทำ แต่ก็ยังทิ้งร่องรอยภูมิปัญญาสมุนไพรสรรพคุณถอนพิษอันลือลั่นไว้ในสมัยที่ชาวบ้านหาอยู่หากินกับป่าดงพงไพรที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตของพวกเขา

รางจืดจึงเป็นยาแก้พิษเบื่อเมาของเห็ดพิษ หรือพืชพันธุ์พิษต่างๆ ที่ชาวบ้านเผลอเก็บมาทำอาหาร หรือคนที่เผลอกินเหราแมงดาทะเลก็ใช้รางจืดแก้พิษได้ผลชะงัด

ด้วยเหตุนี้ ยาเขียวแก้ไข้ แก้พิษผิดสำแดงตำรับพื้นบ้านไทยแท้ต้องเข้ารางจืดเป็นเครื่องยาหลัก

แต่ที่เป็นเรื่องเล่าตำนานของคอทองแดงรุ่นลายครามก็คือ เรื่องการอมรากรางจืดไว้ดวลเหล้ากับเพื่อนฝูง

เรื่องรางจืดมีฤทธิ์ถอนพิษไม่ใช่แค่ราคาคุย หากจำกันได้เมื่อปี 2522 โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์เคยใช้รางจืดที่ชาวบ้านแนะนำเอามาช่วยชีวิตผู้ป่วยหลายรายที่กินยำไข่แมงดาทะเล

ซึ่งในทางการแพทย์แผนปัจจุบันไม่มียาใดที่สามารถถอนพิษเทโทรโดท็อกซิน (tetrodotoxin) ในเหราแมงดาทะเลได้เลย เพราะผู้ถูกพิษส่วนใหญ่มักเสียชีวิตด้วยอาการหายใจไม่ออก

สารพิษเทโทรโดท็อกซินนี้ยังพบในปลาปักเป้าและหมึกบลูริงหรือหมึกวงแหวนสีน้ำเงินมฤตยู ที่กำลังเป็นข่าวอยู่บนแผงหมึกปิ้งอันหอมกรุ่น รายงานข่าวบอกชัดเจนว่าใครกินหมึกชนิดนี้เพียงตัวเดียวก็กู่ไม่กลับเพราะพิษเทโทรโดท็อกซินร้ายแรงกว่าพิษงูเห่าถึง 20 เท่า ไม่มียารักษา

โดยลืมไปว่า ครั้งหนึ่งโรงพยาบาลรัฐเคยรายงานการใช้น้ำรางจืดแก้พิษเทโทรโดท็อกซินในแมงดาทะเลมาแล้ว

เมื่อสังคมเกษตรไทยเข้าสู่ยุคเกษตรเคมี รางจืดก็ยังมีบทบาทล้างพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรเคมีเข้มข้น อย่างเช่นในจังหวัดสุพรรณบุรี ชาวนาที่เผลอกินยาฆ่าหญ้า ต้องไปหาหมอพระพื้นบ้านช่วยล้างท้องให้ เพราะหากไปโรงพยาบาลมีหวังตายสถานเดียว

สารพาราควอตหรือสารไกลโฟเซตในยาฆ่าวัชพืชเป็นสารพิษร้ายแรงมาก ต่อให้ล้างท้อง ให้น้ำเกลือมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตฉุกเฉินดีแค่ไหนก็ไม่มีสถิติรอดชีวิตเลย

โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี เคยทำการทดลองวิจัยล้างท้องผู้ป่วยถูกพิษพร้อมกับให้น้ำต้มใบรางจืดเข้มข้นทางหลอดสวนทางจมูก-กระเพาะอาหาร ปรากฏว่ามีสถิติผู้รอดชีวิตเกินร้อยละ 50

มีข้อมูลการวิจัยในมนุษย์ ที่ยืนยันผลการวิจัยทางคลินิกของโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช คือมีการตรวจสารออร์กาโนฟอสเฟตซึ่งเป็นสารเคมีพิษในยาฆ่าแมลงที่ตกค้างในร่างกายเกษตรกรภาคกลางจำนวน 49 คน จากนั้นจึงแบ่งจำนวนครึ่งหนึ่งให้รับประทานยารางจืด ขนาด 8 กรัมต่อวัน และที่เหลือให้ยาหลอกเป็นเวลา 21 วัน

พบว่าอาสาสมัครที่ได้รับชารางจืดมีปริมาณสารพิษในเลือดลดลงมากในระดับที่ไม่เป็นอันตราย ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับยาหลอกปริมาณสารพิษลดลงน้อยมาก

นอกจากนี้ ยังมีการทดลองทางเภสัชวิทยาและทางคลินิกอีกหลายครั้ง โดยหลายสถาบันวิจัยที่ยืนยันว่ารางจืดจากส่วนใบ เถาและรากมีฤทธิ์ล้างพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืช พิษแอลกอฮอล์ในตับ พิษสารตะกั่ว แก้อาการผื่นคัน แผลอักเสบ ปวดแสบปวดร้อนได้ดีเท่ากับสารสเตียรอยด์

นอกจากฤทธิ์ล้างพิษแล้ว ยังมีรายงานการทดลองใช้สารสกัดรางจืดต้านสารก่อกลายพันธุ์ที่เป็นต้นเหตุของการเกิดมะเร็งหลายชนิด พบว่ากรดฟีนอลิกและสารกลุ่มคลอโรฟิลล์ในรางจืดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก

ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่ารางจืดออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายยาบ้าจำพวกแอมเฟตามีน และสารเสพติดประเภทโคเคน

กล่าวคือ สารสกัดรางจืดช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารความสุขโดปามีนได้เช่นเดียวกับเวลาเสพยาบ้า

จึงมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาสารสกัดรางจืดเป็นยาทดแทนสารเสพติดสำหรับผู้ป่วยติดยาเสพติดเรื้อรัง

คนคลองเตยที่เกิดก่อนปี 2534 คงไม่ลืมอุบัติภัยเคมีพิษครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศไทยที่เกิดจากโกดังสารเคมีระเบิดทำให้คนตาย 43 คน บาดเจ็บสาหัสและป่วยจากการสัมผัสสารพัดพิษเคมีและเขม่าคาร์บอนแบล็กถึง 1,700 คน

มูลนิธิสุขภาพไทยเองก็ยังเก็บความภาคภูมิใจไว้จนบัดนี้ที่มีส่วนร่วมด้วยช่วยกันเยียวยาชาวสลัมคลองเตยที่ประสบภัยจากสารพิษร้ายแรงซึ่งมีผลสืบเนื่องมาอีกหลายปี โดยจัดหาสมุนไพรรางจืดให้มูลนิธิดวงประทีปใช้สำหรับต้มล้างพิษให้พี่น้องผู้ประสบภัยทั้งได้ผลดี

ขนาดและวิธีใช้รับประทาน ให้ใช้ขนาดเดียวกับที่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชเคยใช้รักษาผู้ป่วยถูกพิษสารพาราควอต

คือ ใช้ใบรางจืดแห้ง 300 กรัม น้ำ 1 ลิตร ต้มเดือดแล้วหรี่ไฟอ่อนอีก 15 นาที ดื่มครั้งละ 200 มิลลิลิตร ทุก 2 ชั่วโมง จนหมดในวันแรก

และใช้ในขนาดเท่านี้ต่อเนื่องอีก 14 วัน อาการเบื่อเมาและพิษข้างเคียงที่ผิวหนังจะลดลง

ในรายที่ผิวหนังถูกพิษพุพอง ปวดแสบปวดร้อน ให้ใช้วิธีต้มน้ำอาบหรือตำใบรางจืดสดผสมน้ำหรือน้ำซาวข้าวพอกบริเวณผิวหนังที่อักเสบพุพอง

ขนาดเบิ้มๆ ข้างต้นแนะนำให้ใช้กับผู้ที่กินเหราหรือหมึกบลูริง และม็อบผู้ประสบภัยจากน้ำสีม่วง (ฮา)

แต่ในที่นี้ขอแนะนำขนาดเบาๆ ที่ใช้ในการล้างพิษประจำวันสำหรับคนทั่วไปที่ได้รับสารเคมีจากผักที่บริโภคหรือจากฝุ่น PM 2.5 คือการชงดื่มอุ่นๆ ขนาด 2 กรัม ในน้ำ 200 มิลลิลิตร หลังอาหาร 3 มื้อ เพียงเท่านี้ทุกชีวิตก็ปลอดพิษสารเคมี

แต่ยังไม่ปลอดภัยจากพิษการเมือง (ฮา)

หากสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม งานบริการสาธารณประโยชน์ได้ที่คลินิกการแพทย์แผนไทยสุขภาพไทยโทร. 08-1300-3300 นะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...