โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

มาแล้วจ้า “โกดังพักหนี้” แช่แข็ง 5 ปี เพื่อตั้งหลัก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 มี.ค. 2564 เวลา 15.23 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. 2564 เวลา 04.30 น.

คอลัมน์สามัญสำนึก สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์

หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ฝังตัวบนโลกกว่า 1 ปีเต็มแล้ว ล่าสุดที่ประชุม ครม.วันที่ 23 มีนาคม 2564 ได้เห็นชอบการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ 2 มาตรการ ได้แก่ 1.มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ หรือ “สินเชื่อฟื้นฟู” วงเงิน 2.5 แสนล้านบาท

และ 2.มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ โดยผู้ประกอบการมีสิทธิซื้อทรัพย์สินคืนในภายหลัง หรือ “พักทรัพย์ พักหนี้” วงเงิน 1 แสนล้านบาท

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลังกล่าวว่า เป็นมาตรการช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาการขาดสภาพคล่อง และปัญหาผิดนัดชำระหนี้ของภาคธุรกิจลุกลามจนส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู เป็นการปรับปรุงมาตรการ “ซอฟต์โลน” ของเดิมที่มีเงื่อนไขและข้อจำกัดไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหา จนทำให้ผู้ประกอบการเข้าไม่ถึงแหล่งเงิน

ครั้งนี้จึงปลดล็อกทุกปมปัญหา ทั้งการเข้าอุ้มสถาบันการเงินเพื่อให้ “กล้า” และพร้อมปล่อยกู้มากขึ้นด้วยอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรกของสัญญา และเฉลี่ยไม่เกิน 5% ต่อปีในช่วง 5 ปีแรก โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ยให้ 6 เดือนแรก

พร้อมกับขยายระยะเวลาผ่อนชำระยาว 5 ปี สอดรับกับสภาพปัญหาที่ยืดเยื้อ และกำหนดคุณสมบัติเปิดกว้างการช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจจากเดิมที่โฟกัสเฉพาะเอสเอ็มอี ขยายไปถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ขึ้นด้วย

โดยเปิดให้ผู้ประกอบธุรกิจที่มีสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท สามารถขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 30% ของวงเงินสินเชื่อ แต่ไม่เกิน 150 ล้านบาท

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่มีวงเงินสินเชื่อกับแบงก์ ก็สามารถขอสินเชื่อฟื้นฟูได้ไม่เกิน 20 ล้านบาท

ขณะที่จากข้อมูลการปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลน (ภาคแรก) พบว่า วงเงินปล่อยกู้เฉลี่ยรายละ 1.7 ล้านบาทเท่านั้น สะท้อนถึงการช่วยเหลือแต่ละรายที่ต่ำมาก และมีผู้เข้าถึงประมาณ 7 หมื่นกว่ารายเท่านั้น

ส่วนมาตรการ“พักทรัพย์ พักหนี้” หรือ “โกดังพักหนี้” (asset warehousing) นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่า ธปท.กล่าวว่า เป็นมาตรการที่ออกมาเพื่อช่วยผู้ประกอบการธุรกิจที่ได้รับผลกระทบรุนแรง และต้องใช้เวลานานในการฟื้นตัวแต่ยังมีศักยภาพและมีหลักประกัน

จึงเปิดเงื่อนไขให้ลูกหนี้เจรจากับเจ้าหนี้สถาบันการเงินเพื่อ “แช่แข็งหนี้” โดยการนำทรัพย์สินมาตีโอนให้สถาบันการเงินเพื่อชำระหนี้ พร้อมสัญญาซื้อคืนภายในระยะเวลา 3-5 ปี เท่ากับราคาตีโอนบวก ต้นทุนการถือครองทรัพย์สิน 1% ต่อปี และต้นทุนในการดูแลรักษาทรัพย์ตามสมควรแก่เหตุ

เช่นที่ รมว.คลังบอกว่า “สถาบันการเงินไม่ได้เอากำไรจากการขายคืนทรัพย์”

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อช่วยไม่ให้ผู้ประกอบการธุรกิจถูกนายทุนไม่ว่าจะทุนต่างชาติหรือทุนไทยมา “กดราคา” บีบซื้อไปในราคาถูก ๆ ในช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการไม่มีทางเลือก

อย่างไรก็ดี นอกจากเป็นการ “ช่วยผู้ประกอบการ” ขณะเดียวกัน แบงก์ก็ถือว่าได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ เพราะช่วยให้ลูกหนี้ไม่กลายเป็นหนี้เสีย ที่กลายเป็นภาระหนักของแบงก์

โดยที่แบงก์ชาติก็จัดทำเงื่อนไขเพื่ออุ้มสถาบันการเงินอย่างเต็มที่เช่นกัน เพื่อหวังที่จะเห็นการส่งต่อมาตรการ (ครั้งใหม่) ไปถึงผู้ประกอบการอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว

ต้องยอมรับว่านี่คือมาตรการ “ซื้อเวลา” เพื่อรอวันที่เศรษฐกิจฟื้น นักท่องเที่ยวกลับมา (ไม่เหมือนเดิม) นี่จึงไม่ใช่สูตรสำเร็จ แต่เป็นการ “หยุดพัก-แช่แข็งหนี้” ในช่วงวิกฤต 3-5 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจมีเวลาตั้งหลักวางแผนปรับตัวเพื่อกลับมาเปิดกิจการใหม่ ในรูปแบบใหม่ หรือแม้กระทั่งการขายกิจการโดยที่ไม่ถูกกดราคา

เช่นที่ “บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานกิตติคุณ ธนาคารกสิกรไทยกล่าวว่า “โกดังพักหนี้” ก็จำเป็นต้องมี เพราะไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นหนี้เสีย แต่สิ่งสำคัญคือ “เศรษฐกิจต้องฟื้น” เพราะถ้าเศรษฐกิจไม่ฟื้นพักไปพักมา ตอนจบก็ต้อง “ฌาปนกิจ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...