โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น จวก ม.44 อุ้มค่ายมือถือ ช่วยผู้ประกอบการผูกขาดตลาด

77kaoded

เผยแพร่ 19 เม.ย. 2562 เวลา 08.25 น. • 77 ข่าวเด็ด

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นตั้งวงเสวนาจวก ม.44 อุ้มค่ายมือถือ เป็นการช่วยผู้ประกอบการรายใหญ่ผูกขาดตลาด และยังได้คลื่น 5G ราคาถูกแบบไม่ต้องแข่งประมูล นอกจากนี้ทำให้ประเทศเสียโอกาสการชำระหนี้

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นร่วมกับทีดีอาร์ไอจัดงานเสวนาเรื่อง“ม.44 อุ้มมือถือ ใครได้ใครเสีย และใครเสียท่า” โดยในวงเสวนาประกอบด้วยดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย), นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, นางสาวบุญยืน ศิริธรรม นายกสมาคมสหพันธ์ผู้บริโภค และดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า ตนอยากจะให้ประชาชนได้ตระหนักรู้เกี่ยวกับ 7 เรื่องในการออกมาตรา 44 อุ้มค่ายมือถือ โดยการยืดหนี้ให้กับค่ายมือถือครั้งนี้ คือการยกผลประโยชน์ให้ผู้ประกอบการ ซึ่งค่ายมือถือทั้ง 3 ล้วนค้างชำระหนี้ในการประมูลคลื่นความถี่อยู่ในอัตราหลักหมื่นล้านบาททั้งนั้น

1.การออก ม.44 ที่ผ่านมาเป็นการยืดการชำระหนี้แบบไม่คิดดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการ ทำให้เงินที่รัฐควรจะได้กลับไม่ได้ และยังเป็นการเสียโอกาสทางการเงินของรัฐอีกด้วย ฉะนั้นเมื่อรัฐบาลออกมาตรการยืดหนี้ให้ ก็ควรจะต้องคิดดอกเบี้ยด้วย ซึ่ง กสทช.พยายามอธิบายว่าการยืดหนี้ไม่ได้ทำให้รัฐได้เงินน้อยลงแต่ยังได้เท่าเดิมโดยที่ไม่ได้เอาดอกเบี้ยมาคิดเลย

ซึ่งความจริงแล้วควรต้องคิดดอกเบี้ยเพราะเอกชนจะได้โอกาสจากการยืดหนี้แบบเต็ม ๆ และจากการคำนวณดอกเบี้ยแล้วรัฐจะไม่ได้เงินจากผู้ประกอบการที่ควรจะได้ถึง19,747 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าการประเมิณที่ใกล้เคียงกับตัวเลขจากนักวิเคราะห์ของกสิกรไทย

2.สิ่งที่รัฐบาลไปบังคับให้เอกชนทำ 5G แต่จริง ๆ แล้วเป็นการให้อภิสิทธิ์กับผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้ง 3 ราย เนื่องจากมีการให้สิทธิ์คลื่น 900 MHz โดยไม่ต้องไปแข่งประมูลกับใครเลย ซึ่งเป็นการผูกขาดและตลาดก็จะมีผู้ประกอบการเพียง 3 รายเดิมเท่านั้น ถือเป็นการคุ้มค่าของผู้ประกอบการอย่างมาก

ขณะที่ กสทช.บอกว่ารัฐจะได้เงินจากผู้ประกอบการ 25,000 ล้านบาท ในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ถ้าเอาเงินในอนาคตมาคิดจะเหลือมูลค่าเพียง 17,000 ล้านบาทเท่านั้น สิ่งที่เอกชนได้จากกรณีนี้คือเหมือนซื้อคลื่น 5G ในราคาประมาณ 8,000 ล้านบาทเท่านั้น

3.เชื่อจริงหรอว่าผู้ประกอบการจะชำระราคาคลื่น 25,000 ล้านบาทจริง ๆ เผลอ ๆ อาจมีการขยายเวลาการชำระหนี้ออกไปจากเดิม 10 ปีเป็น 15-20 ปี ก็เป็นได้ เนื่องจาก คสช. ให้อำนาจกับ เลขาธิการกสทช. มากเกินไป

4.ผู้ได้ประโยชน์มากที่สุดคืออภิมหาเศรษฐีของประเทศไทยและนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการทั้ง 3 รายมีผู้ถือหุ้นใหญ่ในประเทศสิงคโปร์, นอร์เวย์ และจีน จึงเป็นคำถามว่าทำไมรัฐบาลไทยจึงต้องไปอุ้มมหาเศรษฐีไทย และนักลงทุนต่างชาติ ทั้ง ๆ ที่ผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย มีผลประกอบการที่ดีมาโดยตลอด

5.บริการ 5G เป็นบริการแห่งอนาคตและไม่ต้องรีบทำเนื่องจากเอไอเอสเคยให้ข้อมูลในเดือน ก.พ.62 ว่า ยังไม่เห็นความจำเป็นในแง่ธุรกิจและไม่มีผู้ใช้บริการ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามว่าที่เลขาธิการ กสทช. บอกว่าถ้านำ 5G มาใช้จะสร้างมูลค่า 2.3 ล้านล้านบาทให้ประเทศ เป็นเพียงความเพ้อฝัน ซึ่งอุปกรณ์ในการดำเนินการในเรื่อง 5G ก็ยังไม่มีการพัฒนามารองรับ ประเทศไทยจึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งทำ 5G ในปัจจุบัน

6.การใช้คำสั่ง ม.44 เป็นการขาดความรับผิดชอบต่ออำนาจ และยังอาศัยวันที่ 11 เม.ย. ในการออกคำสั่งซึ่งเป็นช่วงก่อนวันหยุดยาวทำให้ไม่ตกเป็นข่าวมากนัก นอกจากนี้ คสช. ยังให้อำนาจกับเลขาธิการ กสทช.มากเกินไป ดุลพินิจที่สำคัญที่เลขาธิการ กสทช. กำหนดได้คือ จะตีมูลค่าความถี่อย่างไร ระยะเวลาในการชำระจะยืดได้เท่าไรก็ได้ โดยไม่มีข้อกำหนดให้แม้กระทั่งรับฟังความเห็นสาธารณะเลยแม้แต่นิด

7.ผู้ที่เสียหายครั้งนี้คือประเทศและประชาชน เนื่องจากประชาชนเป็นผู้เสียภาษี ในฐานะผู้บริโภคคือเสียโอกาสในการได้รับบริการจากผู้ประกอบการรายใหม่ ในส่วนประเทศ ม.44 ทำให้การกำกับดูแลการโทรคมนาคมในประเทศย้อนกลับไปอยู่ในยุคสัมปทานซึ่งไม่สามารถทำให้เกิดการคาดการณ์ และจะสร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างเจ้าสัวผู้มีอิทธิพลต่อไป

ทั้งนี้ คสช. ควรออก ม.44 แก้ไขการออก ม.44 อุ้มค่ายมือถือที่ได้ทำไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ คสช.มีอำนาจและสามารถทำได้หากต้องการจะทำ และหากต้องการจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศเอาไว้

ด้านนางสาวสารี กล่าวต่อว่า คำสั่ง คสช.ที่ใช้ ม.44 ถือเป็นการลดสิทธิประชาชนเพราะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการฝ่ายเดียว และไม่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคเลย ต้นทุนผู้ประกอบการจะถูกโยกมาที่ผู้บริโภคด้วย และคงไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาสู้กับผู้ประกอบการรายใหญ่เจ้าตลาดเดิม

ซึ่งผู้ประกอบการรายเก่าจะได้ขยายเวลายืดหนี้ไปอีก 10 ปี และยังได้คลื่น 5G ในราคาถูกและไม่ต้องประมูลแข่งขันด้วย เมื่อผู้ประกอบการ 3 รายใหญ่ได้คลื่น 5G ไปก็ถือเป็นการปิดตลาดไปโดยปริยาย ซึ่งมีการเปิดเผยจากกสทช. ก่อนหน้านี้บอกว่ารัฐจะได้เงินเพิ่มจากกรณีนี้ 40% ซึ่งไม่เป็นความจริง

นอกจากนี้ยังไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุลอะไรแต่อย่างใด ขณะที่ 5G ยังไม่มีโครงข่ายและไม่มีอะไรรองรับการใช้ 5G ก็เสมือนการหลอกผู้บริโภค ซึ่งความเหมาะสมในการทำ 5G ควรทำหลังปี 2020 และการกระทำครั้งนี้ของ คสช. ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงอย่างเดียว

ส่วนนางสาวบุญยืน เผยว่า ม.44 ครั้งนี้เป็นเรื่องน่าละอายของคนที่มีอำนาจ เนื่องจากเรามีรัฐธรรมนูญ แต่การออก ม.44 ช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์ก็เพื่อไม่ให้มีคนค้าน ซึ่งการยืดระยะเวลาใช้หนี้ออกไปโดยไม่มีการให้ชำระดอกเบี้ยถือเป็นอันตรายต่อประเทศเป็นอย่างมาก

และการออก ม.44 เท่ากับว่าเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญเนื่องจากว่า ม.44 สามารถออกเมื่อไรเรื่องใดก็ได้ และที่ผ่านมา คสช. ก็ออกกฏหมายไม่เห็นหัวประชาชนเลยสักครั้ง ซึ่งคลื่นที่ประมูลกันเป็นของประเทศชาติไม่ใช่ของรัฐบาล เพราะฉะนั้นควรจะจัดสรรอย่างเป็นธรรม และไม่ใช่เรื่องที่นายกฯ จะต้องไปอุ้มเศรษฐี ซึ่งอาจจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังจากเรื่องนี้ก็อาจเป็นไปได้

ด้านดร.มานะ หล่นความคิดเห็นทิ้งท้ายไว้ว่า กรณีออก ม.44 อุ้มผู้ประกอบการมือถือเป็นเรื่องไม่ปกติอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสร้างปัญหาในระยะยาวให้แก่ส่วนรวม ซึ่งคนที่เป็นเจ้าของความถี่คือประชาชนทั้งประเทศ ที่ควรจะต้องได้รับผลประโยชน์มากกว่าผู้ประกอบการ ซึ่งธุรกิจขนาดใหญ่แบบนี้เป็นที่รู้ดีว่าจะต้องมีการศึกษาแผนธุรกิจเป็นอย่างดี

ดังนั้นเรื่องที่ตนเองให้ความสนใจคือเรื่อง ม.44 ที่ออกมา มีธรรมาภิบาลหรือไม่ และการรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดินนั้นได้มีการทำอย่างถูกต้องและซื่อสัตย์หรือไม่ ซึ่งคำสั่ง คสช.เขียนว่าต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่สุจริตและไม่มีความสามารถในการชำระเงิน แต่เป็นเรื่องที่หน้าถามย้อนกลับว่าผู้ประกอบการทั้ง 3 รายนั้น เป็นผู้ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้จริงหรือไม่

เนื่องจากหากไปดูผลประกอบการของผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย ในช่วง 4 ปีหลัง มีผลประกอบการหลักหมื่นล้านบาทถึงแสนล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการให้ข้อมูลกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าบริษัทมีฐานะทางการเงินดีอยู่ตลอด หากพิจารณาจากรายได้และผลประกอบการในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานั้นจะบอกว่าผู้ประกอบการทั้ง 3 รายเป็นผู้ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างไร

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องจับตาดูความซื่อสัตย์ของรัฐบาล และภาคเอกชนทั้ง 3 ราย ว่าจะมีความซื่อสัตย์หรือไม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...