บล.ไทยพาณิชย์ เปิด 5หุ้นเด่นไตรมาส2 แนะจัดพอร์ตเชิงรุก
ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน “SCB Wealth Holistic Experts” เผยมุมมองเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุนรับมือความผันผวนหลังการเลือกตั้ง แนะปรัตพอร์ตเชิงรุกในช่วงไตรมาส2 เลือกเน้นหุ้นวัฏจักรเด่น IRPC, IVL, PTTEP, GFPT และ TU
นายสุกิจอุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์จำกัด(SCBS) เปิดเผยถึงภาพรวมของเศรษฐกิจโลกในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาว่ายังคงชะลอตัว แต่เริ่มมีสัญญาณบวกเข้ามาในเดือนมีนาคม
อย่างไรก็ตามคาดว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณบวกชัดเจนในช่วง 3 - 6 เดือนข้างหน้า จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่มีท่าทีบรรเทาลง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศสำคัญ ๆ ของโลกจะออกมาต่อเนื่อง เช่น สหรัฐฯ จีน และน่าจะตามมาด้วย ยุโรป และ ญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นสัญญาณบวกกลับมาสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนอีกครั้ง
ประกอบกับสภาพคล่องการเงินโลกไม่ได้ลดอย่างที่คาดทำให้แรงกดดันต่อราคาสินทรัพย์ลดลง สำหรับทิศทางของตลาดหุ้นไทย ด้วยภาพรวมหลังเลือกตั้งของประเทศไทยยังไม่ชัดเจน คาดว่าจะผันผวนในช่วงที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งอาจใช้ระยะเวลาทั้งไตรมาส 2/2562
หลังจากมีความชัดเจนแล้วตลาดหุ้นไทยก็จะกลับไปปรับตัวตามสภาพตลาดหุ้นทั่วโลกและทิศทางของผลการดำเนินงาน ทั้งนี้ประเมินว่า SET Index มีโอกาสลดลงไปได้ที่ 1600 หรือ 1550 จากปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองแต่ยังคงยืนยันเป้าหมายของปี 2562 ที่ระดับ 1700 - 1800 จุด
กลยุทธ์การจัดสรรเงินลงทุน(Asset allocation) ไตรมาส2/62 “ปรับพอร์ตเป็นเชิงรุกมากขึ้น”
▪ แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้น เพื่อสะท้อนการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานและเศรษฐกิจรวมถึงสภาพคล่องทางการเงินที่ยังคงมีอยู่สูง โดยในขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังรอความชัดเจนทางการเมือง แนะนำกระจายการลงทุนไปตลาดหุ้นโลก, หุ้น Asia Ex Japan โดยเฉพาะหุ้นจีน
▪ แนะนำสร้างสมดุลด้วยสินทรัพย์ที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอโดยในส่วนของตราสารหนี้ แนะนำลงทุนในหุ้นกู้เอกชนที่มีอายุยาวขึ้นในช่วงประมาณ 4 ถึง 6 ปี หรือ สินทรัพย์ทางเลือกอื่น เช่น REITs และ Emerging Market Bond เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจะส่งผลให้นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ที่มีกระแสเงินสดทางเลือกอื่นๆ ในการลงทุนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าความเสี่ยงที่สำคัญในการลงทุนจะยังคงอยู่ ไม่ว่าเศรษฐกิจขยายตัวได้ในระดับที่ต่ำลงเนื่องจากเป็นช่วงปลายของการขยายตัว (Late Cycle) และความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศ ดังนั้น การจัดพอร์ตโฟลิโอยังคงแนะนำให้มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย
แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ราคามีโอกาสปรับตัวลดลงในช่วงที่สถานการณ์การเมืองในประเทศยังไม่ชัดเจน เนื่องจากตลาดจะคลายความกังวลหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลได้
ในขณะที่ความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองจะกลายเป็นเรื่องปกติของการเมืองซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่ใช่เพียงการเมืองไทยเท่านั้น แต่กำลังเกิดขึ้นในเกือบทุกประเทศ เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ และ ในยุโรป เป็นต้น ดังนั้นโซนเข้าซื้ออยู่ระหว่าง 1550 -1600 จุด ในขณะที่โซนขายอยู่ระหว่าง 1750 – 1800 จุด หรือ 8 - 10% จากระดับปัจจุบัน
*หุ้นน่าสนใจที่แนะนำลงทุนในไตรมาส 2/2562 *
เน้นหุ้นวัฏจักร (cyclical) มากกว่าหุ้นตั้งรับ (defensive) และแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และธุรกิจการเกษตร เพราะกำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นและถูกเมื่อเทียบกับค่าอ้างอิงและระดับในอดีต
• IRPC : สถานการณ์จะพลิกกลับมาเป็นบวกในปี 2562 เนื่องจากการเจรจาการค้าระหว่างสหรฐัฯ - จีน มีความคืบหน้าที่ดีบวกกับความต้องการน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาที่มีกำมะถันต่ำจะเพิ่มขึ้นก่อนมาตรการควบคุมปริมาณกำมะถันของ IMO มีผลบังคับใช้ ราคาเป้าหมาย 8.6 บาท / หุ้น
• IVL : ราคาหุ้นปรับตัวตาม underperform หุ้นอื่นๆ ในกลุ่มปิโตรเคมีสะท้อนถึงความกังวลที่นักลงทุนมีต่อแนวโน้มธุรกิจของบริษัท ปัจจุบัน valuation อยู่ในระดับต่ำที่ PER 8.7 เท่า และ PBV 1.6 เท่า ราคาเป้าหมาย 82 บาท ซึ่งให้ upside 71% บวกกับผลตอบแทนจากเงินปันผล 3.6 - 3.8% ในปี 2562 - 2564
• PTTEP : มีเป้าหมายเพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งและสนับสนุนให้ความสามารถในการทำกำไรเติบโตในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการลงทุนในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี DCF ที่ 150 บาท/หุ้น
• GFPT : ราคาผลิตภัณฑ์ในประเทศสูงขึ้นปริมาณการขายส่งออกแข็งแกร่งและต้นทุนอาหารสัตว์ลดลง ซึ่งรวมกันแล้วจะช่วยสนับสนุนให้อัตรากำไรของธุรกิจไก่ปรับตัวดีขึ้น ในช่วงที่เหลือของปีนี้ซื้อขายที่ PE ปี 2562 ระดับ 12 เท่า
• TU : ราคาหุ้นปรับตัว outperform SET อยู่ 11% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาโดยได้รับปัจจัยกระตุ้นจากธุรกิจหลักที่ฟื้นตัวดีขึ้นใน 2H61คาดว่ากำไรจะปรับตัวดีขึ้น YoY อย่างต่อเนื่องในปี 2562 แนะนำซื้อด้วยราคาเป้าหมายระยะ 12 เดือนที่ 23 บาท
“กลุ่มที่น่าจะมีโอกาสกลับมาโดดเด่นกลุ่ม Healthcare เนื่องจากที่ผ่านมาราคายังไม่สูงมาก และหลังจากที่ทางการเข้ามาดูแลเรื่องราคาเวชภัณฑ์พบว่าไม่ได้ส่งผลกระทบมาก จึงน่าจะมีโกาสกลับมาได้” นายสุกิจ กล่าว