รีวิว Alice in Borderland 2 อลิซในดินแดนมรณะ : เหตุผลของการมีชีวิต
รีวิวAlice in Borderland 2 อลิซในดินแดนมรณะ: เหตุผลของการมีชีวิต
สนุกสมแก่การรอคอยมาสองปีกับซีซั่นสองของ Alice in Borderlandหรือ อลิซในดินแดนมรณะ ซีรีส์จาก NETFLIX ฝั่งญี่ปุ่น ซีรีส์ไลฟ์แอ็คชั่นแนวเอาชีวิตรอด ที่ดัดแปลงมาจากมังงะในชื่อเดียวกันของ ฮาโระ อาโสะ ซึ่งภาคแรกได้ถูกปล่อยมาในเดือนธันวาคม 2565
เนื้อหาในบทความต่อจากนี้อาจเปิดเผยเนื้อเรื่องบางส่วน
ซีซั่นสองเล่าเรื่องราวต่อจากภาคแรก เมื่ออะริสุและเพื่อนผู้รอดชีวิตเคลียร์ไพ่ตัวเลขได้ครบ ซีซั่นนี้พวกเขาจึงต้องมาลุยต่อกับเกมไพ่หน้าคนเพื่อให้ครบ 52 ภารกิจ ตรงกับจำนวนไพ่หนึ่งสำรับพอดี
สิ่งที่โดดเด่นของซีซั่นนี้นอกจากหุ่นและการแสดงของ “ยามะพี” หรือ “ยามาชิตะ โทโมฮิสะ” ศิลปินดังของญี่ปุ่นที่ได้รับเสียงชื่นชมจากการรับบทเป็นคุมะได้อย่างสมบรูณ์แบบ ทั้งหุ่นที่ฟิตมาอย่างดีและความทุ่มเทด้วยยอมเปลือยกายทุกฉากให้สมเป็นคุมะ ราชาดอกจิกเหมือนในกับมังงะต้นฉบับแล้ว ก็คือตัวเกมท่ีสะท้อนความเป็นมนุษย์ในอีกแบบ แม้สำหรับบางคน เกมทั้งหลายอาจจะไม่ได้มีความยากหรือซับซ้อนมากเท่า แต่เชื่อมโยงกับตัวละครมากขึ้น เพราะแต่ละด่านแฝงไปด้วยความเป็นตัวตนมาสเตอร์ผู้สร้างเกมนั้น อาทิ
- เกมของคิงดอกจิกที่เหล่ามาสเตอร์เจ้าของเกมต่างเคยร่วมงานกันในวงดนตรี เกมนี้จึงเน้นความเป็นทีมเวิร์คและมิตรภาพของคนในทีม
- เกมคิงข้าวหลามตัด ตัวมาสเตอร์เป็นอดีตทนาย ทำให้เกมมีรายละเอียดของความเป็นศาล ทั้งตรงชั่งที่เป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมและความเท่าเทียม ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกับการที่ผู้เข้าแข่งขันและมาสเตอร์ต้องเดาใจกันและกันในการเลือกจำนวนตัวเลขให้ใกล้กับค่าเฉลี่ยแล้ว ก็คล้ายกับจะเป็นการเสียดสีระบบศาลที่ผลการตัดสินนั้นเชื่อมโยงกับการวิเคราห์ของทนายแต่ละฝั่ง และบรรทัดฐานของกฏหมายและสังคมซึ่งเทียบได้กับค่าเฉลี่ย ที่เมื่อมองจากมุมหนึ่งก็เหมือนจะยุติธรรม แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ไร้ความเห็นอกเห็นใจหรือเหตุผล
แต่ละเกมส์ที่ผู้เข้าแข่งขันต้องฝ่าฟันไป ล้วนมีข้อคิดที่ชวนให้ฉุกคิดถึงเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ หากซีซั่นแรกเกมนี้สะท้อนให้เห็นสันดานของมนุษย์ซีซั่นสองนี้ ก็บอกเล่าเรื่องราวของการก้าวข้ามผ่านเรื่องราวเลวร้ายในอดีต และเลือกเส้นทางชีวิตในอนาคต ว่าจะอยู่กับชัยชนะในโลกสมมุติ หรือ ออกไปใช้ชีวิตในโลกของความเป็นจริง แม้หลายครั้งชีวิตจะโหดร้ายกับเราไม่ต่างจากในเกมก็ตาม
สิ่งที่โดดเด่นและพัฒนามาจากซีซั่นก่อนคือตัวละครในเรื่อง แม้หลายตัวจะฉูดฉากน้อยกว่า แต่ก็มีความเป็นมนุษย์ อ่อนไหวและเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น ด้วยเหตุการณ์ที่หล่อหลอมให้พวกเขา ตระหนักถึงความหมายของการมีชีวิตต่อไปการเล่าปูมหลังของทุกตัวละครไม่สร้างให้คนดูเห็นอกเห็นใจตัวละครมากขึ้น เช่น
- ชิจิยะ ที่ฉลาดเป็นกรดแต่เย็นชา ในซีซั่น 2 นี้ ผู้ชมก็ได้เห็นอดีตของเขาที่เป็น กุมารศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน หัวใจและหลอดเลือด ทำให้เข้าใจถึงความนิ่งเฉยต่อความตายของเขา
- และอดีตที่เขาเคยเห็นเงินมีค่ามากกว่าคน
- นิรากิ ที่สร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งขึ้นมาเพื่อ ปิดบังปมในใจของตนเองที่เคยโดนทำร้ายร่างกาย
ทั้งสองฉากนี้นอกจากจะเป็นการเผยปูมหลังของตัวละครเพื่อสร้างความผูกพั้นที่มากขึ้นกับคนดูแล้ว ยังแตะไปถึงประเด็นสังคม เช่นความเหลื่อมล้ำในระบบการรักษา เมื่อนิกรากิตัดสินใจเลือกอนาคตและเงิน ด้วยการรักษาหลานชายของผอ. แทนที่จะเป็นคนไข้ยากจน หรือ ประเด็นการใช้ความรุนแรงในโรงเรียน ผ่านตัวนิรากิ ที่เป็นตัวอย่างของวงจรความรุนแรงเมื่อเหยื่อกลายมาเป็นผู้กระทำ และเหตุการณ์เดิมก็เกิดซ้ำวนต่อไปไม่รู้จบ
Alice in Borderland 2 อลิซในดินแดนมรณะจึงเป็นตอนจบของเรื่องราวที่อาจจะขมวดให้ผู้ชมเห็นเห็นว่าทุกคนมีเหตุผลของการใช้ชีวิตที่ต่างกันออกไป จุดหมายปลายทางชีวิตที่คนเลือกนั้นต่างกัน การกลับสู่ชีวิตจริง หรือชัยชนะอาจจะไม่ใช่เป้าหมายที่ทุกคนเห็นพ้อง สำหรับบางคนการจากไป ความตาย หรือการเลือกที่จะวิ่งหนีอยู่ในโลกแห่งจิตนาการเหมือนที่ตัวละครบางตัวเลือกจะอยู่ในเกมต่อไปอาจจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าการกลับมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงอันโหดร้าย และสุดท้ายเราควรเคารพการตัดสินใจเหล่านั้น เพราะสุดท้ายแล้วมีแค่ตัวเราที่สามารถเลือกเส้นทางการเดินทางชีวิตของตัวเราเอง