โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แก้ว วันที่เพลงรักยังเพรียกหา ผลงานในความทรงจำของ ลินดา ค้าธัญเจริญ โดย เปี๊ยก โปสเตอร์

a day magazine

อัพเดต 20 ธ.ค. 2565 เวลา 11.25 น. • เผยแพร่ 20 ธ.ค. 2565 เวลา 11.25 น. • สืบสกุล แสงสุวรรณ

ในเครดิตเปิดเรื่องของ‘โทน’ หนังเรื่องแรกของผู้กำกับ เปี๊ยก โปสเตอร์ เมื่อปี 2513 นำสมาชิกวงดิอิมพอสซิเบิ้ล มาร้องเพลง ‘ปิดเทอม’ ในสไตล์ที่ในทศวรรษถัดมาเรียกกันว่า ‘เอ็มวี’

‘ข้าวนอกนา’ เมื่อปี 2518 ของเปี๊ยก โปสเตอร์ หนังไทยที่นำปัญหาทางสังคมจากสิ่งตกค้างของสงครามเวียดนามด้วยชีวิตเด็กลูกครึ่งผิวดำ ในซีนเปิดเรื่องก็เลือกให้เป็นภาพม้วนเทปกำลังถูกส่งเข้าไปในเครื่องเล่นตรงคอนโซลหน้ารถ ก่อนที่เสียงร้องของ ฉันทนา กิติยพันธ์ จะดังขึ้นเป็นทำนองบลูส์กับเนื้อเพลง‘ข้าวนอกนา’ ซึ่งก็ยังคงนำ ‘ดิอิมฯ’ มาบรรเลง

ทั้ง 2 เรื่องเป็นเพียงบางตัวอย่างถึงความใส่ใจในเพลงประกอบของเปี๊ยก โปสเตอร์ หรือ สมบูรณ์สุข นิยมศิริ อดีตช่างเขียนใบปิดผู้ปักหลักเขตสำคัญให้ทั้งใบปิดหนังไทย สื่อประชาสัมพันธ์ของภาพยนตร์ในยุคหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน รวมทั้งความแปลกใหม่ให้หนังไทย 35 มม. มาตั้งแต่เมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว

แต่ในผลงานหลายเรื่องหรือตั้งแต่เรื่องแรก ไม่ใช่แค่เพียงสร้างความแตกต่างแก่วงการหนัง กับวงการเพลงไทย หนังของเปี๊ยก โปสเตอร์ ยังเคยบันทึกบางช่วงสำคัญเอาไว้ สำหรับวิวัฒนาการของสิ่งที่เคยเรียกกันเชยๆ ว่า ‘เพลงไทยสากล’ ในระยะที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากความบันเทิงไร้ระบบธุรกิจมาตรฐาน มาสู่ยุคธุรกิจบันเทิงจริงจังเมื่อปลายทศวรรษที่ 2520

หนังของเปี๊ยก โปสเตอร์ ทำหน้าที่ตั้งแต่บันทึกเพลงไทยที่เริ่มร้อง-บรรเลงโดยวง ‘สตริงคอมโบ’ อย่างเพลงของดิอิมฯ ในเรื่องแรกๆ จนมาถึงเพลง ‘โฟล์กซอง’ จาก ‘วัยอลวน’ ในปี 2519 ตามด้วยยุคเพลงดิสโก้ใน ‘แก้ว’ เมื่อปี 2523 กระทั่งเริ่มจะ ‘ฮาร์ดร็อก’ ใน ‘วัยระเริง’ เมื่อปี 2527 คือการลำดับจากหนังของเปี๊ยก โปสเตอร์ จนพอมองเห็นสรรพเสียงของเพลงไทยว่าเดินทางกันมาอย่างไรในช่วงนั้น

แต่เนื่องจากในปีที่กำลังจะผ่านไป เราสูญเสียบุคคลในวงการหนังไปมากมาย หนึ่งในนั้น-เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนก็เป็นวันลาลับของ ลินดา ค้าธัญเจริญ อดีตนางแบบที่เปี๊ยก โปสเตอร์ เลือกให้มารับบทสำคัญในหนังเรื่องแรกของเธอที่มีชื่อเดียวกับชื่อเรื่อง พื้นที่ตรงนี้จึงขอกล่าวถึงเพียง ‘แก้ว’

“จากประสบการณ์ชีวิตใน…ดิสโกเท็คส์ จากริมฝีปากหญิงสาวที่กล่าวถึง…คนรัก” คือถ้อยความที่ปรากฏขึ้นในตอนต้นเรื่อง เพราะในเวลานั้น ‘ดิสโกเท็คส์’ หรือ ‘ดิสโกเธค’ ยังเป็นทั้งชื่อแนวเพลงป๊อปและแหล่งบันเทิงฮิตสำหรับหนุ่มสาวเมืองไทย

“ไนท์คลับสำหรับเต้นรำด้วยเพลงแสดงสดหรือแผ่นเสียง ด้วยระบบเสียงที่ซับซ้อน แสงสีมากมาย ร่วมกับเอฟเฟ็กต์อื่นๆ” คือคำอธิบายในพจนานุกรมของคอลลินส์สำหรับความหมายของ “ดิสโกเธค” และด้วยต้องการนำเสนอประสบการณ์ของหนุ่มสาวในสถานบันเทิงยามค่ำคืนแบบนั้น เปี๊ยก โปสเตอร์ จึงเลือกสาวเฉี่ยวสไตล์นางแบบอย่างลินดามาเป็น “แก้ว”ซึ่งออกจะแตกต่างจากความงามโดยทั่วไปของ “นางเอก” ในยุคนั้น เพราะเธอไม่ได้สวยสะระดับนางงามผิวพรรณเป็นสีน้ำผึ้ง ไม่ขาวใสมีวงหน้าน่าเอ็นดูแบบ จารุณี สุขสวัสดิ์ หรือ เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ นางเอกเบอร์ต้นในช่วงนั้น

ส่วน “คนรัก” ก็หมายถึงนักดนตรี-นักแต่งเพลงนาม“นที” เปี๊ยก โปสเตอร์ นำ ทูน หิรัญทรัพย์ หนุ่มเชื้อสายฟิลิปปินส์มารับบทนำเป็นครั้งแรก แม้ในช่วงนั้นและก่อนหน้าจะมีชาวตากาล็อกเข้ามาเป็นนักดนตรีตามสถานบันเทิงอยู่หลายวง ที่มีชื่อเสียงก็เช่น อาดิง ดีล่า และ โทนี อากีล่าร์ บิดาของ คริสตินา อากีล่าร์ เป็นตัวอย่าง แต่ทูนเพียงแค่ชอบร้องเล่น ไม่ใช่นักดนตรีตัวจริง ยืนยันโดย เล็ก วงศ์สว่าง โฆษกวิทยุชื่อดังและเจ้าของหนังสือเพลงพร้อมคอร์ดอย่าง “ไอเอสซองฮิตส์” ครั้งหนึ่งแกเคยบอก ก่อนจะเป็นนักแสดง เขาก็เป็นแฟนหนังสือเพลงเล่มนี้

และต่อมาในปี 2528 ทูนก็เป็นนักแสดงคนแรกๆ ที่หันมาออกเทป ก่อนกระแส “ดาราออกเทป” จะเกิดขึ้นจริงจังในทศวรรษที่ 2530 โดยบุคคลที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับทูนก็คือ เรวัต พุทธินันทน์ ผู้ร่วมก่อตั้งค่ายเพลงแกรมมี และคนเขียนเพลงประกอบเรื่องนี้

ความโมเดิร์นในบทหนัง นอกจากจะนำชีวิตที่ได้รับฟังจากนักเที่ยวในดิสโกเธคมาเป็นต้นเรื่อง เปี๊ยก โปสเตอร์ยังนำเสนอชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่การ “อยู่ก่อนแต่ง” กันตามห้องเช่าเริ่มมีมากขึ้น ผิดไปจากขนบหรือความเหมาะสมของคนรุ่นก่อน แต่มันก็เกิดขึ้นและมีอยู่รวมทั้งชีวิตของสาวสวยที่ยอมเป็น “เมียน้อย” เพื่อแลกกับความปลอดภัยทางเศรษฐกิจของครอบครัว แก้วจึงไม่ใช่นางเอกประเภทดีงามตามอย่างนางเอกหนังไทยและลินดาก็เหมาะกับภาพเหล่านั้นที่ผู้กำกับพยายามนำเสนอ

ส่วนเพลงประกอบ แม้เรื่องราวจะเกี่ยวกับบทเพลงแต่กลับมีอยู่ไม่กี่เพลง แถมเพลงเด่นที่ผู้คนจดจำยิ่งกว่าตัวหนังก็ไม่ใช่เพลงดิสโก ผู้กำกับยังคงเลือกดิอิมในยุคที่เหลือเพียงร่องรอย เพราะสมาชิก “ดิโอเรียนเต็ลฟังก์”วงดนตรีที่บรรเลงเพลงประกอบเรื่องนี้ นอกจากเรวัต พุทธินันทน์ ยังมี วินัย พันธุรักษ์ อดีตสมาชิกดิอิมรวมอยู่ด้วย

ทั้งสองคนมาทำหน้าที่เขียนเนื้อและขับขานเพลงนี้ตามลำดับ ส่วนทำนองก็โดยสมาชิกของดิโอเรียนเต็ลฟังก์อย่าง ศรายุทธ สุปัญโญ ซึ่งต่อมากลายเป็นสมาชิกวงดังอย่างแกรนด์เอ็กซ์ และเด่นที่สุดคือเสียงแซ็กโซโฟนของ เทวัญ ทรัพย์แสนยากร ที่ถูกนำมาใช้แทนเครื่องดนตรีและบทเพลงสำคัญของนทีกับแก้ว

ในเพลงดังเพลงนี้มีให้ได้ยินในหนังมากกว่าหนึ่งครั้ง เริ่มตั้งแต่เป็นเพียงท่วงทำนองในช่วงที่นทีกำลังแต่งขึ้น หลังจากได้พบกับแก้วในดิสโกเธค แล้วได้ใช้ชีวิตร่วมกันที่แฟล็ตอย่างมีความสุข ก่อนจะมีเหตุให้พรากจากกันไป จากนั้นมันก็ถูกบรรเลงขึ้นอีกแบบเต็มเพลงพร้อมเนื้อร้อง และยังทำหน้าที่เหมือนจีพีเอสนำพาให้สองคนมาพบกันอีกครั้ง

ในตอนท้ายเรื่อง (ใครทนการสปอยล์หนังอายุ 42 ปีไม่ได้ ขอให้ข้ามย่อหน้านี้ไป) ระหว่างงานเลี้ยงหรูหราแก้วกำลังเมามาย ภายหลังพยายามออกตามหานทีแต่ไร้วี่แวว กระทั่งได้ยินทำนองจากเสียงแซ็กฯของเขา เธอจึงแหวกผู้คนพร้อมขับขานเพลงนี้ออกมาดังๆ หวังให้คนรักได้ยิน แล้วแก้วก็ได้พบนทีอีกครั้ง เพียงแต่เขาไม่อาจมองเห็นใบหน้าที่กำลังเอ่อน้ำตาของเธอ ดวงตาหลังแว่นดำมองไม่เห็นสิ่งใดอีกแล้ว

“ขาดดวงใจ โอ้ชีวิตจะดำเนินอย่างไร โอ้ชีวิตดำเนินเพื่ออะไร โอ้ชีวิตไยมืดมน หนทางเลือน” คือบางท่อนของเพลงสำเนียงแจ๊ซที่บนปกแผ่นเสียงพิมพ์ว่า ‘เพลงรักเพรียกหา’ เพราะมันมีหน้าที่แบบนั้น ไม่ใช่ ‘ความรักเพรียกหา’ หรือ ‘ความรักเรียกหา’ อย่างที่เพี้ยนกันในเวลาต่อมาจากเวอร์ชั่นอื่นหลังจากนั้น

แต่ในบางความทรงจำที่ยังเพี้ยนไปไม่มาก ระบุชัดว่าในวันนี้ที่ไม่เหลือดิสโกเธคที่ไหนอีก มันก็ยังระลึกถึงภาพของความรักในเรื่องนี้ตลอดมา และน่าจะตลอดไปในทุกครั้งที่เพลงนี้ถูกบรรเลง

ด้วยความอาลัยแด่ ‘แก้ว’ ลินดา ค้าธัญเจริญ (2499-2565)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...