โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ส่องบทเรียนจากอดีต : ผลกระทบสงครามอิสราเอล-อิหร่าน เมื่อราคาน้ำมันสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 มิ.ย. 2568 เวลา 06.47 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 00.47 น.

คอลัมน์ : สถานีลงทุน ผู้เขียน : สวภพ ยนต์ศรี บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด

ตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ติดอันดับต้น ๆ ของแบบสำรวจความกังวลของนักลงทุน รวมถึงเป็นความเสี่ยงที่บทวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำของโลกหลายแห่งมองว่า เป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในปีนี้

โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่เดือนหลังที่คำนี้มักถูกใช้กับความเสี่ยงที่ตามมาจาก “นโยบายภาษีที่คาดเดาไม่ได้ของสหรัฐ” และในตอนนี้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ก็กลายมาเป็นปัญหาที่ปรากฏให้เห็นจริง ๆ แต่ไม่เพียงมาจากผลกระทบจากการดำเนินนโยบายด้านภาษีจากสหรัฐเท่านั้น แต่ยังมาจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในรูปแบบดั้งเดิม นั่นก็คือความขัดแย้งจากสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งกำลังคุกคามเสถียรภาพของอุปทานน้ำมันโลก

โดยราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นทันที 12% หลังอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายนิวเคลียร์ในอิหร่าน และความตึงเครียดยิ่งปะทุขึ้นเมื่ออิสราเอลโจมตีจุดยุทธศาสตร์อื่นเพิ่มเติม รวมถึงท่าเรือน้ำมันหลักในกรุงเตหะราน และอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีอิหร่านด้วยเช่นเดียวกัน ถึงแม้การเจรจาและยุติความรุนแรงอาจเกิดขึ้นได้ แต่หากความขัดแย้งยังคงรุนแรงและบานปลาย ก็อาจกระทบกับราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งปัจจุบันอิหร่านผลิตน้ำมันราว 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน และส่งออกประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ความต้องการน้ำมันทั่วโลกโดยรวมอยู่ที่ราว 103.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามข้อมูลจาก International Energy Agency ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีศักยภาพในการเพิ่มกำลังการผลิตได้รวมกว่า 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะสามารถช่วยลดแรงกระแทกจากการหยุดชะงักของอิหร่านได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันสะท้อนความกังวลว่า สถานการณ์อาจบานปลายจนถึงขั้นที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นทางเดินเรือหลักของน้ำมันโลก หรืออาจโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของประเทศเพื่อนบ้าน โดยในอดีตที่ผ่านมาความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมัน และเศรษฐกิจโลกนั้นไม่เคยเรียบง่าย และบางครั้งก็แสดงออกอย่างซับซ้อนเกินคาด

อ้างอิงจากงานวิจัยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เผยแพร่ในปี 2023 ยกตัวอย่างว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้น 5% หลังเหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 เนื่องจากนักลงทุนหวั่นว่าอาจเกิดสงครามในตะวันออกกลาง แต่ราคากลับลดลงถึง 25% ภายในสองสัปดาห์ เพราะความกลัวต่อภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยที่อาจกดดันอุปสงค์น้ำมันอย่างรุนแรง เหตุการณ์เดียวกันเกิดขึ้นหลังรัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022 เมื่อราคาน้ำมันพุ่ง 30% ในช่วงสัปดาห์แรก ก่อนจะลดลงสู่ระดับก่อนเกิดเหตุภายในเวลาเพียง 8 สัปดาห์เท่านั้น

งานวิจัยของ ECB ยังอธิบายว่า ผลกระทบจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์มักแสดงออกผ่านสองช่องทางสำคัญ ได้แก่ ช่องทางความเสี่ยง (Risk Channel) ซึ่งมีผลในระยะสั้น เมื่อเกิดความกังวลว่าอุปทานน้ำมันจะขาดแคลน ราคาสัญญาน้ำมันจะปรับขึ้น โดยสะท้อนผ่าน “Convenience Yield” หรือผลตอบแทนจากการถือครองจริง และในระยะยาวจะผ่านช่องทางกิจกรรมเศรษฐกิจ (Economic Activity Channel) ที่ความไม่แน่นอนจะบั่นทอนการลงทุน การบริโภค และการค้า ส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันลดลงตามมา กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มักไม่ยั่งยืนนัก

แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่สถานการณ์จะคลี่คลายเช่นนี้ ย้อนกลับไปในวิกฤตราคาน้ำมันปี 1973 และ 1979 สหรัฐต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยหลังเกิดเหตุ และโอกาสที่ราคาน้ำมันจะเป็นตัวจุดชนวนปัญหาเศรษฐกิจโลก ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนและทุกฝ่ายไม่อาจมองข้าม

อย่างไรก็ดี งานศึกษาล่าสุดจากธนาคารกลางสาขาดัลลัสของสหรัฐพยายามวิเคราะห์แยกแยะ “ความไม่แน่นอนด้านราคาน้ำมัน” ออกจาก “ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโดยรวม” พบว่า แม้จะมีความเสี่ยงด้านอุปทานระดับเดียวกับวิกฤตในอดีต เช่น ปี 1973 หรือ 1979 ผลกระทบต่อการผลิตเศรษฐกิจจริงน่าจะจำกัดอยู่เพียง -0.12% เท่านั้น

สรุปคือ แม้ราคาน้ำมันจะตอบสนองต่อความไม่แน่นอนในระยะสั้นอย่างรุนแรง แต่หากความเสี่ยงเหล่านั้นไม่เกิดขึ้นจริง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกก็มีแนวโน้มอยู่ในวงจำกัด แนวโน้มนี้ยังปรากฏในตลาดการเงินอื่นเช่นกัน รายงาน Global Financial Stability Report ของ IMF ระบุว่า เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 มักทำให้ราคาหุ้นปรับลดเล็กน้อยในระยะสั้น แต่ไม่ส่งผลกระทบถาวร ตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้นโลกสามารถฟื้นตัวได้ทั้งจากเหตุการณ์อิรักบุกคูเวตในปี 1990 และรัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 ข้อยกเว้นสำคัญยังคงเป็นปี 1973 ที่การคว่ำบาตรน้ำมัน ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกลดลงอย่างรุนแรงภายในเวลาเพียง 12 เดือน

ท้ายที่สุด สิ่งที่ตัดสินผลกระทบทางเศรษฐกิจก็คือ “ระยะเวลา” และ “ระดับความรุนแรง” ของความขัดแย้ง หากสถานการณ์ระหว่างอิสราเอลและอิหร่านไม่ยืดเยื้อหรือรุนแรงเกินควบคุม เช่นเดียวกับช่วง “สงครามเรือบรรทุกน้ำมัน” ในทศวรรษ 1980 ที่อิหร่านและอิรักโจมตีเรือกว่า 200 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันก็ยังสามารถทรงตัวได้ในระยะยาว สะท้อนว่าหากไม่มีการหยุดชะงักครั้งใหญ่ในอุปทาน ผลกระทบที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจโลก ก็อาจอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่องบทเรียนจากอดีต : ผลกระทบสงครามอิสราเอล-อิหร่าน เมื่อราคาน้ำมันสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...