โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เทคนิคกู้เงิน เมื่อเงินช็อต!!

The Bangkok Insight

อัพเดต 25 เม.ย. 2567 เวลา 02.44 น. • เผยแพร่ 25 เม.ย. 2567 เวลา 02.44 น. • The Bangkok Insight

ภาวะเงินช็อต หรือ เงินสดขาดมือ เป็นภาวะที่รายได้ไม่พอกับรายจ่ายแบบกะทันหัน ส่องเทคนิคกู้เงิน ทางเลือกเมื่อเงินช็อตที่นี่

ภาวะเงินช็อตหรือเงินสดขาดมือ เป็นภาวะที่รายได้ไม่พอกับรายจ่ายแบบกะทันหัน จึงต้องการเงินสดมาใช้จ่ายแบบด่วน ๆ เช่น จ่ายค่าเทอมลูก จ่ายค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น

กู้เงิน

เมื่อเจอกับภาวะเงินขาดมือ หลายคนอาจตัดสินใจกู้เงินด้วยวิธีแบบเร่งด่วน ได้เงินเร็ว โดยเฉพาะการกู้หนี้นอกระบบ ผลที่ตามมา คือ ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูง และอาจต้องใช้เวลาปลดหนี้นาน บทความนี้ จะแนะนำ 2 ทางเลือก เพื่อให้คุณมีเงินสดมาใช้จ่ายในระยะสั้น และไม่ต้องรอนาน

ในยุคดอกเบี้ยสูง หากกู้เงินก็จะต้องเผชิญกับภาระหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยในระดับสูง และเมื่อต้องผ่อนหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงอาจส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงิน ทำให้เงินออมอาจลดลงและไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่น ๆ หรือมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางการเงินหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันและต้องการใช้เงินทันที และอาจตามมาด้วยการไม่สามารถหาเงินมาผ่อนชำระหนี้ได้

ดังนั้น หากเป็นไปได้ "ควรหลีกเลี่ยงการกู้เงิน ในช่วงดอกเบี้ยสูง" แต่หาก "เงินขาดมือหรือหาเงินไม่ทันกับรายจ่าย" สิ่งแรกที่ควรพิจารณา คือ หารายได้เพิ่มหรือลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่หากไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการก่อหนี้ เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในระยะสั้น เช่น 1-3 เดือน ควรถามตัวเองว่า "กู้เพื่ออะไร" และ "กู้นานแค่ไหน" เช่น ต้องการเงินเพื่อจ่ายค่าเทอมลูก โดยสัญญาว่าจะหาเงินมาจ่ายคืนให้หมดภายใน 3 เดือน เป็นต้น

ปัจจุบันมีทางเลือกให้กู้เงินแบบด่วน ๆ หลากหลาย ที่สำคัญอนุมัติเร็ว วงเงินสูง ขอเอกสารเพียงเล็กน้อย ไม่ยุ่งยาก ดังนั้น ก่อนตัดสินใจควรพิจารณาว่าจะกู้เงินด้วยวิธีไหนที่เหมาะสมที่สุด โดยทบทวนความจำเป็นก่อนตัดสินใจกู้ ด้วยการถามตัวเองว่าจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้จริง ๆ หรือไม่ จากนั้นก็หาข้อมูล เปรียบเทียบตัวเลือก โดยดูวิธีการกู้เงิน ดูอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขต่าง ๆ จากนั้นนำมาคำนวณจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าสามารถผ่อนชำระหนี้ได้อย่างสบาย โดยไม่กระทบกับสภาพคล่องทางการเงิน และอย่าลืมเตรียมแผนสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินไว้ด้วย

กู้เงิน

ทางเลือกเมื่อเงินช็อต

1. บัตรกดเงินสด

บัตรกดเงินสดเป็นสินเชื่อในรูปแบบของบัตรที่สถาบันการเงินหรือธนาคารออกให้แก่ลูกค้า เพื่อนำไปกดเงินสดผ่านตู้ ATM หรือกดเงินออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน โดยส่วนใหญ่ผู้ที่สมัครบัตรกดเงินสดเพื่อต้องการกดเงินมาใช้ยามฉุกเฉินตามวงเงินที่อนุมัติโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม โดยเมื่อกดเงินสดแล้ว สามารถเลือกได้ว่าจะชำระหนี้เต็มจำนวนหรือชำระหนี้ขั้นต่ำก็ได้ (เช่น 3 เดือน 6 เดือน หรือ 12 เดือน)

สำหรับอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมของบัตรกดเงินสด ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกกฎให้สถาบันการเงินสามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมได้ไม่เกิน 25% พร้อมคิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก และถ้าไม่ได้ใช้บัตรกดเงินสดก็ไม่ต้องเสียค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น

โดยทั่วไปผู้ออกบัตรกดเงินสดจะให้วงเงินสินเชื่อคิดเป็นกี่เท่าของเงินเดือน เช่น 3 เท่า หรือ 5 เท่าของเงินเดือน เป็นต้น (วงเงินเป็นข้อกำหนดของแต่ละสถาบันการเงิน) ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถสมัครบัตรเครดิตได้

สูตรคิดอัตราดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด = เงินต้น x ดอกเบี้ย 25% x จำนวนวันนับตั้งแต่วันที่กดเงินสดจนถึงวันที่ชำระเงินคืน / 365 วัน

ตัวอย่างเช่น

  • กู้เงินผ่านบัตรกดเงินสด 10,000 บาท
  • คำนวณดอกเบี้ย 10,000 x 25% = 2,500 บาทต่อปี
  • คิดเป็นต่อวัน 2,500 / 365 วัน = 6.84 บาทต่อวัน
  • คิดต่อเดือน 6.84 x 30 วัน = 205 บาทต่อเดือน
  • กู้เงิน 10,000 บาท จ่ายดอกเบี้ย 205 บาทต่อเดือน
  • ต้นทุนเงินกู้ 10,000 บาท เท่ากับ 205 บาท (กรณีจ่ายจบครบภายในเดือน)

สมมติว่า กู้เงิน 10,000 บาท มีเป้าหมายผ่อนชำระ 3 เดือน (90 วัน) แสดงว่าต้องจ่ายดอกเบี้ย 615 บาท เมื่อรวมเงินต้น ต้องจ่ายทั้งหมด 10,615 บาท

2. เปลี่ยนวงเงินคงเหลือจากบัตรเครดิตมาเปลี่ยนเป็นเงินสด

หากถือบัตรเครดิต สามารถใช้บริการที่เรียกว่า เปลี่ยนวงเงินคงเหลือจากบัตรเครดิตมาเปลี่ยนเป็นเงินสด เพื่อนำมาใช้จ่ายยามฉุกเฉินได้ โดยเมื่อใช้บริการดังกล่าว ยอดเงินจะถูกโอนเข้าหมายเลขบัญชีที่เจ้าของบัตรเครดิตเลือกในทันที (ปัจจุบันใช้บริการผ่านแอปพลิชันของผู้ออกบัตรได้) พูดง่าย ๆ หากต้องการใช้เงินสด ก็สามารถเปลี่ยนวงเงินบัตรให้เป็นเงินสดล่วงหน้าผ่านบริการดังกล่าว แต่เงื่อนไขสำคัญ คือ จำนวนเงินที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้จะเป็นวงเงินคงเหลือในบัตรเครดิต

กู้เงิน

ตัวอย่างเช่น

วงเงินบัตรเครดิต 100,000 บาท มียอดค้างชำระ 20,000 บาท หากต้องการใช้บริการเปลี่ยนวงเงินคงเหลือจากบัตรเครดิตมาเปลี่ยนเป็นเงินสด จะได้เงินสดสูงสุด 80,000 บาท ดังนั้น ก่อนใช้บริการควรตรวจสอบยอดวงเงินคงเหลือของตัวเองว่าเหลือเท่าไหร่ จากนั้นตรวจสอบยอดเงินที่ต้องการผ่อนต่อเดือน อัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ (ตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชันหรือสอบถามกับเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน)

ข้อดี คือ ดอกเบี้ยไม่แรงประมาณ 15% ต่อปี สามารถกำหนดแบ่งการชำระได้หลากหลาย เช่น 6 เดือน, 10 เดือน, 18 เดือน หรือ 36 เดือน เป็นต้น และสามารถปิดยอดผ่อนชำระหนี้ก่อนครบกำหนดได้ (ตามเงื่อนไขของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง) แต่อย่าลืมว่ายิ่งใช้เวลานาน ต้นทุนการเงิน คือ ดอกเบี้ย ก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น เมื่อมีเงินก้อนก็ควรปิดหนี้ให้หมดเร็วที่สุด

คำแนะนำ

หากต้องการเงินก้อนเพื่อนำมาใช้จ่ายยามฉุกเฉิน ให้เลือกบริการเปลี่ยนวงเงินคงเหลือจากบัตรเครดิตมาเปลี่ยนเป็นเงินสด เพราะดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่ำกว่า แต่กรณีที่ไม่มีบัตรเครดิต หรือวงเงินบัตรเครดิตใกล้เต็มวงเงินแล้ว ควรใช้บริการบัตรกดเงินสด แต่ไม่ว่าจะเลือกใช้บริการประเภทใด เมื่อเป็นหนี้แล้วก็กำหนดเวลาในการเคลียร์หนี้ และมีวินัยในการชำระเงินคืนให้ตรงเวลา

ที่มา : พรพิมล ปฐมศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญการบริหารหนี้

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...