โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เป็นเบาหวานกิน "ทุเรียน" ได้หรือเปล่า พร้อมบอกข้อระวัง

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 19 พ.ค. 2567 เวลา 07.58 น.

เป็นเบาหวานกิน "ทุเรียน" ได้หรือเปล่า พร้อมบอกข้อระวัง

ราชาแห่งผลไม้ ผลผลิตช่วงหน้าร้อนของประเทศไทยยกให้ “ทุเรียน” ของโปรดของใครหลายคน ที่หากกล่าวถึงสรรพคุณของทุเรียนในทางการแพทย์แผนไทย ทุกส่วนของทุเรียนถือว่าเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณทางยา สามารถนำมาใช้ประโยชน์กับร่างกายคนเราได้ แต่ถึงแม้ทุเรียนจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง แต่ตามข้อมูลของนักโภชนาการ ผู้ป่วยเบาหวานสามารถรับประทานทุเรียนได้ แต่ต้องทานในปริมาณที่พอเหมาะและจำกัด ด้วยเหตุผลดังนี้

พลังงาน: ทุเรียนเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง ถึงแม้จะมีไขมันดีหลายชนิดและไม่มีคอเลสตอรอล แต่ทุเรียนขนาดเล็กประมาณ 600 กรัม ให้พลังงานราว 885 แคลอรี่ คิดเป็น 44% ของปริมาณแคลอรี่ที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ต่อวัน (2,000 แคลอรี่)

อยู่ในกลุ่มผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง : น้ำตาลหลัก 2 ชนิดในทุเรียนคือกลูโคสและฟรุคโตส ผู้ป่วยเบาหวานหากรับประทานทุเรียนมากเกินไปในครั้งเดียว อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ผลไม้ฤทธิ์ร้อน : ตามตำรับยาจีน ทุเรียนจัดเป็นผลไม้ฤทธิ์ร้อน ดังนั้นการกินทุเรียนมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายร้อนภายใน เกิดอาการท้องผูก ร้อนใน แผลร้อนใน เจ็บคอ

ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานควรจำกัดปริมาณการกินทุเรียน โดยแต่ละครั้งควรกินเพียง 1-2 พู นอกจากนี้ ควรคำนวณปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่บริโภคในแต่ละมื้ออาหารด้วย เพราะการรับประทานอาหารที่สมดุลและมีประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

ข้อควรระวังในการกินทุเรียน

ทั้งผู้ป่วยเบาหวานและผู้คนทั่วไป ควรใส่ใจข้อควรระวังเหล่านี้เมื่อรับประทานทุเรียน

ห้ามกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : เพราะอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ท้องอืด จุกเสียด เหมือนคนเมาค้าง

ผู้ป่วยเบาหวานกินทุเรียนได้ไหม? นักโภชนาการแนะนำว่ารับประทานได้ แต่ต้องจำกัดปริมาณ เนื่องจากทุเรียนให้พลังงานมากกว่าผลไม้ยอดนิยมอย่างกล้วยหรืออะโวคาโด

การวางแผนการกินอย่างชาญฉลาด : จะช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากโรคแทรกซ้อน ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอาหารชนิดต่างๆ ก่อนรับประทาน

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...