“คงกระพัน อินทรแจ้ง” สร้าง ปตท.เติบโตยั่งยืนอย่างสมดุล
การประกาศวิสัยทัศน์ของ “ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) หรือ CEO ปตท. คนที่ 13 ที่มารับไม้ต่อจาก นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เกิดขึ้นท่ามกลางโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ ปตท. ต้องปรับตัวให้มีความคล่องตัว มุ่งมั่นรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต ควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย พร้อมมุ่งสู่การเติบโตขององค์กรในระดับโลกอย่างยั่งยืน
โดยต่อจากนี้ ปตท.เตรียมที่จะ “ทบทวน” กลยุทธ์ทางธุรกิจตามแผนการลงทุน 5 ปีใหม่ (2568-2572) ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม 2567 และจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการ ปตท. (บอร์ด ปตท.) อนุมัติ คาดว่าจะเห็นภาพแผนใหม่ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2567 ทั้งวงเงินลงทุน กลุ่มธุรกิจที่จะเร่งเดินหน้าต่อ และกลุ่มธุรกิจที่อาจจะปรับลดขนาดหรือถอนการลงทุนไป
ปตท.แข็งแรงพร้อมสังคมไทย
หัวใจของนโยบายใหม่ของ ดร.คงกระพัน CEO คนใหม่ก็คือ การสร้าง ปตท.ให้แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน หรือ TOGETHER FOR SUSTAINABLE THAILAND, SUSTAINABLE WORLD ซึ่งเป็นการดำเนินธุรกิจบนหลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ให้เหมาะกับบริบทองค์กรทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี
ขณะที่ทิศทางและกลยุทธ์ของกลุ่ม ปตท. (PTT Group Direction and Strategy) จะเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน สร้างการเติบโตทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุล เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยประกอบด้วย 5 แนวทาง ได้แก่ 1) การยกระดับความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจที่มีอยู่เดิม (Competitiveness Enhancement : Existing Business) ทำธุรกิจให้แข็งแรง ปรับ Portfolio โดยหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพ พร้อมต่อยอดสร้างการเติบโตในเรื่องที่ถนัดแบ่งเป็น 2 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่
กลุ่มแรก ธุรกิจ Hydrocarbon and Power ประกอบด้วย ธุรกิจสำรวจและผลิต (E&P) สร้างความต่อเนื่อง มั่นคงทางวัตถุดิบ จัดหา Source ใหม่ที่มีต้นทุนต่ำ สร้างผลตอบแทนที่ดี และต้องสร้างการเติบโตของธุรกิจ Hydrocarbon ควบคู่กับการทำ Decarbonization, ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ สร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเดิม ซึ่งต้องมีความ Competitive และ Lean แสวงหา Alternative Source ทั้ง Pipe Gas และ LNG และมีต้นทุนที่แข่งขันได้
ธุรกิจไฟฟ้า ภารกิจหลักคือ การสร้างความมั่นคง และรักษา Reliability ให้กับกลุ่ม ปตท. พร้อมกับการจัดหาพลังงานสะอาดเพื่อช่วย Decarbonization & Net Zero ของกลุ่ม ปตท. ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น สร้างความแข็งแรง เติบโตร่วมกับ Strategic Partner รวมทั้ง Competitiveness ด้าน Cost & Feedstock Flexibility ต้องมีการ Synergy Enhancement and Optimization ทั้งกลุ่ม ปตท. รวมถึงการมุ่งเน้นสร้างการเติบโตใน High Value & Low Carbon Business
ส่วนธุรกิจค้าปลีก จะมุ่งเน้นการลงทุนที่มี Substance มีความสำคัญต่อผลประกอบการและเป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่ Asset Light ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ต้องสร้าง Synergy ภายในกลุ่ม ปตท. ยกระดับขยายผลทั้งในและต่างประเทศ
เปิด พอร์ต Non hydrocarbon
ส่วนกลุ่มธุรกิจ Non hydrocarbon Business ซึ่งจะเป็น New S-Curve หรือ “ธุรกิจใหม่” มีหลักในการดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ 1) เรื่อง EV/Life Science & Healthcare/Digital มีความสอดคล้องกับ Global Megatrends แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรจึงต้องปรับตัวเร็ว และต้อง Revisit Value Chain ว่า พื้นที่ใดมีความน่าสนใจ มีอนาคต และเป็นประโยชน์ต่อ ปตท. และประเทศไทย หรือพื้นที่ใดที่ ปตท.มีจุดแข็งสามารถ Synergy ในกลุ่ม ปตท. เพื่อที่จะสร้างความแตกต่างได้
โดยองค์ประกอบกลุ่มนี้มีทั้ง ธุรกิจ EV และ Logistics ต้องเข้าใจ Value Chain เลือกเล่นใน Space ที่เหมาะสม, ธุรกิจ Life Science ร่วมมือกับพันธมิตรสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ และธุรกิจ Industrial AI ต้องยกระดับและต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่
2) สร้างการเติบโต หาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ (Growth : New Business & Opportunity) ต่อยอดสร้างการเติบโตในธุรกิจ โดยเฉพาะด้านความยั่งยืน คือ ธุรกิจไฮโดรเจนและคาร์บอน (Hydrogen and Carbon Business Integration Strategy) สร้างการเติบโตต่อยอดจากเป้าหมาย Decarbonization มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์การใช้จุดแข็งของทุกบริษัทในกลุ่ม ร่วมผลักดันและขับเคลื่อนให้สำเร็จเป็นโอกาส Transform ธุรกิจเดิมของกลุ่ม ปตท. ให้มี Advantage เพิ่มขึ้น และสามารถพัฒนาเป็นธุรกิจใหม่
3) สร้างความชัดเจนในแนวทางความยั่งยืน (Sustainability) ทุกมิติ ด้วยการบูรณาการเข้าไปในธุรกิจ ผสานการบริหารจัดการ Portfolio และ Net Zero เข้าด้วยกันทั้งกลุ่ม ปตท. มุ่งสู่การเป็น Net Zero Company การปรับ Portfolio ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้พลังงาน เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด และชดเชยคาร์บอน ด้วยเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) และโครงการปลูกป่า
4) สร้างปัจจัยที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม (Enablers for Transformation) ได้แก่ สร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานที่เป็นเลิศ (Operational Excellence) เพื่อพัฒนาขีดความสามารถ เนื่องจากมีปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อธุรกิจ จึงควรมุ่งเน้นทำสิ่งที่ควบคุมได้อย่างเข้มข้น ต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน (Build Core Resilience) ลดต้นทุน โดยการยกระดับ Operation & Efficiency ด้วยการนำเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI มาประยุกต์ใช้ การทำ Lean Organization ร่วมกับ Digital Transformation
และ 5) รักษาพื้นฐานสำคัญ มุ่งเน้นธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลกิจการที่ดี บริหารองค์กรด้วยความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล
พัฒนาบลูไฮโดรเจน
ปตท.ในฐานะ บริษัทพลังงานแห่งชาติ พร้อมที่จะปฏิบัติตาม “แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2567-2580” หรือ PDP 2024 ฉบับใหม่ โดยเฉพาะในด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้มากขึ้น ในสัดส่วน 51% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด โดยจะมุ่งดำเนินการพัฒนาการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในประเทศ โดยเฉพาะ “บลูไฮโดรเจน” ในภาคอุตสาหกรรม
พร้อมทั้งเร่งปลูกต้นไม้และผลักดันโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) เพื่อให้ไทยก้าวสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี พ.ศ. 2608 และ CCS ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ในอนาคตด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “คงกระพัน อินทรแจ้ง” สร้าง ปตท.เติบโตยั่งยืนอย่างสมดุล
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net