โลกได้ผ่านจุดที่ร้อนที่สุดมาแล้ว 10 ปี!
โลกได้ผ่านจุดที่ร้อนที่สุดมาแล้ว 10 ปี!
จากรายงานแหล่งข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่น่าเชื่อถือมากที่สุด เผยให้เห็นถึงสภาพอากาศที่เลวร้ายของโลก ซึ่งมีการบันทึกอุณหภูมิสูงสุดติดต่อกันในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
กรมอุตุนิยมวิทยาโลกพบว่าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทนและไนตรัสออกไซด์ อยู่ระดับสูงสุดในรอบ 800,000 ปี แม้นักวิทยาศาสตร์จะออกมาเตือนแล้ว แต่อาจจะไม่เป็นผล หากผู้นำโลกยังไม่เร่งดำเนินการ
ในปี 2567 คาดว่าอุณหภูมิโลกจะสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับระดับฐานในช่วงปี 2393 - 2443 ตามรายงานองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าโลกได้ก้าวข้ามขีดจำกัดที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีสอย่างถาวร แต่เราก็กำลังเข้าใกล้จุดนั้นมากขึ้น
ซึ่งในข้อตกลงนี้ สหรัฐฯ ถอนตัวออกไปแล้วในวันแรกของวาระที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ .
สาเหตุหลักของอุณหภูมิที่สูงขึ้นคือระดับก๊าซเรือนกระจกที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยมีปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ทำให้น้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกอุ่นขึ้น สถานการณ์จึงรุนแรงมากกว่าเดิม
ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิของมหาสมุทรทำสถิติสูงสุดทุกปี และอัตราการร้อนขึ้นของมหาสมุทรในช่วง 20 ปีที่ผ่านมามากกว่าสองเท่าของอัตราที่บันทึกไว้ในช่วงปี 2493 - 2548 ทำให้มหาสมุทรต้องดูดซับความร้อนส่วนเกินถึง 90% เมื่อน้ำทะเลอุ่นขึ้นทำให้ปะการังฟอกขาวรุนแรงขึ้นในปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดพายุเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน และเป็นตัวเร่งการละลายของน้ำแข็งในทะเล
โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลก เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า นับตั้งแต่มีการบันทึกด้วยดาวเทียมครั้งแรกในปี 2536 และถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2567 จากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น 2.1 มิลลิเมตรต่อปี กลายเป็น 4.7 มิลลิเมตรต่อปี
ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อชุมชนชายฝั่ง ทำให้เกิดน้ำท่วม การกัดเซาะชายฝั่ง และการปนเปื้อนของน้ำเค็มในแหล่งน้ำใต้ดิน ซึ่งระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นมาจากแผ่นน้ำแข็งละลาย โดยประเทศที่สูญเสียแผ่นน้ำแข็งรุนแรงมาก ได้แก่ นอร์เวย์ สวีเดน สฟาลบาร์ และเขตเทือกเขาแอนดีสเขตร้อน
นอกจากนี้ ผลกระทบด้านสภาพอากาศอย่างพายุไซโคลนเขตร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง และภัยพิบัติอื่น ๆ ในปี 2567 ทำให้มีผู้พลัดถิ่นมากที่สุด ซึ่งในปีนั้นมีประชาชน 36 ล้านคนถูกบังคับให้ออกจากบ้านของตน และราว ๆ 15 ล้านคนต้องพลัดถิ่นในประเทศจีนหลังเกิดแผ่นดินไหวที่มณฑลเสฉวน ขณะที่อุทกภัยยังส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านในอินเดีย รวมถึงซาอุดีอาระเบีย ที่มีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 50 องศาเซลเซียสในช่วงพิธีฮัจญ์
ลินเดน แอชครอฟต์ นักวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น กล่าวว่า “เอาจริง ๆ ฉันไม่แน่ใจแล้วว่าควรทำอะไรต่อไป ควรตะโกนบอกผลการศึกษานี้จากยอดตึกดีไหม? หรือควรพิมพ์คำพูดของฉันเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด? หรือควรพูดเรื่องนี้พร้อมเต้นบน TikTok?”
“หากเราไม่เห็นความเป็นผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศที่แท้จริงจากรัฐบาลและภาคธุรกิจ ฉันจะเก็บคำตอบนี้ไว้ แล้วออกมาพูดอีกครั้งในปีหน้า”
ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลจะตื่นขึ้นมาเผชิญความจริง ก่อนที่เราจะไม่มีโลกให้แก้ไขอีกต่อไป?
ที่มา