โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ท่านแม่ทัพ เหตุใดท่านถึงไม่ยอมหย่า (จบ)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 25 ก.พ. 2567 เวลา 14.13 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. 2567 เวลา 14.13 น. • Rensaki
เมื่อสิ้นใจ หวังซูลี่ก็ได้รับความทรงจำทั้งสองชาติกลับมา ทำให้รู้ว่าตัวเองทะลิมิติมาอยู่ในร่างของนางร้ายในนิยาย สิ่งที่เธอปรารถนาไม่ใช่การแก้แค้น แต่เป็นการเลี้ยงลูกต่างหาก

ข้อมูลเบื้องต้น

ท่านแม่ทัพ เหตุใดท่านถึงไม่ยอมหย่า

เมื่อหวังซูลี่ได้สิ้นใจ เพราะตรอมใจจากผู้เป็นสามีที่ขับไล่ตัวเองให้มาอยู่ที่ห่างไกลพร้อมกับลูกชายสามคน

แต่ใครจะคิด เมื่อหวังซูลี่ได้สิ้นใจไป ก็ได้ความทรงจำที่หายไป ทำให้เธอได้รู้ว่าตัวเองนั้นผู้หญิงจากยุคปัจจุบัน แล้วมาเกิดใหม่ในร่างของหวังซูลี่ที่เป็นนางร้ายในนิยาย โดยที่ไม่มีความทรงจำให้ชาติที่แล้ว ทำให้เธอต้องทำทุกอย่างไปตามบทที่นักเขียนบรรยายเอาไว้

ยังดีที่เธอได้โอกาสย้อนเวลามาในวันที่ตัวเองถูกลงโทษ โดยถูกทำร้ายตันเถียน จนไม่ต่างจากคนพิการ เพราะการไม่มีตันเถียน เธอก็ไม่สามารถดูดซับลมปราณได้

แต่มันก็ยังดีที่เธอได้มาเจอกับลูกๆ อีกครั้ง เพราะเมื่อออกจากตระกูลนี้ไป เธอจะตั้งใจเลี้ยงลูกๆ ของเธอได้เติบโตด้วยมือของเธอเอง

และก่อนจะจากไป เธอก็จะหย่ากับเฉินฮุ่ยเฟินที่เป็นพระเอกหน้าตายนั้นเสีย นางร้ายอย่างเธอน่ะ มันจะไปคู่กับพระเอกได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะงั้นหย่ากันนั่นแหละดีแล้ว

เธอคิดแบบนั้น แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่ เพราะเขาไม่ยอมหย่า แถมยังมาอยู่กับพวกเธออีกต่างหาก ต่อให้เธอถามหาเหตุผล ว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมหย่า อีกฝ่ายไม่ก็ไปตอบ เอาแต่มองเธอนิ่งอยู่แบบนั้น

เธออยากจะบ้าตายจริงๆ หรือเป็นเพราะว่าเธอย้อนเวลากลับมา ทุกอย่างมันก็เลยเปลี่ยนไป แต่เรื่องหย่ากับเขา เธอจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด ไม่ว่าอย่างไรเธอก็จะหย่ากับเขาให้ได้ เพื่อตัวของเธอและลูกๆ

คนหนึ่งก็ทั้งทะลุมิติมา แล้วก็ได้โอกาสย้อนเวลากลับมา ส่วนอีกคนก็ได้โอกาสย้อนเวลากลับมาเช่นกัน

คนหนึ่งต้องใจจะเลี้ยงดูลูกและใช้ชีวิตอย่างสงบๆ หลังจากได้ย้อนเวลากลับมา อีกคนก็รีบจัดการปัญหาให้เสร็จเร็วๆ เพื่อจะได้รับลูกและเมียกลับมาอยู่ด้วย แต่มันไม่ง่าย เพราะในระหว่างนั้น หญิงสาวดันเข้าใจผิด ก็เลยพาลูกๆ หนีไป ทุกอย่างก็วุ่นวายไม่น้อย

ระดับลมปราณและระดับวิญญาณ

ระดับพื้นฐาน1-9

ระดับแรกเริ่ม1-9

ระดับฟ้าดิน1-9

ระดับเซียน1-9

ระดับยอดเซียน1-9

เปิดเรื่อง18/07/2566

ปิดเรื่อง………………

ฝากนิยายเรื่องนี้ด้วยนะคะ

EP : 1 ความทรงจำ

EP : 1 ความทรงจำ

เรือนไม้หลังเล็กๆ และดูเก่าทรุดโทรมแห่งหนึ่ง ข้างในนั้นมีเสียงร้องไห้ของเด็กทั้งสาม เมื่อรู้ว่าผู้เป็นแม่นั้นป่วยหนัก และไม่สามารถลุกจากที่นอนได้ จะไปตามหมอมารักษาก็ไม่ได้

เนื่องจากเป็นหมู่บ้านร้างมีคนอาศัยอยู่ไม่กี่คน เพราะที่นี่มันแห้งแล้ง ไม่สามารถปลุกอะไรได้ ผู้คนก็เคยย้ายไปอยู่ที่อื่น ผู้คนต่างหวาดกลัวที่แห่งนี้ เลยไม่มีใครมาที่หมู่บ้านร้างนี้เลย แม้กระทั้งหมอ

หญิงสาวร่างกายผอมแห้ง เหม่อมองคานไม้ผุๆ อย่างเหม่อลอย

อ่า นี่มันก็ผ่านสามปีแล้วนสินะ ที่ข้าถูกลงโทษให้มาอยู่ที่ไกลแสนไกลแบบนี้กับลูกชายทั้งสาม

ข้าไม่เข้าใจเลย ทำไมเขาถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้

เขากล้าเชื่อข่าวลือไร้สาระเช่นนั้นได้อย่างไร

เขาคิดว่าลูกๆ ของเขาเป็นลูกของชู้งั้นหรือ

หึ เขามันโง่

และข้าเองก็โง่ ที่ตอนนี้ข้าก็ยังคงคิดถึงเขาตลอด

ข้าทำอะไรผิดกัน ทำไมเขาต้องทำกับข้าเช่นนี้

ทั้งที่ตอนนั้นเขาสัญญากับข้าแล้วว่าจะมีแค่ข้าคนเดียว แต่เขากลับพาผู้หญิงคนนั้นกลับมา แถมยังบอกว่าทำนางท้อง เลยจะแต่งเข้ามาเป็นอนุ

เขาก็เหมือนกับผู้ชายคนอื่นแหละนั้น ไม่มีทางที่จะมีเมียแค่คนเดียวหรอก ข้าหวังอะไรกับแค่ลมปากของเขากัน

ข้ามันโง่ แต่มาคิดได้ตอนนี้มันก็สายเกินไปแล้ว ถ้าข้าไม่มัวแต่ตรอมใจเพราะเขาจนไม่เป็นอันทำอะไรเลย แม้กระทั้งลูกๆ ของตัวเอง ข้าก็ยังไม่สนใจ มัวแต่จมอยู่กับความเสียใจ ที่ถูกทำแบบนี้

“ท่านแม่ อย่าเป็นอะไรไปนะขอรับ”

ข้าได้แต่มองลูกชายทั้งสาม ที่นั่งร้องไห้อย่างน่าสงสาร อยากจะเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้กับพวกเขา แต่ข้านั้นไม่มีแรงพอที่จะขยับร่างกาย ข้าได้แต่มองพวกเขานิ่งๆ ก่อนจะขยับปากเพื่อบอกพวกเขา เพราะข้ารู้ดีว่าตอนนี้ข้านั้นไม่รอดแล้ว

“ขอโทษ”

เมื่อข้าพูดจบ ลูกชายทั้งสามของข้าก็พากันร้องไห้เสียงดัง จากนั้นเสียงร้องไห้พวกนั้นมันก็ค่อยๆ เบาลง พร้อมกับตาของข้าที่ค่อยๆ หลับลงไป พร้อมกับนึกเสียใจ ที่ไม่มีโอกาสได้ดูวันที่ลูกทั้งสามของตัวเองได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่

“ท่านแม่ทัพ ฮูหยินเสียแล้วขอรับ” ชายหนุ่มเอ่ยรายงานทันทีด้วยสีหน้าเป็นกังวล เพราะรู้เรื่องทั้งหมดดี

“อะไรนะ!” เฉินฮุ่ยเฟินหันมามองลูกน้องด้วยสีหน้าตกใจ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงดัง ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

ชายหนุ่มผู้เป็นมือขวาไม่ตอบ ได้แต่ก้มหน้าลง เพราะรู้สึกเสียใจ หากไม่เป็นเพราะองค์รัชทายาท วางแผนที่จะหักหลังพวกเขา นายท่านคงไม่ใช่วิธีนี้ เพื่อกันฮูหยินและคุณชายทั้งสามให้ออกห่างจากตระกูล เพราะกลัวว่าหากตัวเองได้รับโทษ ทั้งสี่คนจะปลอดภัย

แต่ตอนนี้มันไม่เป็นแบบที่คิดเอาไว้

เฉินฮุ่ยเฟินตกใจจนหัวขาวโพลนไปหมด เขาคิดอะไรไม่ออกเลย ได้แต่นึกเสียใจ ที่ไว้ใจคนผิด พร้อมกับโกรธแค้นองค์รัชทายาทที่ต้องการจะจัดการกับตระกูลของเขา

“พาลูกของข้าและร่างของฮูหยินกลับมา” เฉินฮุ่ยเฟินสั่งลูกน้องด้วยน้ำเสียงเย็นชา พร้อมกับไฟแค้นที่อยู่ในอก ก่อนจะตัดสินใจลงมือสังหารองค์รัชทายาท

“ท่านแม่”

หญิงสาวมองเด็กน้อยทั้งสามที่เรียกตัวเองว่าแม่ด้วยความตกใจ ก่อนจะร้องไห้ออกมา เมื่อได้เห็นลูกอีกครั้ง ไม่คิดเลยว่าพอตายแล้วจะได้มาเจอลูกๆ แบบนี้ และได้แต่นึกเสียใจกับสิ่งที่ในช่วงที่มีชีวิตอยู่

ก่อนที่หวังซูลี่จะทันได้อ้าปากพูดอะไรออกไป ร่างบางก็ปวดหัวอย่างรุนแรง จากนั้นก็ล้มลงไปนอนกับพื้นต่อหน้าของเด็กทั้งสาม

พร้อมกับความทรงจำมากมายที่เข้ามาในหัว จนหวังซูลี่สับสนไปหมด เป็นเวลานานพอสมควรที่เธอได้รู้ความจริง ก่อนหน้านี้เธอได้มายังมิติแห่งนี้ โดยไม่มีความทรงจำเก่าๆ จนเธอได้ตายลง และย้อนเวลากลับมาอีกครั้ง ถึงได้ความทรงจำของทั้งสองชาติ

ก่อนหน้านี้ที่เธอตาย เพราะเธอนั้นได้บทเป็นนางร้าย เป็นฮูหยินของแม่ทัพ ซึ่งก็เป็นพระเอกของนิยายนั้นเอง ส่วนนางเอกก็เป็นผู้หญิงที่พระเอกพากลับมา เพื่อเป็นอนุเพราะทำอีกฝ่ายท้อง ทำให้เธอในชาติก่อนที่ถูกบรรยายเอาไว้ในนิยาย ไม่พอใจมากๆ เลยหาทางจัดการนางเอกทุกวิธีทาง

แต่พระเอกก็ช่วยเอาไว้ตลอด จากนั้นเฉินฮุ่ยเฟินก็ลงโทษเธอ โดยการสั่งขังอยู่แต่ในเรือนเป็นเวลาสามเดือน เมื่อออกมาได้ก็ไม่สำนึกอะไร นอกจากคิดหาทางกำจัดซูถิงถิง

แต่เพราะมีข่าวลือว่าลูกๆ ของเธอนั้นเป็นลูกชู้ ทำให้เฉินฮุ่ยเฟินโมโหมาก ก่อนจะสั่งโบยเธอห้าสิบไม้ และลงมือทำลายตันเถียนของเธออย่างเลือดเย็น หลังจากนั้นก็สั่งเธอ และลูกน้อยทั้งสามไปยังชนบทที่ห่างไกลจากเมืองหลวง ซึ่งพวกเธอก็อยู่กันอย่างยากลำบากเป็นอย่างมาก

เธอมีชีวิตอยู่ได้แค่สามปี หลังจากที่ถูกสั่งให้ไปอยู่ที่นั่น เพราะเธอเอาตรอมใจที่ถูกพระเอกทอดทิ้ง โดยไม่ได้สนใจพวกลูกๆ เลยว่าจะใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร ดีที่ลูกๆ ของเธอเป็นเด็กดี รู้จักหาอาหารมาให้ผู้เป็นแม่กำลังตรอมใจอยู่ พอนึกดูแล้วก็อยากจะร้องไห้ หากมีความทรงจำก่อนที่จะมาอยู่ในนิยาย เธอกับลูกก็คงไม่ต้องลำบากแบบนั้น

“ท่านแม่~ อย่าเป็นอะไรไปนะขอรับ~” น้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมกับมือเล็กบอบบาง เอื้อมไปจับมือของผู้เป็นแม่

“พี่ใหญ่ เราไม่ใช่ลูกของท่านพ่อจริงๆ หรือขอรับ” เฉินฮุ่ยหวงหันไปเอ่ยถามพี่ใหญ่ของตัวเอง อย่างไม่เข้าใจ

“พวกเราย่อมต้องเป็นลูกของท่านพ่อแน่นอน” เฉินฮุ่ยหมิ่นมองหน้าเศร้าสร้อยของน้องชายคนเล็ก แล้วก็เอ่ยบอกอย่างเชื่อมั่นใจตัวของท่านแม่ของพวกเขา

“เป็นเพราะนาง ท่านแม่ถึงได้เป็นแบบนี้” เฉินฮุ่ยหมิงเอ่ยขึ้น พลางเบ้ปากไปด้วย เนื่องจากสงสารผู้เป็นแม่ที่ต้องถูกท่านพ่อลงโทษ เพราะเชื่อข่าวลือที่ผู้หญิงคนนั้นกล่าวอ้าง

เฉินฮุ่ยหมิ่นมองน้องเล็ก ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวเบาๆ เพื่อปลอบเฉินฮุ่ยหวง แม้ว่าตัวเขาจะเป็นห่วงและกังวลใจ เมื่อเห็นท่านแม่ล้มลงไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้

EP : 2 ไม่ยอมไปมือเปล่า

EP : 2 ไม่ยอมไปมือเปล่า

“ท่านพี่ ท่านพ่อจะไล่พวกเราออกไปจริงๆ หรือขอรับ” เฉินฮุ่ยหมิงเอ่ยถามผู้เป็นพี่ใหญ่ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางมองผู้เป็นแม่ฟื้นขึ้นมาได้ไม่นาน หลังจากที่ถูกโบย พร้อมกับถูกทำลายตันเถียน จนไม่ต่างจากคนพิการ

และพอได้สติ ก็เหมือนจะออกไปข้างนอก เพื่อหาท่านพ่อ แต่จู่ๆ ก็ล้มลงไปต่อหน้าพวกเขาเช่นนี้ ทำให้เขาเป็นกังวลมากๆ เพราะไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร

เฉินฮุ่ยหมิ่นไม่ได้ตอบน้องชาย แต่เอื้อมมือไปลูบหัวเฉินฮุ่ยหมิงอย่างปลอบประโลม เขาไม่อยากให้น้องชายทั้งสองกังวลใจไปมากกว่านี้

“ข้าไม่อยากไปเลย แต่ว่าถ้าอยู่ที่นี่ ข้ากลัวว่าท่านแม่จะถูกทำร้ายอีก” เฉินฮุ่ยหวงเอ่ยขึ้น พลางจับมือผู้เป็นแม่ไม่ยอมปล่อย เพราะเขากลัวว่าท่านแม่จะจากเขาไป

หวังซูลี่ที่ได้สติก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า และก็ทันได้ยินสิ่งที่พวกลูกชายของเธอพูดคุยกันอีกด้วย

“ท่านแม่!” เมื่อเห็นว่าผู้เป็นแม่ลืมตา เด็กทั้งสามก็เอ่ยเรียกด้วยความดีใจ

“หมิ่นเอ๋อร์ เจ้าไปเอาแหวนมิติของแม่มา แล้วเอาใส่ไว้ในแหวนมิติของเจ้า” หวังซูลี่เอ่ยบอกเฉินฮุ่ยหมิ่น ลูกชายคนโตของเธอที่อายุเจ็ดปี แต่กลับมีความสามารถฝึกวรยุทธ์ได้รวดเร็ว จนน่าตกใจ

ทำให้เธอมั่นใจว่า ลูกชายของเธอสามารถเอาแหวนมิติที่ถูกยึดไป กลับมาได้อย่างสบายๆ แน่นอน และเธอก็จะไม่ยอมถูกไล่ไปอย่างมือเปล่าแน่นอน

“ขอรับ พวกเจ้าดูแลท่านแม่ให้ดี” เฉินฮุ่ยหมิ่นตอบรับผู้เป็นแม่อย่างเข้าใจ โดยไม่ถามอะไร ก่อนจะหันไปสั่งน้องๆ ทั้งสอง

“ท่านพี่ไว้ใจพวกข้าได้เลยขอรับ” เฉินฮุ่ยหมิงเอ่ยบอกพี่ใหญ่ ด้วยท่าทางจริงจัง

“พี่จะรีบไปรีบกลับ” เฉินฮุ่ยหมิ่นกล่าวกับน้องชายทั้งสอง ก่อนจะรีบไปเอาแหวนมิติของท่านแม่ที่ถูกยึดไป ดีที่เขาฝึกวิชาอำพรางจนสำเร็จแล้ว ทำให้เขาสามารถหลบสายตาทุกคนได้ โดยไม่มีใครเห็นหรือจับเขาได้ ยกเว้นเพียงท่านพ่อของเขา

“ท่านแม่ ดื่มน้ำก่อนนะขอรับ” เฉินฮุ่ยหมิงเอ่ย พลางเอาน้ำที่แอบไว้ในแหวนมิติระดับต่ำ ซึ่งท่านแม่เป็นคนซื้อให้พวกเขาออกมา

โชคดีที่ท่านแม่ของเขาบอกให้ซ่อนแหวนมิติเอาไว้ และสั่งห้ามไม่ให้บอกใครว่าพวกเขามีแหวนมิติ เพราะมันเป็นของหายาก และมีค่ามากๆ ท่านแม่เลยเป็นห่วง กลัวว่าใครจะมาแย่งจากพวกเขาไป

ซึ่งมันต่างจากแหวนมิติระดับสูงของท่านแม่ ที่มีไม่กี่คนเท่านั้นถึงจะมีได้ เพราะนอกจากจะทำยากมากๆ แล้ว ยังแพงมากอีกด้วย แต่ข้อดีของมันก็สามารถทำสัญญาผูกมัดกับแหวนมิติได้ คนที่ไม่ใช้เจ้าของจะไม่สามารถนำของในแหวนมิติออกมาใช้ได้

และอีกอย่างคนที่สามารถสร้างแหวนมิติระดับสูงได้นั้น จะต้องมีความรู้เรื่องอักขระและมีระดับลมปราณอยู่ในระดับยอดเซียนขึ้นไป ซึ่งมันก็มีไม่กี่คนเท่านั้น

หวังซูลี่ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะดื่มน้ำที่ลูกชายเป็นคนป้อน หลังจากที่ได้ดื่มน้ำเธอก็รู้ดีขึ้น แม้จะเสียใจที่ตอนนี้ตัวเองไม่ต่างจากคนพิการ เพราะถูกทำลายตันเถียนไปแล้ว

เนื่องจากในนิยายเรื่องนี้บอกไว้ว่าทุกคนสามารถเป็นผู้ใช้ความปราณได้ หลังจากที่ถูกปลุกพลังขึ้นมาตอนอายุครบห้าปี ชาวบ้านส่วนมากจะมีระดับลมปราณอยู่ที่ระดับแรกเริ่มเท่านั้น เพราะชาวบ้านไม่สามารถไปดูดซับลมปราณในป่าลึกๆ ที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรได้

ส่วนขุนนางและตระกูลใหญ่ๆ หรือพวกราชวงศ์ ก็มีระดับพื้นฐานไปจนถึงที่มีคนอยู่ในระดับเซียน ไม่นับรวมพวกอาจารย์ที่อยู่ในสำนัก เพราะไม่รู้ว่าคนพวกนั้นมีระดับลมปราณสูงขนาดไหน เนื่องจากว่าในนิยายไม่ได้บรรยายเรื่องของสำนัก บอกแค่ว่าพระเอกเคยเรียนที่นั่นเท่านั้น

และที่เธอรู้เพราะว่าชาติที่แล้ว เธอเคยคิดว่าเมื่อครบสิบห้าปีตามที่สำนักกำหนดเอาไว้ ก็จะเข้าไปเรียนที่นั่น แต่ก็ถูกผู้เป็นพ่อบอกให้แต่งงานกับพระเอก ความคิดพวกนั้นก็เลยปัดตกไป เพราะดันหลงรักอีกฝ่ายจนไม่สนใจจะไปเรียนต่อแล้ว

ถ้าเธอย้อนเวลามาก่อนที่จะถูกทำลายตันเถียนแล้วล่ะก็ เธอจะไปเข้าเรียนที่สำนักดู แต่มันก็คงเป็นไม่ได้อยู่แล้ว

แต่ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ ที่เธอได้ย้อนกลับมาในช่วงนี้ เพราะเธอจะได้หย่าขาดกับเขา และหนีไปอยู่ไกลๆ จากเขาด้วย ถึงยังไงนี่มันก็คือจุดจบของนางร้ายอย่างเธออยู่แล้ว ต่อไปนี้เธอจะตั้งใจเลี้ยงลูก เพื่อชดเชยเรื่องในอดีต

เมื่อหวังซูลี่รู้สึกมีแรง ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่ง พลางมองรอบห้อง ในใจก็นึกเสียดายที่ต้องจากไป เพราะเธออยู่ที่นี่มานาน และเธอก็ต้องตัดใจ เนื่องจากเรื่องทั้งหมด มันก็แค่นิยายที่กำหนดให้เธอทำแบบนี้ แต่ในเมื่อเธอได้ความทรงจำทั้งสองชาติกลับมาแล้ว เธอจะไม่ทำอะไรที่มันโง่เขลาแบบในอดีตแน่นอน

“ท่านแม่ อยู่นิ่งๆ ก่อนนะขอรับ” เฉินฮุ่ยหมิงเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าท่านแม่ของเขา กำลังจะลุกขึ้นยืน ทำให้เขารีบใช้ลมปราณพยุงผู้เป็นแม่ จากนั้นก็ค่อยๆ ทำให้ท่านแม่ของเขาลอยตัวไปที่เตียงอย่างเชื่องช้า

หวังซูลี่ยิ้มอย่างเอ็นดู เมื่อเห็นว่าเฉินฮุ่ยหมิงใช้ลมปราณช่วยพยุงเธอมาที่เตียง ไม่สิ เขาทำให้เธอลอยมาที่เตียงต่างหาก

ตอนนี้เธอเจ็บแผลที่ถูกโบยมากๆ เจ็บเจียนตายแต่ต้องเข้มแข็งเอาไว้ ไม่รู้ทำไมนักเขียนถึงให้โบยนางร้ายด้วย ทั้งที่ถูกทำลายตันเถียนก็หนักมากพอแล้ว หรือว่ายังไม่สะใจ เลยบรรยายเพิ่มลงไปเฉยๆ แต่มันก็ทำให้เธอเจ็บหนัก จนต้องกัดฟันแน่น เพื่อไม่ได้ส่งเสียงร้องออกมาให้ลูกๆ ได้ยิน

“ท่านแม่หิวหรือไม่ขอรับ” เฉินฮุ่ยหวงเอ่ยถามผู้เป็นแม่ด้วยความเป็นห่วง เพราะท่านแม่ของเขายังไม่ได้ทานอะไรเลย แถมยังบาดเจ็บอีกด้วย ทำให้เขาเป็นห่วงกลัวว่าท่านแม่ของเขาจะหิว

“ไม่ เจ้าหิวแล้วหรือ” หวังซูลี่ตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา พลางเอ่ยถามลูกชายคนเล็ก

“เปล่าขอรับ ข้าแค่คิดว่าท่านแม่น่าจะหิว ก็เลยถาม” เฉินฮุ่ยหวงกล่าวตอบผู้เป็นแม่ พร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธไปมาเบาๆ

“รอพี่เจ้ามาก่อน” หวังซูลี่ยิ้มเมื่อได้รับคำตอบ ก่อนจะเอ่ยบอกเบาๆ เพราะในแหวนมิติของเธอมีอาหารเก็บเอาไว้อยู่ เนื่องจากพวกเธอถูกลงโทษแบบนี้เลยไม่มีอาหารมาให้

“ขอรับ” เฉินฮุ่ยหวงตอบรับอย่างเข้าใจ พร้อมกับยิ้มกว้าง

เฉินฮุ่ยหมิงไม่ได้ถามอะไรต่อ นอกจากสังเกตอาการของผู้เป็นแม่ คงต้องรอแหวนมิติจากท่านพี่ของเขาแล้วล่ะ ท่านแม่ของเขาถึงจะได้ดื่มโอสถ ไม่อย่างนั้นท่านแม่ต้องเจ็บปวดมากแน่ๆ

“ข้ากลับมาแล้วขอรับ” เฉินฮุ่ยหมิ่นที่เข้ามาได้ยินพอดี ก็ปรากกฎตัวออกมา พร้อมกับเอ่ยขึ้นพลางยิ้มอย่างดีใจ เพราะเขาสามารถไปขโมยแหวนมิติที่อยู่ในห้องทำงานของท่านพ่อได้ ดีที่วันนี้ท่านพ่อของเขาออกไปทำธุระด้านนอก เขาเลยสามารถไปขโมยแหวนมิติของท่านแม่กลับคืนมาได้อย่างง่ายดาย

“นี่ขอรับ” หลังจากเอาแหวนมิติท่านแม่ออกมาจากแหวนมิติของตัวเองเฉินฮุ่ยหมิ่นส่งแหวนมิติให้กับผู้เป็นแม่

หวังซูลี่รับมา ก่อนจะเอาอาหารออกมาให้ลูกๆ ของเธอได้ทาน พร้อมกับเอาโอสถออกมาให้ตัวเองทาน เพราะรู้ว่าคืนนี้เธอจะเป็นไข้อย่างหนัก ทานกันไว้ก่อนน่ะดีแล้ว

“ท่านแม่ ทานนี่สิขอรับ” เฉินฮุ่ยหวงเอาใจผู้เป็นแม่ ด้วยการส่งซาลาเปาที่ยังร้อนๆ อยู่ให้กับท่านแม่ ข้อดีของแหวนมิตระดับสูง ก็คือสามารถทำให้เก็บรักษาอาหารให้อยู่เหมือนเดิม

“ขอบใจนะ พวกเจ้าก็ทานเยอะๆ จะได้มีแรง” หวังซูลี่เอ่ยกับเฉินฮุ่ยหวง ก่อนจะบอกลูกๆ ทั้งสามเพราะรู้ดีว่าวันนี้ยังไม่ได้ทานอาหารเลย

“ขอรับ” เด็กทั้งสามกล่าวตอบรับ พลางทานซาลาเปาไปอย่างเงียบๆ เพราะไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าพวกเขากำลังทานอาหาร

หวังซูลี่ยิ้มเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ทานซาลาเปาอย่างเชื่องช้า พร้อมกับมองลูกชายทั้งสามทานซาลาเปา โดยไม่บ่นเรื่องอาหารเลยสักนิด อยากจะเอาอย่างอื่นออกมาด้วย แต่มันคงไม่เหมาะเท่าไร

“ท่านแม่ เอาโอสถทาแผลมา ข้าจะทาแผลที่หลังให้ท่าน” เมื่อทานซาลาเปาอิ่มแล้ว เฉินฮุ่ยหมิงก็เอ่ยขึ้น เพราะถ้าท่านแม่ไม่ทาแผล คืนนี้ท่านแม่จะต้องป่วยหนักแน่นอน เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแล้ว มันคงไม่ดีแน่

“ขอบใจเจ้ามาก” หวังซูลี่เอ่ยกับเฉินฮุ่ยหมิง พลางเอาโอสถทาแผลออกมาจากแหวนมิติ ก่อนจะส่งมันให้กับลูกชายคนรอง แล้วหันหลังให้กับลูกชายอย่างเชื่องช้า เพื่อให้ทาแผลให้ พร้อมกับค่อยๆ ถอดชุดออกจนเหลือแค่ซับใน

EP : 3 บอกเขาว่าหย่าให้ข้าด้วย

EP : 3 บอกเขาว่าหย่าให้ข้าด้วย

เมื่อทั้งสามเห็นบาดแผลบนแผ่นหลังของผู้เป็นแม่ ก็พากันน้ำตาคลอทันที พวกเขาไม่คิดว่าบาดแผลมันจะหนักขนาดนี้

“รีบทาสิ แม่เริ่มง่วงแล้วนะ” หวังซูลี่เอ่ยบอก เมื่อเห็นว่าเฉินฮุ่ยหมิงไม่ยอมทาโอสถให้ ได้ยินแต่เสียงสูดน้ำมูก เธอก็รู้แล้วว่าทั้งสามกำลังจะร้องไห้ เลยต้องเอ่ยเตือน เพราะเธอเริ่มง่วงแล้ว

“ขอรับ” เฉินฮุ่ยหมิงตอบรับ พลางพยายามจะไม่ร้องไห้ แต่ก็ทำไม่ได้ เขาร้องไห้เงียบๆ พลางทาโอสถตามบาดแผลที่อยู่บนแผ่นหลังของผู้เป็นแม่เบาๆ

“ไม่ต้องร้องหรอก เดี๋ยวไม่นานก็หาย” หวังซูลี่เอ่ยบอกเสียงเบา พร้อมกับเบ้หน้าไปด้วยความแสบ เธอกัดฟันแน่นเพื่อไม่ให้ตัวเองส่งเสียงร้องออกมา

กว่าจะเสร็จหวังซูลี่ก็แสบหลังไม่ไหวแล้ว เธอค่อยๆ แต่งตัวแล้วล้มตัวลงนอนตะแคง เพราะอยากจะนอนแล้ว ดีที่เตียงของเธอนั้นกว้างพอที่จะให้ลูกๆ ทั้งสามของเธอนอนด้วยได้อย่างไม่อึดอัด

“นอนเถอะ” หวังซูลี่เอ่ยบอกลูกชายทั้งสาม พลางหลับตาลงอย่างทนง่วงไม่ไหว

เด็กๆ ทั้งสามขยับนอนห่างจากผู้เป็นแม่ เพราะกลัวว่าจะนอนดิ้นไปถูกแผล แล้วทำให้ท่านแม่ของพวกเขาเจ็บเอาได้

หวังซูลี่ตื่นขึ้นมาก่อนจะรุ่งสาง เธอขยับตัวแล้วปลุกลูกๆ ให้ตื่น เพราะต้องให้เด็กน้อยทานซาลาเปาซะก่อน เนื่องจากเธอรู้ว่าวันนี้พวกเธอจะต้องเดินทางทั้งวัน และไม่ได้ทานอะไรเลย อย่างน้อยให้ทานอะไรสักหน่อยก็ยังดี

เมื่อหลังซูลี่ทานซาลาเปาเสร็จแล้ว เธอก็ทานโอสถอีกครั้ง ตอนนี้เธอรู้สึกดีขึ้นแล้ว แผลที่หลังจากก็ไม่เจ็บแล้ว แค่ตึงๆ ที่หลังก็เท่านั้น ถ้ายังไม่ถูกกทำลายตันเถียน แผลของเธอคงหายตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เนื่องจากถูกทำลายตันเถียนไป ทำให้เดินลมปราณเพื่อที่จะรักษาแผลหลังจากทานโอสถไม่ได้ เธอเลยได้แต่รอให้โอสถรักษาบาดแผลไปอย่างช้าๆ

เมื่อเห็นลูกๆ ทานซาลาเปาเสร็จแล้ว หวังซูลี่ก็ให้ลูกๆ ไปบ้วนปากและล้างหน้าทีหลัง เพราะไม่อยากให้ใครจับได้ว่าพวกเธอได้ทานอาหาร

“ได้เวลาออกเดินทางแล้ว”

เสียงข้างนอกดังขึ้น ทำให้ทุกคนในเรือนหยุดชะงักมือที่กำลังเก็บของลงในแหวนมิติ หวังซูลี่เอ่ยบอกลูกๆ ทั้งสาม โดยไม่ส่งเสียง พร้อมกับส่งแหวนมิติของเธอให้เฉินฮุ่ยหมิ่นเก็บเอาไว้ ก่อนจะพากันออกไปข้างนอก

ซึ่งเธอให้ลูกๆ ช่วยกันประคองเธอออกไปข้างนอก โดยไม่ได้ใช้ลมปราณ เดี๋ยวมันจะเรียกร้องความสนใจคนอื่น ดีไม่ดีลูกของเธออาจจะถูกทำลายตันเถียนเหมือนเธอก็ได้ หากเขาใช้มันในเวลาแบบนี้ เพราะเวลามีคนเกลียดเรา มันก็ต้องมีคนอยากจะทำร้ายเราตอนที่เราตกต่ำอยู่แล้ว

ส่วนเธอก็ได้แต่ทำหน้าไม่มีแรง ราวกับคนเจ็บหนัก ซึ่งดีมากที่ลูกๆ ของเธอไม่ถามอะไร หรือทำหน้าสงสัยกับท่าทางของเธอ

พวกเธอเดินตามองครักษ์คนหนึ่ง ที่เธอจำได้ว่าเขาเป็นคนสนิทของเฉินฮุ่ยเฟิน และชาติที่แล้วเขาก็เป็นคนพาพวกเธอไปส่ง แถมยังเดินทางด้วยรถม้าที่ดูเหมือนเป็นรถม้าธรรมดา แต่ม้าที่ใช้บังคับนั้นเป็นสัตว์อสูรม้า เลยเดินทางได้เร็วกว่าม้าธรรมดา แต่เพราะเกวียนที่ดูธรรมดานั่นแหละ ทำให้พวกเธอนั่งไปอย่างยากลำบาก

“ข้าฝากเจ้าไปบอกท่านแม่ทัพด้วยนะ บอกเขาว่าหย่าให้ข้าด้วย” ก่อนที่จะขึ้นรถม้าไป หวังซูลี่ก็เอ่ยบอกกับชายชราที่เป็นพ่อบ้านประจำตระกูลเฉิน

“ขอรับ” ต้าซวนตอบรับอย่างเข้าใจ แม้จะใจหายที่หวังซูลี่ต้องออกไปจากตระกูล เขาไม่เชื่อข่าวลือพวกนั้นเลยสักนิด เพราะหน้าของคุณชายทั้งสามเหมือนกับท่านแม่ทัพมากๆ

หวังซูลี่พยักหน้าให้กับต้าซวนเบาๆ ก่อนจะเดินขึ้นรถม้าไปอย่างยากลำบาก พร้อมกับถอนใจหายอย่างโล่งอกที่นั่งบนรถม้าได้สำเร็จ

เด็กทั้งสามขึ้นรถม้ามา โดยไม่ได้หันไปมองด้านหลังเลยสักนิด เพราะต่อไปนี้มันไม่ใช่บ้านของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว

จากนั้นรถม้าก็เคลื่อนตัวออกไปอย่างเชื่องช้า ทั้งสี่นั่งเงียบไม่พูดอะไร เฉินฮุ่ยหวงนั่งข้างผู้เป็นแม่ และไม่ยอมปล่อยมือจากท่านแม่ของเขาเลยสักนิด

“อดทนหน่อยนะ” หวังซูลี่เอ่ยบอกลูกๆ เมื่อเห็นว่านี่มันก็เลยเที่ยงมาแล้ว แต่รถม้าก็ไม่ได้จอดแวะเลย เธออยากจะเอาอาหารออกมาให้ลูกๆ ทาน แต่กลัวว่าชิงเฉวียนคนสนิทของท่านแม่ทัพ ที่เป็นคนขับรถม้ามาส่งเธอกับลูกจะรู้

เพราะเธอทราบดีว่าอีกฝ่ายเก่งกาจขนาดไหน ไม่อย่างนั้นเฉินฮุ่นเฟินไม่ส่งเขามาแค่คนเดียวเพื่อส่งเธอกับลูกไปยังที่ไกลแสนไกลแบบนี้หรอก

“ขอรับ” ทั้งสามรับตอบพร้อมกันอย่างไม่เรื่องมาก แม้ว่าจะหิวพวกเขาก็อดทนได้

ตกเย็นพวกเธอก็ถึงจุดหมาย เป็นเพราะเดินทางมาอย่างไม่หยุดพัก ก็เลยมาถึงเร็ว แถมม้าที่ใช้ยังเป็นสัตว์อสูรม้า เลยเดินทางได้รวดเร็วกว่าม้าปกติ

“ถึงแล้วขอรับ” ชิงเฉวียนเอ่ยบอก เมื่อมาถึงเรือนหลังเล็กเก่าทรุดโทรมแห่งหนึ่ง พื้นบริเวณรอบๆ ก็เป็นผืนดินที่แห้งแล้ง ซึ่งเมื่อก่อนที่เห็นแห่งนี้เป็นป่าที่สมบูรณ์ หลังจากผ่านแหตุการณ์สัตว์อสูรคลั่ง พื้นป่าแห่งนี้ก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างที่เห็นตรงหน้า

“ลงไปกันเถอะ” หวังซูลี่เอ่ยบอกลูกๆ ก่อนจะให้เด็กๆ ลงไปก่อน ส่วนเธอก็ตามลงมาทีหลัง เมื่อลงมาได้ เธอก็มองรอบๆ ด้วยความคิดถึงอยู่ลึกๆ พลางคิดว่าจะทำยังไงให้พื้นที่แห่งนี้กลับไปเป็นเหมือนในอดีต

แต่มันคงจะเป็นไปได้ยาก เพราะเธอใช้ลมปราณไม่ได้อีกแล้ว แต่ก็ดีอยู่อย่าง เพราะลูกๆ ทั้งสามของเธอได้เริ่มเรียนการใช้อักขระและพวกค่ายกลกันมาแล้ว เนื่องจากตระกูลเฉินเชี่ยวชาญพวกอักขระที่สุดในแคว้นแล้ว

“ท่านแม่ เราจะอยู่ได้หรือขอรับ” เฉินฮุ่ยหวงเอ่ยถามผู้เป็นแม่อย่างอดไม่ได้ เมื่อได้เห็นเรือนหลังเล็กเก่าทรุดโทรมที่พวกเขาต้องอยู่ที่นี่ ซึ่งมันเหนือความคาดหมายของเขามากๆ

“ได้สิ” หวังซูลี่ตอบเฉินฮุ่ยหวง พลางยิ้มให้ลูกชายคนเล็ก พร้อมกับพากันเดินไปข้างใน ส่วนชิงเฉวียนก็ขับรถม้าออกไปแล้ว ทำให้เธอไม่ได้พูดอะไรกับเขา

แม้ว่าภายนอกเรือนหลังนี้จะดูทรุดโทรม แต่ด้านในนั้นดูดีในระดับหนึ่ง ไม่มีฝุ่นเลยสักนิด ตอนนั้นที่มาที่นี่ครั้งแรกเธอไม่ได้สนใจรายละเอียดมากนัก เพราะมัวแต่ตรอมใจ จนละเลยสิ่งต่างๆ

“มาทานอาหารกันเถอะ” หวังซูลี่เอ่ยบอกลูกๆ พลางเอาอาหารมากมายออกมา เพราะกลัวว่าลูกๆ ของเธอจะทานไม่อิ่ม เนื่องจากไม่ได้ทานมื้อกลางวัน

เด็กน้อยทั้งสามตั้งใจทานอาหารมื้อเย็น โดยไม่พูดคุยกัน เนื่องจากหิวเป็นอย่างมาก

หวังซูลี่มองลูกน้อยทั้งสามก็ยิ้มเบาๆ ก่อนจะคิดหาน้ำมาไว้ที่บ้าน เนื่องจากถ้าจะตักน้ำก็ต้องเดินไปตักไกลพอสมควร ซึ่งคนที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ กับพวกเธอนั้นไม่มี แต่จะมีก็ไกลออกไป

อีกอย่างพื้นที่แห่งนี้มันแห้งแล้ง ก็เลยแทบจะไม่มีคนอยู่ จะมีก็แต่คนแก่ที่หวงที่ดินเลยไม่ย้ายหนีออกไป ซึ่งเธอเห็นว่ามีสามหลังเท่านั้น

“พรุ่งนี้ข้าจะเดินไปหาน้ำนะขอรับ” เฉินฮุ่ยหมิ่นเอ่ยขึ้น หลังจากที่เขาอิ่มแล้ว เพราะเขาก็พึ่งนึกได้ว่าเรือนหลังนี้ไม่มีน้ำให้พวกเขาได้ใช้เลย

“อืม งั้นพรุ่งนี้เราจะไปสำรวจรอบๆ กันดีหรือไม่” หวังซูลี่เอ่ยขึ้น เพราะเธอยังไม่เคยได้เดินออกไปสำรวจเลย เอาแต่ตรอมใจอยู่ในเรือน แล้วปล่อยให้ลูกๆ ไปหาอาหารมาให้เธอทาน คิดแล้วก็ยิ่งหงุดหงิดที่ตัวเธอในอดีตเป็นแบบนั้น แม้จะรู้ว่าที่เธอทำลงไปทั้งหมด มันก็เป็นเพราะบทของเธอในนิยาย

“ดีขอรับ” เด็กทั้งสามตอบรับพร้อมกัน ก่อนจะเอาที่นอนออกมาจากแหวนมิติ ดีที่พวกเขาเก็บเข้าแหวนมิติมาด้วย ไม่อย่างนั้น พวกเขาต้องนอนกับพื้นแข็งๆ อย่างแน่นอน พวกเขาน่ะไม่เท่าไรหรอก แต่แม่ของพวกเขาเนี่ยสิ ที่น่าเป็นห่วง

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...