FTA ตัวช่วยผู้ส่งออกไทยสู้ศึกปี’68 แต้มต่อ “เอสเอ็มอี” รับมือทรัมป์ 2.0
สถานการณ์การค้าโลกที่แข่งขันรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ-จีน ที่ต้องการจะปกป้องการค้าและอุตสาหกรรมภายในประเทศ การออกมาตรการกีดกัน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษี มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ล้วนจะมีผลกระทบต่อการค้า-การส่งออกทั่วโลก รวมไปถึงประเทศไทย
ดังนั้น การใช้สิทธิประโยชน์ในข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) จึงมีส่วนสำคัญในการสร้างแต้มต่อ ด้านการค้า-การส่งออกของไทยไปในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันพบว่าการใช้สิทธิประโยชน์ FTA ของผู้ประกอบการไทยยังคงน้อยมาก โดยในปี 2568 นี้ กรมการค้าต่างประเทศจะผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาใช้สิทธิประโยชน์ FTA ให้มากขึ้น เพื่อดันส่งออกสินค้าไทยไปในต่างประเทศ
เร่งใช้ FTA ปีหน้าโต 5%
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ในปี 2568 กรมมีเป้าหมายจะส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย เข้ามาใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ซึ่งปัจจุบันไทยมี FTA แล้วทั้งสิ้น 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศคู่ค้าทั้งในรูปแบบพหุภาคีภูมิภาค และทวิภาคี เช่น ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น ความตกลง RCEP
รวมถึงฉบับล่าสุดที่ประเทศไทยได้ลงนามแล้ว ได้แก่ ความตกลงการค้าเสรีไทย-ศรีลังกา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งเป็น FTA ฉบับที่ 15 ของไทย และความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA ที่เจรจาเสร็จแล้ว และมีกำหนดลงนามความตกลงในเดือนมกราคม 2568 โดยกรมวางเป้าหมายการใช้ประโยชน์ FTA เพิ่มขึ้น 5% จากปี 2567 ซึ่งมีการขอใช้สิทธิ FTA ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 มีมูลค่า 63,501 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ FTA 85% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าของสินค้าที่ได้รับสิทธิ โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปยังตลาดอาเซียน จีน และญี่ปุ่น สินค้าสำคัญที่ใช้ เช่น รถยนต์ ทุเรียน ยางสังเคราะห์และแฟกติชที่ได้จากน้ำมัน เนื้อไก่แปรรูป เป็นต้น โดยคาดว่าทั้งปีจะใช้สิทธิ FTA ขยายตัว 2-3%
“สิทธิประโยชน์ FTA ที่ผู้ประกอบการจะได้รับและเข้ามาใช้ประโยชน์ในการส่งออกที่ประเทศไทยมีข้อตกลงร่วมกัน จะทำให้สินค้าของไทยไม่ต้องเสียภาษี มีภาษีเป็น 0% หรืออย่างน้อยก็เสียภาษีในระดับต่ำกว่าคู่แข่งที่ไม่มีข้อตกลงด้วย และยิ่งปีหน้ามีความท้าทายด้านการค้าโลก ทรัมป์ 2.0 นโยบาย America First จึงเป็นสิ่งที่ผู้ส่งออก เอสเอ็มอี ควรจะมีแต้มต่อในการแข่งขันและตลาดโลก การใช้สิทธิประโยชน์ FTA จึงเป็นทางเลือกที่ต้องให้ความสำคัญ”
สกัดสินค้าแอบอ้างสวมสิทธิ
อย่างไรก็ดี เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยผู้ส่งออกเล็งเห็นถึงประโยชน์การใช้ประโยชน์สิทธิ FTA ความสำคัญของการผลิตสินค้าโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) ให้ได้ถิ่นกำเนิดไทยตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อป้องกันการถูกเพ่งเล็งว่าเป็นสินค้าที่ปลอมแปลงหรือแอบอ้างถิ่นกำเนิด ที่สหรัฐมีแนวโน้มใช้นโยบายกีดกันทางการค้า
ปีหน้ากรมจะเดินหน้าให้ความรู้กับผู้ประกอบการรวม 10 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา ลำพูน หนองคาย นครพนม นครราชสีมา กาญจนบุรี บุรีรัมย์ และสงขลา ถึงความสำคัญและการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงที่ประเทศไทยมี
ขณะนี้กรมยังอยู่ระหว่างเตรียมการออกกฎระเบียบและจัดทำระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับการใช้บังคับความตกลง ทั้งความตกลงที่มีอยู่เดิม เช่น อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) ที่เพิ่มรูปแบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง และไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ที่ให้มีการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-CO ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 และความตกลงฉบับใหม่ล่าสุด ได้แก่ FTA ไทย-ศรีลังกา (SLTFTA) ที่คาดว่าจะใช้บังคับในวันที่ 1 มี.ค. 2568 ด้วย
ชิ้นส่วนยานยนต์ตั้งรับทรัมป์ 2.0
นายณัฐชนน จันทองปาน กรรมการฝ่ายเศรษฐกิจและภาษี สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) กล่าวว่า หลังจากที่สหรัฐได้ประธานาธิบดีคนใหม่เป็นนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นสิ่งที่ผู้ส่งออกไทยมองว่าจะรักษาเสถียรภาพฐานการส่งออกในตลาดนี้ได้อย่างไร ทั้งเรื่องคุณภาพ ต้นทุนการผลิต และการส่งมอบ เพราะถือว่าตลาดสหรัฐเป็นตลาดส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญของไทย
“มองว่าแม้การส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ในช่วงนี้จะมีปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ถือว่ายังมีความเสี่ยง เพราะจากนโยบายทรัมป์ที่จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า สำหรับไทยมีแนวโน้มจะถูกขึ้นภาษี 10% จีนมีโอกาสถูกขึ้นภาษี 60% เม็กซิโกและแคนาดาก็มีการถูกปรับภาษีนำเข้าถึง 20% ซึ่งยังต้องติดตาม แต่ยังถือว่าประเทศไทยยังมีโอกาสกว่าประเทศอื่น”
อย่างไรก็ดี แม้สงครามทางการค้าอาจจะไม่เกิดขึ้น ผู้ส่งออกไทยก็จำเป็นจะต้องปรับตัวและใช้ประโยชน์จาก FTA เพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งออก แม้ไทยจะไม่มี FTA กับสหรัฐก็ตาม แต่ไทยยังมีคู่ค้า พาร์ตเนอร์ในตลาดสหรัฐ ผู้ส่งออกของไทยจำเป็นจะต้องสร้างความเข้าใจ ข้อตกลงให้ผู้นำเข้าเล็งเห็นว่าสินค้าที่มาจากประเทศไทยนั้นถูกต้อง รวมไปถึงจะต้องไม่ให้เกิดการสวมสิทธิ และปกป้องสินค้าไทยเพื่อโอกาสการเติบโตและขยายการส่งออก เพราะถือว่าการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์มีมูลค่าต่อปีประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
2 ปท.รุกส่งออกผลไม้แข่งไทย
นางชมชนก เอี่ยมสกุล กรรมการ บริษัท แพลทินัม ฟรุ๊ต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัททำการส่งออกผลไม้ อาทิ ทุเรียน ลำไย ไปตลาดสำคัญ เช่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน อินโดนีเซีย ซึ่งเราถือว่าเป็นเบอร์หนึ่งที่ส่งออกไปยังตลาดนี้ จากคุณภาพ รสชาติ มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้นำเข้า และผู้บริโภคในประเทศ แม้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 การส่งออกสินค้าของบริษัทยังมีการเติบโต มียอดส่งออกเพิ่มขึ้น ถือว่าเป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส และอนาคตจะขยายตลาดส่งออกไปยังอินเดียเพิ่มขึ้น
“จากการติดตาม อัพเดต กฎระเบียบ มาตรฐานและเงื่อนไขของประเทศผู้นำเข้า ทำให้เรามีความพร้อมและสามารถตั้งรับกับปัญหาสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะประเทศผู้นำเข้าล้วนให้ความสำคัญกับผู้บริโภคภายในประเทศ และยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงด้านการค้า ส่งผลให้ผู้นำเข้าเริ่มมีข้อกำหนด มาตรฐานเพิ่มขึ้น รวมไปถึงมาตรฐานโรงงาน การเตรียมความพร้อมหรือการใช้สิทธิประโยชน์ที่ประเทศไทย ล้วนเป็นโอกาสและแต้มต่อสำคัญในการผลักดันการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ”
อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าผลไม้ไปในตลาดต่างประเทศ ยังมีความท้าทายที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยจะเห็นจากความได้เปรียบของเวียดนาม ที่มี FTA กับหลายประเทศ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียกำลังขออนุญาตส่งออกผลไม้สดเข้าจีน ผู้ส่งออกไทยจำเป็นจะต้องรักษาคุณภาพมาตรฐานของสินค้าและยกระดับเจาะกลุ่มตลาดสินค้าพรีเมี่ยมเพื่อยังคงรักษาและขยายตลาดการส่งออกในตลาดให้ได้ และการใช้สิทธิประโยชน์ ยังเป็นแต้มต่อที่จะทำให้เกิดการส่งออกมีมูลค่าเพิ่ม และการแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดต่างประเทศได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : FTA ตัวช่วยผู้ส่งออกไทยสู้ศึกปี’68 แต้มต่อ “เอสเอ็มอี” รับมือทรัมป์ 2.0
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net