โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

FTA ตัวช่วยผู้ส่งออกไทยสู้ศึกปี’68 แต้มต่อ “เอสเอ็มอี” รับมือทรัมป์ 2.0

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 ม.ค. 2568 เวลา 03.11 น. • เผยแพร่ 03 ม.ค. 2568 เวลา 03.11 น.

สถานการณ์การค้าโลกที่แข่งขันรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ-จีน ที่ต้องการจะปกป้องการค้าและอุตสาหกรรมภายในประเทศ การออกมาตรการกีดกัน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษี มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ล้วนจะมีผลกระทบต่อการค้า-การส่งออกทั่วโลก รวมไปถึงประเทศไทย

ดังนั้น การใช้สิทธิประโยชน์ในข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) จึงมีส่วนสำคัญในการสร้างแต้มต่อ ด้านการค้า-การส่งออกของไทยไปในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันพบว่าการใช้สิทธิประโยชน์ FTA ของผู้ประกอบการไทยยังคงน้อยมาก โดยในปี 2568 นี้ กรมการค้าต่างประเทศจะผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาใช้สิทธิประโยชน์ FTA ให้มากขึ้น เพื่อดันส่งออกสินค้าไทยไปในต่างประเทศ

เร่งใช้ FTA ปีหน้าโต 5%

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ในปี 2568 กรมมีเป้าหมายจะส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย เข้ามาใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ซึ่งปัจจุบันไทยมี FTA แล้วทั้งสิ้น 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศคู่ค้าทั้งในรูปแบบพหุภาคีภูมิภาค และทวิภาคี เช่น ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น ความตกลง RCEP

รวมถึงฉบับล่าสุดที่ประเทศไทยได้ลงนามแล้ว ได้แก่ ความตกลงการค้าเสรีไทย-ศรีลังกา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งเป็น FTA ฉบับที่ 15 ของไทย และความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA ที่เจรจาเสร็จแล้ว และมีกำหนดลงนามความตกลงในเดือนมกราคม 2568 โดยกรมวางเป้าหมายการใช้ประโยชน์ FTA เพิ่มขึ้น 5% จากปี 2567 ซึ่งมีการขอใช้สิทธิ FTA ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 มีมูลค่า 63,501 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ FTA 85% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าของสินค้าที่ได้รับสิทธิ โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปยังตลาดอาเซียน จีน และญี่ปุ่น สินค้าสำคัญที่ใช้ เช่น รถยนต์ ทุเรียน ยางสังเคราะห์และแฟกติชที่ได้จากน้ำมัน เนื้อไก่แปรรูป เป็นต้น โดยคาดว่าทั้งปีจะใช้สิทธิ FTA ขยายตัว 2-3%

“สิทธิประโยชน์ FTA ที่ผู้ประกอบการจะได้รับและเข้ามาใช้ประโยชน์ในการส่งออกที่ประเทศไทยมีข้อตกลงร่วมกัน จะทำให้สินค้าของไทยไม่ต้องเสียภาษี มีภาษีเป็น 0% หรืออย่างน้อยก็เสียภาษีในระดับต่ำกว่าคู่แข่งที่ไม่มีข้อตกลงด้วย และยิ่งปีหน้ามีความท้าทายด้านการค้าโลก ทรัมป์ 2.0 นโยบาย America First จึงเป็นสิ่งที่ผู้ส่งออก เอสเอ็มอี ควรจะมีแต้มต่อในการแข่งขันและตลาดโลก การใช้สิทธิประโยชน์ FTA จึงเป็นทางเลือกที่ต้องให้ความสำคัญ”

สกัดสินค้าแอบอ้างสวมสิทธิ

อย่างไรก็ดี เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยผู้ส่งออกเล็งเห็นถึงประโยชน์การใช้ประโยชน์สิทธิ FTA ความสำคัญของการผลิตสินค้าโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) ให้ได้ถิ่นกำเนิดไทยตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อป้องกันการถูกเพ่งเล็งว่าเป็นสินค้าที่ปลอมแปลงหรือแอบอ้างถิ่นกำเนิด ที่สหรัฐมีแนวโน้มใช้นโยบายกีดกันทางการค้า

ปีหน้ากรมจะเดินหน้าให้ความรู้กับผู้ประกอบการรวม 10 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา ลำพูน หนองคาย นครพนม นครราชสีมา กาญจนบุรี บุรีรัมย์ และสงขลา ถึงความสำคัญและการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงที่ประเทศไทยมี

ขณะนี้กรมยังอยู่ระหว่างเตรียมการออกกฎระเบียบและจัดทำระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับการใช้บังคับความตกลง ทั้งความตกลงที่มีอยู่เดิม เช่น อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) ที่เพิ่มรูปแบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง และไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ที่ให้มีการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-CO ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 และความตกลงฉบับใหม่ล่าสุด ได้แก่ FTA ไทย-ศรีลังกา (SLTFTA) ที่คาดว่าจะใช้บังคับในวันที่ 1 มี.ค. 2568 ด้วย

ชิ้นส่วนยานยนต์ตั้งรับทรัมป์ 2.0

นายณัฐชนน จันทองปาน กรรมการฝ่ายเศรษฐกิจและภาษี สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) กล่าวว่า หลังจากที่สหรัฐได้ประธานาธิบดีคนใหม่เป็นนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นสิ่งที่ผู้ส่งออกไทยมองว่าจะรักษาเสถียรภาพฐานการส่งออกในตลาดนี้ได้อย่างไร ทั้งเรื่องคุณภาพ ต้นทุนการผลิต และการส่งมอบ เพราะถือว่าตลาดสหรัฐเป็นตลาดส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญของไทย

“มองว่าแม้การส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ในช่วงนี้จะมีปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ถือว่ายังมีความเสี่ยง เพราะจากนโยบายทรัมป์ที่จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า สำหรับไทยมีแนวโน้มจะถูกขึ้นภาษี 10% จีนมีโอกาสถูกขึ้นภาษี 60% เม็กซิโกและแคนาดาก็มีการถูกปรับภาษีนำเข้าถึง 20% ซึ่งยังต้องติดตาม แต่ยังถือว่าประเทศไทยยังมีโอกาสกว่าประเทศอื่น”

อย่างไรก็ดี แม้สงครามทางการค้าอาจจะไม่เกิดขึ้น ผู้ส่งออกไทยก็จำเป็นจะต้องปรับตัวและใช้ประโยชน์จาก FTA เพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งออก แม้ไทยจะไม่มี FTA กับสหรัฐก็ตาม แต่ไทยยังมีคู่ค้า พาร์ตเนอร์ในตลาดสหรัฐ ผู้ส่งออกของไทยจำเป็นจะต้องสร้างความเข้าใจ ข้อตกลงให้ผู้นำเข้าเล็งเห็นว่าสินค้าที่มาจากประเทศไทยนั้นถูกต้อง รวมไปถึงจะต้องไม่ให้เกิดการสวมสิทธิ และปกป้องสินค้าไทยเพื่อโอกาสการเติบโตและขยายการส่งออก เพราะถือว่าการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์มีมูลค่าต่อปีประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

2 ปท.รุกส่งออกผลไม้แข่งไทย

นางชมชนก เอี่ยมสกุล กรรมการ บริษัท แพลทินัม ฟรุ๊ต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัททำการส่งออกผลไม้ อาทิ ทุเรียน ลำไย ไปตลาดสำคัญ เช่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน อินโดนีเซีย ซึ่งเราถือว่าเป็นเบอร์หนึ่งที่ส่งออกไปยังตลาดนี้ จากคุณภาพ รสชาติ มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้นำเข้า และผู้บริโภคในประเทศ แม้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 การส่งออกสินค้าของบริษัทยังมีการเติบโต มียอดส่งออกเพิ่มขึ้น ถือว่าเป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส และอนาคตจะขยายตลาดส่งออกไปยังอินเดียเพิ่มขึ้น

“จากการติดตาม อัพเดต กฎระเบียบ มาตรฐานและเงื่อนไขของประเทศผู้นำเข้า ทำให้เรามีความพร้อมและสามารถตั้งรับกับปัญหาสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะประเทศผู้นำเข้าล้วนให้ความสำคัญกับผู้บริโภคภายในประเทศ และยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงด้านการค้า ส่งผลให้ผู้นำเข้าเริ่มมีข้อกำหนด มาตรฐานเพิ่มขึ้น รวมไปถึงมาตรฐานโรงงาน การเตรียมความพร้อมหรือการใช้สิทธิประโยชน์ที่ประเทศไทย ล้วนเป็นโอกาสและแต้มต่อสำคัญในการผลักดันการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ”

อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าผลไม้ไปในตลาดต่างประเทศ ยังมีความท้าทายที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยจะเห็นจากความได้เปรียบของเวียดนาม ที่มี FTA กับหลายประเทศ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียกำลังขออนุญาตส่งออกผลไม้สดเข้าจีน ผู้ส่งออกไทยจำเป็นจะต้องรักษาคุณภาพมาตรฐานของสินค้าและยกระดับเจาะกลุ่มตลาดสินค้าพรีเมี่ยมเพื่อยังคงรักษาและขยายตลาดการส่งออกในตลาดให้ได้ และการใช้สิทธิประโยชน์ ยังเป็นแต้มต่อที่จะทำให้เกิดการส่งออกมีมูลค่าเพิ่ม และการแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดต่างประเทศได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : FTA ตัวช่วยผู้ส่งออกไทยสู้ศึกปี’68 แต้มต่อ “เอสเอ็มอี” รับมือทรัมป์ 2.0

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...