โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนมองหนัง : 20 ปี 'Shrek' : 'ยักษ์เขียว' ผู้ทำลายขนบ 'เทพนิยายดิสนีย์'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 16 พ.ค. 2564 เวลา 07.05 น. • เผยแพร่ 16 พ.ค. 2564 เวลา 06.55 น.

 

20 ปี ‘Shrek’

: ‘ยักษ์เขียว’ ผู้ทำลายขนบ ‘เทพนิยายดิสนีย์’

 

ไม่มีใครปฏิเสธว่าวงการภาพยนตร์แอนิเมชั่นของฮอลลีวู้ดในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล เพราะการถือกำเนิดขึ้นของ “Toy Story” ผลงาน-หมุดหมายสำคัญจากค่าย “พิกซาร์” ในเครือ “ดิสนีย์”

อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจมองข้ามอิทธิพลความสำเร็จของ “Shrek” หนังแอนิเมชั่นค่าย “ดรีมเวิร์กส์” ที่พึ่งพาเทคโนโลยีการสร้างภาพพิเศษทางคอมพิวเตอร์แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงในปี 2001

ดังที่ “คริสโตเฟอร์ ฮอลลิเดย์” อาจารย์สาขาภาพยนตร์ศึกษาจากคิงส์คอลเลจ ลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร อธิบายว่าสถานภาพสูงเด่นของ “Shrek” ในวงการการ์ตูนอเมริกัน ก็คือการแผ้วทางหนทางให้ผลงานแอนิเมชั่นที่มีเนื้อหาเชิงเยาะเย้ยเสียดสีและสร้างภาวะป่วนปั่นแบบอนาธิปไตย ได้มีที่ทางอยู่ในอุตสาหกรรมมาตราบถึงปัจจุบัน

 

จากปลายทศวรรษ 1990 สู่หลังสหัสวรรษใหม่ “การปฏิวัติดิจิตอล” (การหันมาพึ่งพาเทคนิคการสร้างภาพด้วยคอมพิวเตอร์-ซีจี) ในวงการผลิตภาพยนตร์แอนิเมชั่น ได้เริ่มดำเนินไปอย่างช้าๆ แต่มั่นคง

ฝั่ง “พิกซาร์” เอง นอกจาก “Toy Story” (1995) ก็ยังมี “A Bug’s Life” (1998) ตามด้วย “Toy Story 2” (1999) ที่ต่างดำรงตนเป็นหลักไมล์ของความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีดังกล่าว

ยังมีผลงานน่าสนใจร่วมสมัยเรื่องอื่นๆ อย่าง “Final Fantasy : The Spirits Within” และ “Jimmy Neutron : Boy Genius” ในปี 2001 ซึ่งเป็นเสมือนบททดสอบความเป็นไปได้ของการสร้างสรรค์ “ตัวละคร” ขึ้นมาจากเทคนิคพิเศษทางคอมพิวเตอร์ ก่อนการมาถึงของ “Shrek”

ทางฟาก “ดรีมเวิร์กส์” ก็เริ่มสร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่นด้วยเทคนิคซีจีแบบเต็มตัว ผ่านผลงานเรื่อง “Ants” ซึ่งเล่าเรื่องราวของอาณาจักรมดใต้พื้นพิภพในปี 1998

นี่คือการประกบคู่ประลองเชิงกับ “A Bug’s Life” ของ “พิกซาร์” อยู่กลายๆ หากพิจารณาที่ความพ้องกันของเนื้อหา การใช้เทคนิคงานสร้างอันคล้ายคลึงกัน และช่วงเวลาการเข้าโรงฉาย ที่เว้นระยะห่างระหว่างกันเพียงแค่เดือนเดียว

แม้ศึกหนนั้นจะจบลงด้วยชัยชนะของ “พิกซาร์/ดิสนีย์” เมื่อ “A Bug’s Life” โกยรายได้ทั่วโลกไป 363.3 ล้านเหรียญ ส่วน “Antz” ทำรายได้รวม 171.8 ล้านเหรียญ

แต่นั่นเป็นเพียงบทเริ่มต้นของสงคราม ซึ่งสภาวะการประชันขันแข่งระหว่างสองสตูดิโอแอนิเมชั่นจะเข้มข้นดุเดือดยิ่งขึ้น โดยมีอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม

กล่าวคือ “เจฟฟรีย์ แคตเซนเบิร์ก” หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท “ดรีมเวิร์กส์” นั้นเป็นอดีตบุคลากรที่ถูกไล่ออกมาจาก “วอลต์ดิสนีย์” เมื่อปี 1994

 

หลังชิมลางกับการสร้างแอนิเมชั่นด้วยเทคนิคพิเศษทางคอมพิวเตอร์ “ดรีมเวิร์กส์” ก็ย้อนกลับไปสร้างหนังแอนิเมชั่นในรูปแบบดั้งเดิมอีกสองเรื่อง คือ “The Prince of Egypt” และ “The Road to El Dorado”

ก่อนจะได้ฤกษ์ทำคลอด “Shrek” ในปี 2001 ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือความสำเร็จทางด้านเงินและกล่องอันท่วมท้น พิสูจน์จากรายได้ทั่วโลก 488 ล้านเหรียญ

ส่งผลให้ “ดรีมเวิร์กส์” ผงาดขึ้นเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นอเมริกัน และกลายเป็นคู่แข่งรายสำคัญของ “พิกซาร์”

“Shrek” ดัดแปลงเนื้อหามาจากหนังสือนิยายภาพชื่อเดียวกันของ “วิลเลียม สไตก์” ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1990

เป้าหมายในการผลิตหนังเรื่อง “Shrek” ของทีมงาน “ดรีมเวิร์กส์” ก็คือการทำภาพยนตร์แอนิเมชั่นสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งมีการแทนที่อาณาจักรมนตราในเทพนิยายแบบเด็กๆ ด้วยบ่อโคลนและหนองบึงของเจ้ายักษ์เขียว

หนังแอนิเมชั่นเรื่องนี้พยายามวางระยะห่าง รวมทั้งเหยียดเย้ย-เสียดสีโครงสร้างเรื่องราวแบบเทพนิยายโรแมนติกหรือพล็อตแนว “สิ่งมีชีวิตตัวเล็กตัวน้อยที่อาศัยอยู่ในบ้าน” ตามแบบแผนของ “ดิสนีย์”

ตลอดจนพยายามอ้างอิงวรรณกรรม ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ และวัฒนธรรมสมัยนิยมแขนงต่างๆ แบบแตะนู่นนิดนี่หน่อย

อันจะกลายเป็นแนวทางสำหรับการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดฮิตในช่วงเวลาถัดมา

เทคนิคการสร้างภาพพิเศษด้วยคอมพิวเตอร์ใน “Shrek” นั้นก้าวหน้าไปอีกขั้น ด้วยการสร้างภาพ “ไฟ” และ “น้ำ” ได้อย่างมีชีวิตชีวา และสร้างตัวละครมนุษย์ให้มีลักษณะน่าเชื่อถือมากขึ้น

หนังยังโดดเด่นด้วยการว่าจ้าง “คนดังเกรดเอ” เช่น “ไมก์ ไมเยอร์ส” “คาเมรอน ดิแอซ” และ “เอ็ดดี เมอร์ฟี” เป็นต้น มาพากย์เสียงตัวละคร โดย “ดรีมเวิร์กส์” ได้นำดาราเหล่านี้ไปเดินสายร่วมแคมเปญโปรโมตหนังด้วย

ซึ่งถือเป็นแนวทางการตลาดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในแวดวงภาพยนตร์แอนิเมชั่น

 

หลังความสำเร็จในปี 2001 “Shrek” กลายเป็น “แบรนด์/ปกรณัมร่วมสมัย” ที่ทรงอิทธิพล และถูกขยับขยายขอบเขตไปอย่างกว้างขวาง ผ่านการมีภาพยนตร์ภาคต่อจำนวนสามภาค ระหว่างปี 2004-2010 มีหนังภาคแยกอย่าง “Puss in Boots” ในปี 2011 และมีหนังตอนพิเศษสำหรับเทศกาลคริสต์มาสและฮัลโลวีนออกอากาศทางโทรทัศน์

ยังไม่ต้องรวมวิดีโอเกม, ละครเพลง และสวนสนุก อันเกี่ยวเนื่องกับ “เจ้ายักษ์เขียว” ในภาพยนตร์แอนิเมชั่น

มรดกอีกชิ้นหนึ่งที่ภาพยนตร์แอนิเมชั่นวัย 20 ปีเต็ม มอบไว้ให้แก่อุตสาหกรรมบันเทิงสหรัฐ ก็คือ เพลงประกอบภาพยนตร์ ดังที่ “นิตยสารวาไรตี้” เขียนยกย่องว่าซาวด์แทร็กของ “Shrek” คือ “บรรทัดฐานทางวัฒนธรรมในยุคสหัสวรรษใหม่”

เพราะไม่เพียงแค่ผลงานเพลงประกอบของหนังภาคแรกจะติดอันดับ “บิลบอร์ด 200” และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง “รางวัลแกรมมี่”

ทว่าบทเพลงที่โดดเด่นในหนังและโด่งดังในหมู่คนฟัง คือ “All Star” โดยวงร็อก “Smash Mouth” ซึ่งเป็นเพลงแนะนำตัวละคร “เชร็ค” ยักษ์เขียวอารมณ์ร้าย ก็มีความดิบ-สนุกสนาน-แหวกกรอบ จนแตกต่างจาก “เพลงการ์ตูนดิสนีย์” ยุค 1990 ที่ขับเน้นความไพเราะอ่อนหวานอย่างลิบลับ

สอดคล้องกับเป้าประสงค์หลักในภาพใหญ่ที่ “ดรีมเวิร์กส์” จงใจจิกแซะ-กร่อนเซาะ “ดิสนีย์/พิกซาร์” อยู่เป็นทุนเดิม

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีห้วงเวลาสองทศวรรษที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำ แต่อนาคตในจอภาพยนตร์ของ “Shrek” กลับยังไม่แน่นอน

โดยทาง “ดรีมเวิร์กส์” ได้ดำเนินการสร้าง “หนังภาคห้า” มาอย่างยืดเยื้อยาวนานหลายปี ผ่านขั้นตอนเลิกทำ, กลับมาทำใหม่ แล้วก็เลิกทำอีกครั้ง หนแล้วหนเล่า

คำชี้แจงล่าสุดที่บริษัทเผยแพร่ออกมา ก็คือแฟนๆ อาจได้เห็นตัวละคร “เชร็ค” “ดองกี” และ “ฟิโอนา” ไปปรากฏกายในโปรเจ็กต์อื่นๆ

ข้อมูลจากบทความ Shrek at 20 : celebrating the film’s unique brand of animated anarchy and sardonic irreverence โดย Christopher Holliday

https://theconversation.com/shrek-at-20-celebrating-the-films-unique-brand-of-animated-anarchy-and-sardonic-irreverence-159797

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...