โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

บี้ลดดอกเบี้ยรายย่อยยกแผง "พิโกไฟแนนซ์" ต่อคิวลด 2-4%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 ส.ค. 2563 เวลา 02.50 น. • เผยแพร่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 00.01 น.

“แบงก์ชาติ-คลัง” แท็กทีมกดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยยกแผง คลังรับลูก ธปท. เตรียมชง “ปรีดี” รมว.คลังไฟเขียวหั่นดอกเบี้ย “พิโกไฟแนนซ์” ทั่วประเทศลง 2-4% หลัง ธปท.ออกประกาศลดเพดานดอกเบี้ย “บัตรเครดิต-พีโลน-นาโนไฟแนนซ์” มีผลตั้งแต่ 1 ส.ค. 2563 พร้อมใช้ “ออมสิน” เครื่องมือแข่งกดดอกเบี้ยตลาด

บีบลดดอกเบี้ยช่วยรายย่อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยจากสถานการณ์โควิด-19 ระยะที่ 2 โดยให้สถาบันการเงิน ทั้งแบงก์และน็อนแบงก์ ลดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล (พีโลน) ลง 2-4% ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2563 เป็นต้นไปนั้น ธปท.ได้ยืนยันว่า การลดเพดานดอกเบี้ยถือว่าเป็น “มาตรการถาวร” ส่วนมาตรการขั้นต่ำอื่น ๆ อาทิ การลดวงเงินชำระหนี้ขั้นต่ำ การแปลงหนี้บัตรเครดิตเป็นเทอมโลน เป็นต้น จะเป็น “มาตรการชั่วคราว” ที่มีผลบังคับใช้ถึงสิ้นปี 2564

นอกจากนี้ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ได้ลงนามออกประกาศเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2563 ให้สถาบันการเงินทุกแห่งที่ดำเนินธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ (นาโนไฟแนนซ์) ปล่อยกู้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใด ๆ ที่เรียกเก็บจากลูกหนี้เหลือไม่เกิน 33% ต่อปี จากเดิมที่เรียกเก็บได้ถึง 36% ต่อปี หรือปรับลดเพดานลงไป 3% ซึ่งประกาศดังกล่าวกำหนดให้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2563 เป็นต้นไป เช่นเดียวกับการลดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล

แหล่งข่าวจากแวดวงการเงิน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การที่ ธปท.มีการประกาศเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ด้วยนั้น เนื่องจากทางการเกรงว่า สถาบันการเงินที่มีการปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์อยู่ด้วย อาจจะย้ายลูกค้าจากพอร์ตสินเชื่อพีโลนไปพอร์ตนาโนไฟแนนซ์แทน เนื่องจากยังคิดดอกเบี้ยได้สูงอยู่

รายได้หายเดือนละ 100 ล้าน

นางพิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจบัตรเครดิต บมจ.บัตรกรุงไทย (เคทีซี) กล่าวว่า ผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นการถาวร ตามมาตรการของ ธปท. พบว่า มีผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยของบริษัท ทั้งบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล รวมประมาณ 100 ล้านบาทต่อเดือน

นายนันทวัฒน์ โชติวิจิตร กรรมการบริหาร บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) กล่าวว่า การลดเพดานดอกเบี้ยตามมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ระยะที่ 2 นั้น ประเมินว่าจะกระทบกับรายได้ดอกเบี้ยของบริษัทจะลดลงราว 10% จากพอร์ตสินเชื่อคงค้างที่มีอยู่ทั้งสิ้น 8 หมื่นล้านบาท และฐานบัตรรวมอยู่ที่ 8-9 ล้านใบ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทมีลูกค้าที่ชำระขั้นต่ำอยู่ประมาณ 70% และอีก 30% ชำระเต็มจำนวน

คลังจ่อลด ดบ.พิโกไฟแนนซ์

ขณะที่แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เพื่อให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับนโยบายของ ธปท. ในการดูแลผู้กู้รายย่อย ทางกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาปรับลดเพดานดอกเบี้ยธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด ภายใต้การกำกับ (พิโกไฟแนนซ์) ลงด้วยเช่นเดียวกัน โดยอาจจะปรับลดในระดับใกล้เคียงกัน อยู่ในช่วง 2-4% อย่างไรก็ดี เรื่องนี้จะต้องรอให้นายปรีดี ดาวฉาย รมว.คลังคนใหม่เข้ามาพิจารณาให้ความเห็นชอบอีกที

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ ที่ปัจจุบันคิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 36% ต่อปี เนื่องจากต้องการให้มีความสอดคล้องกับ ธปท. ที่ได้มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ระยะที่ 2 ในส่วนที่เป็นการลดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิต, สินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ซึ่งเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา

“ส่วนจะลดลงเท่าไหร่นั้น จะต้องมีการประเมินความเสี่ยงของตลาด และต้องทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับความเสี่ยง เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ไม่มีหลักประกัน จึงมีความเสี่ยงมากกว่าการปล่อยสินเชื่อประเภทอื่น ๆ พร้อมกันนี้ ก็ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นในฝั่งของผู้ประกอบการด้วย โดยที่ผ่านมาก็ได้มีการหารือร่วมกับสมาคมพิโกไฟแนนซ์ไปแล้ว” นายลวรณกล่าว

โดยข้อมูล ณ เดือน พ.ค. 2563 พบว่า สินเชื่อประเภทพิโกไฟแนนซ์ มีผู้เปิดดำเนินการธุรกิจทั้งสิ้น 699 ราย ใน 71 จังหวัด และสินเชื่อประเภทพิโกพลัส มีผู้เปิดดำเนินการ 50 ราย ใน 25 จังหวัด ขณะที่ยอดสินเชื่ออนุมัติสะสมและยอดสินเชื่อคงค้างสะสม จนถึง ณ สิ้นเดือน เม.ย. 2563 อยู่ที่ 254,890 บัญชี เป็นเงิน 6,745.02 ล้านบาท และมียอดสินเชื่อคงค้างสะสมทั้งสิ้น 105,689 บัญชี เป็นเงิน 2,591.32 ล้านบาท

MTC ไม่สะเทือนคิด ดบ. 28%

นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด หรือ MTC เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แม้ว่า ธปท.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ลงมาเหลือ 33% จากเพดานเดิมไม่เกิน 36% บริษัทไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทคิดอัตราดอกเบี้ยลูกค้าเพียง 28% เท่านั้น จึงไม่มีผลต่อรายได้ โดยปัจจุบันบริษัทมีสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์อยู่ที่ 4,000 ล้านบาท คิดเป็น 8% ของยอดสินเชื่อคงค้างทั้งหมด 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทมีรายได้ดอกเบี้ยจากธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ประมาณ 900 ล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ดี สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ เป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ทำให้ผู้ประกอบการต่าง ๆ รวมถึง MTC ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งโดยเฉลี่ยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์เติบโต 10-20% คิดเป็นยอดสินเชื่อปล่อยใหม่อยู่ที่ 1,000 ล้านบาทต่อเดือน เฉลี่ยวงเงินกู้อยู่ที่ 2-4 หมื่นบาทต่อราย

“ปีนี้เราคงไม่เน้นปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์มาก เพราะเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยง ทุกคนเข้มงวดมาก เราเองก็จะเน้นสินเชื่อที่มีหลักประกันมากขึ้น”

ดึง “ออมสิน” เครื่องมือ

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีนโยบายให้ “ธนาคารออมสิน” ขยายบทบาทธุรกิจน็อนแบงก์ และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ โดยมีเป้าหมายเป็นผู้นำตลาด เพื่อให้สามารถชี้นำกำหนดอัตราดอกเบี้ยในตลาดให้ต่ำลง 8-10% ปัจจุบันที่คิดดอกเบี้ยกันสูงตั้งแต่ 28-36% ต่อปี

โดยนายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ให้สัมภาษณ์หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาว่า ธนาคารออมสินจะขยายบทบาทเข้าสู่ธุรกิจน็อนแบงก์ เพราะสินเชื่อที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ คิดอัตราดอกเบี้ยสูงเกินไป 24-28% ต่อปี จนกลายเป็นภาระหนักสำหรับผู้บริโภค โดยธนาคารตั้งเป้าว่าจะเข้าสู่ธุรกิจน็อนแบงก์ในอีก 6 เดือนข้างหน้า พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกค้าจากทุกที่เข้ามารีไฟแนนซ์ เพื่อช่วยลดภาระประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อย โดยมีเป้าหมายลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ระดับ 8-10% จากปัจจุบันน็อนแบงก์คิดดอกเบี้ย 24-28% ซึ่งการที่ออมสินนำร่องลดดอกเบี้ยก็จะกดดันให้ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ต้องหั่นดอกเบี้ยเช่นกันเพื่อรักษาฐานลูกค้า ซึ่งจะดึงให้อัตราดอกเบี้ยทั้งตลาดปรับตัวลดลง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...