โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

10 เทรนด์ที่เกิดขึ้นตอนนี้และควรรู้ในการตลาดเพื่ออนาคต

Marketing Oops

อัพเดต 07 ธ.ค. 2560 เวลา 11.17 น. • เผยแพร่ 07 ธ.ค. 2560 เวลา 08.55 น. • Molek

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานั้นผมได้มีโอกาสได้ขึ้นเวทีกับการบรรยายในงานครบรอบ 5 ปีของที่บริษัท Phoinikas Agency ซึ่งในงานนั้นผมได้รวบรวมประสบการณ์จากการไปฟังสัมมนาที่ต่างประเทศมาในระยะเวลา 2-3 ปีนี้ที่อเมริกา ไม่ว่าจะจากงาน Advertising Week ที่นิวยอร์กและ SXSW ที่ออสติน ซึ่งจากการไปทั้ง 2 งานมานี้ ทำให้ผมสามารถเชื่อมโยงและมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ว่าโลกของการทำการตลาดและโฆษณายังเป็นอย่างไรต่อไป

World of chaos from Chakard Chalayut**

ในหัวข้อที่ผมขึ้นพูดนั้น ผมใช้หัวข้อว่า World of Chaos ซึ่งหมายถึงเรากำลังเข้าสู่ยุคแห่งความโกลาหลอย่างมาก เพราะในยุคนี้สิ่งที่เกิดคือ Speed of Change นั้นมีสูงมาก การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตที่ผ่านนั้นใช้เวลาจากหลักหลายสิบปี เหลือเพียงหลักเดือนเท่านั้นในตอนนี้ นอกจากนี้ผู้บริโภคเองก็สามารถปรับตัวให้รับกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้เร็วขึ้นอย่างมาก รวมทั้งการประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ ของผู้บริโภคก็เร็วขึ้น ความโกลาหลเหล่านี้ทำให้แบรนด์ สื่อ และเอเจนซี่เองต่างก็ต้องเร่งปรับตัวอย่างมากเพื่อให้ทันกระแสตรงนี้ นอกจากกระแสความโกลาหลเหล่านี้ ยังมีเรื่องพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค และบริบททางสังคมที่มีความสับสนวุ่นวาย ทั้งนี้จากประสบการณ์ที่ได้เห็นมา ผมเลยรวบรวม 10 เรื่องที่จะมีบทบาทในอนาคตตั้ง 1-5 ปีนี้ออกมา 10 ข้อ คือ

Screen Shot 2560-12-07 at 09.32.07

1.Broken Trust : สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทำให้ยุคนี้ผู้บริโภคขาดความเชื่อใจสังคม การเมืองและแบรนด์ที่ไม่น่าไว้ใจขึ้นมา ผู้บริโภคมองว่าโลกนี้มีผู้เชี่ยวชาญที่มากเกินไปและเริ่มรำคาญผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ สิ่งที่ต้องการคือการที่แบรนด์นั้นต้องทำตัวให้น่าไว้ใจได้ โดยการทำตัวเองให้มีจุดยืน พูดให้ชัดเจน และแสดงความจริงใจของแบรนด์ออกมา แบรนด์ยุคนี้ต้องกลายเป็นตัวแทนผู้บริโภคในการนำสังคมขึ้นมาให้ได้ว่าจะทำอะไรให้สังคมนั้นดีขึ้นมาให้ได้

Screen Shot 2560-12-07 at 09.32.23

2. Storydoing แทน Storytelling : เมื่อทุกคนทำ Content Marketing และทำ Storytelling สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Content เหล่านี้จะเกิดขึ้นมากมาย และผู้บริโภคจะเริ่มเบื่อแบรนด์ที่เอาแต่พูดอย่างเดียว แต่ไม่ได้เห็นคุณค่าของแบรนด์ได้ตามที่พูดเลย ซึ่งในอนาคตแบรนด์ที่ทำมากกว่าพูดจะกลายเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะสร้าง Positioning ของแบรนด์ในใจคนขึ้นมาว่า สิ่งที่แบรนด์ทำนั้นมีคุณค่าอย่างไรต่อผู้บริโภคและทำไมผู้บริโภคต้องเลือกและมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์เหล่านี้ ซึ่งการทำ Story doing มีผลดีทั้งในแง่ของคุณค่า รายได้ และใช้งบลงทุนน้อยกว่า แต่มีการพูดถึงมากกว่า

Screen Shot 2560-12-07 at 09.33.47

3. Psychology & Behaviour : เมื่อตัวเลือกแบรนด์ สินค้าและบริการต่างเหมือน ๆ กัน ทำอย่างไรถึงจะสร้างความแตกต่างขึ้นมาได้และความน่าสนใจขึ้นมาได้ สิ่งนั้นคือการเข้าใจจิตวิทยาและพฤติกรรมของมนุษย์ขึ้นมาว่ามีวิธีคิดในการเลือกสินค้าและบริการอย่างไร ตัดสินใจเช่นไร ซึ่งจากงานวิจัยในไม่นานมานี้พบว่ามนุษย์ตัดสินใจจากอารมณ์ถึง 95% และเลือกสินค้าตามพฤติกรรมที่ฝั่งในจิตใจ ซึ่งพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปทำให้ผู้บริโภคหันมาเลือกอะไรที่ Personalise มากขึ้นไปอีก ซึ่งใครสนใจในเรื่องนี้แนะนำให้หาอ่าน เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม จะทำให้เห็นภาพมากขึ้น

4. Brand as experience : ในยุคที่แข่งขันสูง การมีลูกค้าและรักษาลูกค้าไว้นั้นเป็นเรื่องสำคัญ รวมทั้งทำอย่างไรที่จะสามารถใช้ฐานลูกค้าเดิม เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ได้ขึ้นมา นั้นคือการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าทุกอย่างรวมกัน แบรนด์ต้องการเป็นแบรนด์สร้างประสบการณ์ สร้างความผูกผันกับผู้บริโภคขึ้นมา ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคมีความประทับใจจนอยากบอกต่อให้คนอื่นมาลองใช้ หรือหลายเป็นลูกค้าประจำขึ้นมาได้ ซึ่งการที่แบรนด์จะทำเช่นนี้ได้ แบรนด์ต้องเข้าใจ Empathy ของกลุ่มเป้าหมายและเริ่มใช้วิธีคิดแบบ Design Thinking มา Design Brand.

5. Brand asset data : data จะกลายเป็นทรัพย์สินที่สำคัญของแบรนด์ ด้วยความเชื่อในตอนนี้ที่ว่า Data คือดินที่จะเอามาปลูกอะไรก็ได้ให้ดอกและผลขึ้นมา ซึ่งทำให้แบรนด์ต้องเริ่มคิดถึงเรื่องว่าจะสามารถเก็บข้อมูลเหล่านี้มาได้อย่างไร และจะใช้ข้อมูลเหล่านี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลใหม่ ๆ ที่สามารถเก็บได้ ไม่ว่าการแสดงอารมณ์และอื่น ๆ

Screen Shot 2560-12-07 at 09.38.18

6. Mobile แบบเดิมจะหายไป : ในตอนนี้มีความพยายามที่จะทำให้มือถือนั้นกลายเป็นอดีตไป โดยการเริ่มสร้างและวิจัยอุปกรณ์ที่เป็นมือถือ แต่ในขั้นนี้บริษัทเทคโนโลยีหลาย ๆ รายเริ่มใช้วิธีคิดแบบ No UI ขึ้นมาแทน เพราะในต่างประเทศนั้น เริ่มคุ้นชินกับการใช้ระบบ Chatbot จนถึงการใช้ Voice command ต่าง ๆ ขึ้นมา ทำให้การมีหน้าจอแบบเดิมนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป

Screen Shot 2560-12-07 at 09.40.44

7. New Reality : สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือการพัฒนาความจริงใหม่ขึ้นมา หรือการพัฒนา VR/MR/AR ขึ้นมานั้นเอง ซึ่งในอเมริกามองว่าอุปกรณ์พวกนี้จะกลายเป็นอุปกรณ์พกพาที่ทุกคนต้องมีในอนาคต และจะกลายเป็นพื้นที่ใหม่ที่แบรนด์ต้องเข้าไปอยู่ ในตอนนี้อุตสาหกรรม VR/AR/MR ฝั่งอุปกรณ์ถูกผลักดันโดยบริษัท Technology ทั้งหลาย และฝั่ง Content มีการทำ Joint Venture จากอุตสาหกรรมเกมและ Hollywood ร่วมกันด้วย มีการคาดการณ์ว่าปี 2020 อุปกรณ์นี้จะถูกผลิตไป 200,000,000 เครื่อง

8. Autonomous Life : ด้วยการที่มนุษย์ต้องการความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น และมีเวลาไปทำอย่างอื่นเพิ่มขึ้น ทำให้อุปกรณ์ประเภท Voice Command หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้ชีวิตอัตโนมัติขึ้นจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่รถขับเคลื่อนเองได้ แต่ทีวีที่เข้าใจว่าเราชอบดูรายการอะไร แอร์ที่เปิดได้เองเมื่อเรากำลังถึงบ้านโดยไม่สั่ง ตู้เย็นที่สั่งอาหารเองได้เมื่อของจะหมด หรือเครื่องใช้ในบ้านที่รู้หน้าที่ตัวเองโดยไม่ต้องสั่ง สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นและอุปกรณ์เหล่านี้กำลังจะฉลาดมากขึ้น เพราะมันเรียนรู้และคุยกันเองระหว่างอุปกรณ์ขึ้นมา

9. Brand Ecosystem : เมื่อแบรนด์ในยุคนี้ มีแค่แบรนด์เองไม่พออีกต่อไป แต่ต้องสร้าง Ecosystem ต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกกลุ่มเป้าหมายขึ้นมา เราจึงเห็นตัวอย่างเช่น Amazon ที่สร้างร้านขายหนังสือ หรือร้านขายของจริง ๆ เพื่อส่งเสริม Ecosystem ของ E-commerce ตัวเองขึ้น ร้านแว่นออนไลน์อย่าง Warby Parker ก็ต้องสร้างร้านจริง ๆ ขึ้นมา เพื่อให้คนมามีประสบการณ์จับของจริงก่อนสั่งออนไลน์ หรือ รองเท้า Allbirds ที่ต้องมีสาขาจริงเพื่อให้คนมาซื้อได้ที่ร้าน ทั้งหมดนี้ต้องเกิด Ecosystem ทุกอย่างที่ผสานกันไปสู่เป้าหมายเดียวกันของแบรนด์

what-does-the-brand-ecosystem-mean-for-digital-strategy-19-638

10. Rise of AI : อันนี้คงเห็นได้ชัดว่า AI กำลังมาจริง ๆ แต่ AI ที่เห็นในตอนนี้เป็นเพียงแค่ยุคแรกของ AI ในอนาคตนั้น AI จะมีความฉลาดมากกว่านี้และทำงานแทนมนุษย์ได้หลาย ๆ อย่าง หรือช่วยงานมนุษย์ได้หลากหลายรูปแบบอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์อารมณ์คน วิเคราะห์ใบหน้า ตามจับใบหน้า การหารูปแบบทางสังคม ซึ่งในอนาคตนั้น AI จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ทำให้อุตสาหกรรมที่ต้องวางแผนและวิเคราะห์นั้นต้องหมดไปเช่น การซื้อสื่อโฆษณา การซื้อหุ้น หรือระบบ Call Center นอกจากนี้ AI จะมีส่วนสำคัญเป็น Background ของทางธุรกิจอย่างทันที ในการวิเคราะห์ตัวเลขต่าง ๆ และนำเสนอว่าจะพัฒนาอะไรต่อไปในทางไหน

the-rise-of-ai-in-marketing-ingrid-olmesdahl-mando-agency-4-638

ทั้งหมดนี้คือเทรนด์ที่น่าจะเห็นกันภายใน 1-5 ปีนี้อย่างแน่นอน และทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนคนที่คิดว่าอีกนานกว่าจะมา หรือไม่มีวันเป็นจริงนั้น สามารถตกขบวนการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วนี้ได้ทันที นักการตลาดต้องเริ่มคิดว่าจะรับมือการเปลี่ยนแปลงพวกนี้อย่างไรดี เพื่อสามารถอยู่รอดได้ในธุรกิจอนาคต

อ่านบทความทั้งหมด ที่ MarketingOops.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...