โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วัคซีน ที่ควรฉีดในเด็ก-ผู้ใหญ่ มีอะไรบ้าง?

GedGoodLife

เผยแพร่ 08 ก.ย 2563 เวลา 12.56 น. • Ged Good Life ชีวิตดีดี

เมื่อพูดถึง วัคซีน หลายคนอาจจะเข้าใจว่า มีแต่เด็กเท่านั้นที่ต้องฉีด แต่อันที่จริงแล้ว วัคซีนคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนทุกช่วงวัย เพราะสามารถช่วยสร้างเกราะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ให้กับร่างกาย ทำให้มีสุขภาพที่ดี และยังช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้อีกด้วย

โดยวัคซีนแต่ละชนิด ก็จะมีเงื่อนไขในการฉีดที่ต่างกันออกไป รวมถึงคนในแต่ละช่วงวัย ก็มีความต้องการวัคซีนที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย ลองมาดูกันสิว่า วัคซีนที่จำเป็นสำหรับเด็ก และผู้ใหญ่ ในแต่ละช่วงอายุนั้น มีอะไรบ้าง ?

วัคซีน พื้นฐานสำหรับเด็กแรกเกิด - อายุ 18 ปี

วัคซีนขั้นพื้นฐาน คือ วัคซีนจำเป็นที่เด็กทุกคนควรจะได้รับ ตามที่นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่ได้กำหนดไว้ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กไทยในแต่ละช่วงวัย ซึ่งมีดังนี้

  • วัคซีนวัณโรค (BCG) ฉีดเมื่อแรกคลอด ส่วนมากฉีดที่โรงพยาบาลก่อนกลับบ้านบริเวณที่ไหล่ซ้าย หรือสะโพก
  • วัคซีนตับอักเสบบี (HBV) ควรฉีดตั้งแต่แรกเกิด และ 1 เดือน 6 เดือน ตามลำดับ
  • วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (DPT) ควรฉีดตามช่วงอายุตั้งแต่ 2, 4 และ 6 เดือน และฉีดเพื่อกระตุ้นการทำงานของวัคซีนอีกครั้งในช่วงอายุ 1 ปี 6 เดือน, 4-6 ปี และ 11-12 ปี (เฉพาะบาดทะยักและคอตีบ)
  • วัคซีนโปลิโอ มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ ชนิดกิน และชนิดฉีดควรให้ตามช่วงอายุตั้งแต่ 2, 4, 6 เดือน, 1 ปี 6 เดือน และ 2 ปี ครึ่งตามลำดับ
  • วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม (MMR) หรือ วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (JE) ควรฉีดตามช่วงอายุคือ 1ปี และ 2 ปี 6 เดือน
  • วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ควรฉีดในเด็กปีละครั้ง ตั้งแต่อายุ 6 เดือน ถึง 18 ปี สำหรับเด็กในปีแรกฉีด 2 เข็ม และห่างกัน 4 สัปดาห์
  • วัคซีนเอชพีวี (HPV) เป็นวัคซีนที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี อันเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก ซึ่งสามารถช่วยป้องกันได้ถึง 70-90% แนะนำให้ฉีดในเด็กผู้หญิงที่มีอายุ 9 ปีขึ้นไป
วัคซีน

วัคซีนเสริม สำหรับเด็กแรกเกิด - อายุ 18 ปี

เพื่อให้ลูกของคุณมีสุขภาพแข็งแรงยิ่งขึ้น วัคซีนเสริม หรือวัคซีนทางเลือกจึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรค ซึ่งมักจะเป็นวัคซีนชนิดรวมฉีดเข็มเดียว แทนการแยกฉีดหลายเข็ม วัคซีนเสริมที่แนะนำดังนี้

  • วัคซีนโรต้า มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ Monovalent (Human) ให้กิน 2 ครั้ง เมื่ออายุประมาณ 2 และ 4 เดือน และชนิด pentavalent (Bovine- Human) ให้กิน 3 ครั้ง เมื่ออายุประมาณ 2, 4, 6 เดือน
  • วัคซีนนิวโมคอคคัส ป้องกันปอดอักเสบ เยื้อหุ้มสมองอักเสบ
  • PCV ฉีดช่วงอายุ 2, 4 และ 6 เดือน และกระตุ้น 12-15 เดือน
  • PS23 ฉีดช่วงอายุ 2 ปี ขึ้นไป
  • วัคซีนฮิบ (Haemophilusinfluenzae type b) ควรฉีดตามช่วงอายุตั้งแต่ 2, 4 และ 6 เดือน และฉีดเพื่อกระตุ้นการทำงานของวัคซีนอีกครั้งในช่วงอายุ 1 ปี 6 เดือน
  • วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส ควรฉีดในเด็กตามช่วงอายุ ตั้งแต่ 12-18 เดือน และ 4-6 ปี ตามลำดับ รวมทั้งหมด 2 เข็ม
  • วัคซีนตับอักเสบ เอ ฉีดช่วงอายุ 1 ปีขึ้นไป และเข็มที่ 2 ห่างกัน 6-12 เดือน
  • วัคซีนไข้เลือดออก ฉีดช่วงอายุ 9 ปีขึ้นไป ฉีด 3 เข็ม เดือนที่ 0 , 6, 12 ในผู้ที่เคยมีการติดเชื้อมาก่อน

วัคซีนพื้นฐานสำหรับผู้ใหญ่ ที่มีอายุ 19 – 26 ปี

  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฉีด 1 เข็ม ทุกปี
  • วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ฉีด 3 เข็ม เดือนที่ 0, 1 และ 6 (ตรวจภูมิคุ้มกันก่อนฉีด)
  • วัคซีนบาดทะยัก – คอตีบ ฉีดกระตุ้น 1 เข็มด้วย Td ทุก 10 ปี (เช่น อายุ 20, 30, 40… ปี)
  • วัคซีนอีสุกอีใส ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4 สัปดาห์ (ตรวจภูมิคุ้มกันก่อนฉีด)
  • วัคซีนหัด – คางทูม – หัดเยอรมัน ฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
  • วัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก [แนะนำสำหรับผู้หญิง] ฉีด 3 เข็ม เดือนที่ 0, 1 และ 6 หรือ 0, 2 และ 6
  • วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 – 12 เดือน
วัคซีน

วัคซีนเสริมสำหรับผู้ใหญ่ ที่มีอายุ 19 – 26 ปี

  • วัคซีนบาดทะยัก – คอตีบ – ไอกรน ชนิดไร้เซลล์ ให้วัคซีน Tdap แทน Td 1 ครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคเพียงพอ เพื่อลดอุบัติการณ์ของโรคไอกรนในผู้ใหญ่ และส่งผลในการลดการแพร่เชื้อจากผู้ใหญ่สู่เด็กเล็กด้วย
  • วัคซีน HPV ป้องกันหูดหงอนไก่ มะเร็งองคชาต และมะเร็งทวารหนัก (สำหรับผู้ชาย) ฉีด 3 เข็ม เดือนที่ 0, 1 และ 6 หรือ 0, 2 และ 6
  • วัคซีนไข้เลือดออก (สำหรับผู้ที่มีประวัติเป็นไข้เลือดออกมาก่อน) ฉีด 3 เข็ม เดือนที่ 0, 6 และ 12

วัคซีนพื้นฐานสำหรับผู้ใหญ่ ที่มีอายุ 27 – 64 ปี

  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฉีด 1 เข็ม ทุกปี
  • วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ฉีด 3 เข็ม เดือนที่ 0, 1 และ 6 (ตรวจภูมิคุ้มกันก่อนฉีด)
  • วัคซีนบาดทะยัก – คอตีบ ฉีดกระตุ้น 1 เข็มด้วย Td ทุก 10 ปี (เช่น อายุ 20, 30, 40…ปี)
  • วัคซีนอีสุกอีใส ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4 สัปดาห์ (ตรวจภูมิคุ้มกันก่อนฉีด)
  • วัคซีนหัด – คางทูม – หัดเยอรมัน [อายุ ≤ 40 ปี] 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์

วัคซีนเสริมสำหรับผู้ใหญ่ ที่มีอายุ 27 – 64 ปี

  • วัคซีนบาดทะยัก – คอตีบ – ไอกรน ชนิดไร้เซลล์ ให้วัคซีน Tdap แทน Td 1 ครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคเพียงพอ เพื่อลดอุบัติการณ์ของโรคไอกรนในผู้ใหญ่ และส่งผลในการลดการแพร่เชื้อจากผู้ใหญ่สู่เด็กเล็ก ซึ่งเด็กเล็กมีอัตราป่วยตายสูงเมื่อป่วยเป็นโรค
  • วัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก [อาจพิจารณาฉีดแก่ผู้หญิงที่อายุมากว่า 26 ปี เพราะพบว่ายังได้ประโยชน์อยู่] ฉีด 3 เข็ม เดือนที่ 0, 1 และ 6 หรือ 0, 2 และ 6
  • วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 – 12 เดือน (ตรวจภูมิคุ้มกันก่อนฉีด)
  • วัคซีนไข้เลือดออก [อายุ ≤ 45 ปี] ฉีด 3 เข็ม เดือนที่ 0, 6 และ 12
  • วัคซีนงูสวัด [อายุ ≥ 60 ปี] ฉีด 1 เข็ม

 วัคซีนพื้นฐานสำหรับผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป

  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฉีด 1 เข็ม ทุกปี
  • วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ฉีด 3 เข็ม เดือนที่ 0, 1 และ 6 (ตรวจภูมิคุ้มกันก่อนฉีด)
  • วัคซีนบาดทะยัก – คอตีบ ฉีดกระตุ้น 1 เข็มด้วย Td ทุก 10 ปี (เช่น อายุ 20, 30, 40…ปี)
  • วัคซีนอีสุกอีใส ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4 สัปดาห์ (ตรวจภูมิคุ้มกันก่อนฉีด)
  • วัคซีน IPD นิวโมคอคคัส ชนิดโพลีแซคคาไรด์ (PPV – 23 vaccine) ฉีด 1 เข็ม
  • วัคซีน IPD นิวโมคอคคัส ชนิดคอนจูเกต (PCV – 13 vaccine) ฉีด 1 เข็ม

วัคซีนเสริมสำหรับผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป

  • วัคซีนบาดทะยัก – คอตีบ – ไอกรน ชนิดไร้เซลล์ ให้วัคซีน Tdap แทน Td 1 ครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคเพียงพอ เพื่อลดอุบัติการณ์ของโรคไอกรนในผู้ใหญ่ และส่งผลในการลดการแพร่เชื้อจากผู้ใหญ่สู่เด็กเล็ก ซึ่งเด็กเล็กมีอัตราป่วยตายสูงเมื่อป่วยเป็นโรค
  • วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 – 12 เดือน (ตรวจภูมิคุ้มกันก่อนฉีด)
  • วัคซีนงูสวัด ฉีด 1 เข็ม

ข้อควรปฏิบัติตัวในการรับวัคซีน

  • สำหรับเด็กเล็ก ควรนำสมุดบันทึกวัคซีนไปด้วยทุกครั้ง
  • ไม่ควรรับวัคซีนขณะที่ มีไข้ สูง หรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน แต่หาก เป็นหวัด หรือ ท้องเสีย โดยไม่มีไข้ ก็สามารถรับ วัคซีนได้
  • หลังรับวัคซีน ควรอยู่ในโรงพยาบาลอย่างน้อย 30 นาที เพื่อดูปฏิกิริยาการแพ้ยา
  • หากเคยฉีดวัคซีนแล้วมีอาการแพ้ยา แพ้อาหาร เช่น มีอาการแพ้ไข่แบบรุนแรง ควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาล

อาการข้างเคียงที่อาจะเกิดขึ้นหลังได้รับวัคซีน

วัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันจะมีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังคงพบอาการข้างเคียงได้บ้างแต่ไม่รุนแรง และจะหายไปในระยะเวลา 2 – 3 วัน โดยมีอาการแตกต่างกันไปตามประเภทของวัคซีน แบ่งอกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

  • อาการเฉพาะที่ เช่น อาการปวด บวมแดง เจ็บ คันบริเวณที่ฉีด
  • อาการทั่วไป เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง

การป้องกันไว้ย่อมดีกว่าแก้ คำโบราณที่ใช้ได้ดีเสมอกับเรื่องสุขภาพของเรา ฉะนั้น อย่าได้ประมาท ใครที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีนตามบทความข้างต้น แนะนำให้เข้ารับการตรวจสุขภาพ และให้คุณหมอแนะนำเรื่องวัคซีนที่เหมาะสมกับเราได้ เพื่อสุขภาพดีดีของเรานั่นเอง

อ้างอิง :
1. bangkokhospitalhuahin.com
2. http://data.nvi.go.th
3. www.paolohospital.com

ถามหมอออนไลน์ ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ไข้หวัด อาการไอ ปวดท้อง ภูมิแพ้  ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ถามเลย ที่นี่

ติดตามGedGoodLife ช่องทางอื่น ๆ ได้ที่…

Facebook : GEDGoodLife
Nutroplex : nutroplexclub
Twitter      : @gedgoodlife
Line          : @gedgoodlife
Youtube   : GEDGoodLife ชีวิตดีดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...