โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กระเจี๊ยบเขียวนราธิป พันธุ์พืชเทิดพระเกียรติ "รัชกาลที่ 9" 

เทคโนโลยีชาวบ้าน

เผยแพร่ 24 พ.ย. 2561 เวลา 04.35 น.

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนิน ณ ศูนย์ฝึกอบรมเยาวชนเกษตรวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เลขที่33 หมู่1 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2531 ได้มีพระราชกระแสรับสั่งข้อหนึ่งว่า “การนำพันธุ์ใหม่หรือพันธุ์ต่างประเทศต้องระวังเรื่องโรค ถ้าเกิดโรคแล้วจะเกิดเสียหายมากและขาดทุน การนำพันธุ์ต่างประเทศมาราคาสูงไม่ควรพึ่งพา”

ในการเพาะปลูกของเกษตรกรโดยทั่วไปต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากตลาดเมล็ดพันธุ์เพื่อนำมาปลูกทุกครั้ง เนื่องจากไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อได้ ถ้าเกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ได้เองจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและสามารถพึ่งตนเองได้ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ปัจจุบันความต้องการผลผลิตเกษตรธรรมชาติมีมากขึ้นและตามมาตรฐานเกษตรกรรมชาตินั้นต้องใช้เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตภายใต้เกษตรธรรมชาติ

กระเจี๊ยบเขียวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Abelmoschus esculentus (L.) Moench เป็นพืชสกุลเดียวกับชบา มีถิ่นกำเนิดในประเทศซูดาน แถบแอฟริกาตะวันตก สันนิฐานว่านำเข้ามาปลูกในประเทศไทยประมาณปี พ.ศ. 2416 เจริญเติบโตได้ดีในอากาศกึ่งร้อน หรือที่อุณหภูมิระหว่าง 18-35 องศา และสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี

สำหรับในประเทศไทยพื้นที่ที่มีการปลูกกระเจี๊ยบเขียวกันมากที่สุดส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในภาคกลาง เช่น นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี นครนายก ราชบุรี ระยอง พิจิตร สุพรรณบุรี สมุทรสาคร และกาญจนบุรี

ชาวบ้านนิยมนำฝักอ่อนของกระเจี๊ยบเขียวไปประกอบอาหารได้หลายอย่างเช่น แกงส้ม แกงเลียง แกงกะทิ ยำ ชุบแป้งทอด ต้มจิ้มน้ำพริก หรือนำไปย่าง เมื่อไหร่ที่มีการกินเลี้ยงกันในบ้านมีการปิ้งย่าง ผู้เขียนมักนำกระเจี๊ยบเขียวมาร่วมย่างด้วยเสมอเนื่องจากเพื่อเป็นการลดความแน่นท้องและแก้เลี่ยน กระเจี๊ยบเขียวที่ย่างจะไม่เป็นเมือกเหมือนการต้มหรือแกง

ฝักของกระเจี๊ยบเขียวมีเส้นใยอยู่จำนวนมาก เมื่อกินเข้าไปจะไปขัดขวางการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้ใหญ่ไม่ให้มากเกินไป ทำให้ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน นอกจากนี้เส้นใยของกระเจี๊ยบเป็นตัวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และสารเมือกในฝักยังช่วยจับสารพิษในลำไส้และขับออกมาทางอุจจาระ ทำให้ไม่เหลือสารพิษตกค้าง นอกจากนี้กระเจี๊ยบเขียวยังมีสรรพคุณบำรุงสมอง ช่วยรักษาความดัน แก้อาการหวัด และมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ

นอกจากนี้กระเจี๊ยบเขียวจะช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่ายช่วยอาการท้องผูก ลดความเสี่ยงของโรคแผลในกระเพาะอาหารและป้องกันมะเร็งในกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่ เนื่องจากในฝักของกระเจี๊ยบเขียวมีสารเมือกจำพวกเพกทิน( Pectin) และกัม (Gum) ที่มีคุณสมบัติช่วยในการเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและสำไส้ และยังช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

ในสมัยก่อนชาวมุสลิมทางจังหวัดภาคใต้ นิยมกินผักที่มีเมือก เช่นกระเจี๊ยบเขียวหรือผักกูด เป็นยาบำรุงข้อกระดูก โดยเชื่อว่าจะเป็นการช่วยเพิ่มไขมันหรือเมือกในข้อกระดูก ทำให้มีน้ำเมือกในหัวเข่าหรือข้อกระดูกมากขึ้นในผู้สูงอายุ

ที่มาของสายพันธุ์

อาจารย์ทิพย์วัลย์ สิทธิรังสรรค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพืช หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาวิชาการ ของศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องจากพระราชดำริ จึงได้เริ่มงานวิจัยและพัฒนากระเจี๊ยบเขียวภายใต้ระบบเกษตรกรรมธรรมชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541-2557 เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์กระเจี๊ยบเขียวที่ผ่านการปลูกคัดเลือกในสภาพการเพาะปลูกแบบเกษตรธรรมชาติซึ่งไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีใดๆเลย โดยมี ผศ.ดร. จานุลักษณ์ ขนบดี มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา อนุเคราะห์แหล่งพันธุกรรมให้เป็นเบื้องต้น และได้ให้ความกรุณาเป็นที่ปรึกษาในงานวิจัย

จากการรวบรวมต้นกระเจี๊ยบเขียวพันธุ์พื้นบ้านทั่วประเทศมาปลูกเพื่อคัดพันธุ์กระเจี๊ยบเขียว อ.ทิพย์วัลย์ เล่าให้ฟังว่า “เริ่มจากการปลูกทดลองในแปลง แล้วคัดต้นพันธุ์ที่ดีๆไปเรื่อยๆจนกระทั่งได้ต้นพันธุ์ดีที่สุด ในช่วงปี พ.ศ. 2550 จึงได้นำต้นพันธุ์ดีนั้นมาผสมตัวเองภายในต้นเดียวกัน จนได้เมล็ดนำมาปลูก ได้ทำการผสมและคัดเลือกต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งได้พันธุ์กระเจี๊ยบเขียวที่สมบูรณ์ มีความคงตัวทางพันธุกรรม”

หลังจากนั้นจึงนำพันธุ์กระเจี๊ยบเขียวที่ได้มาปลูกในแปลงทดลองในระบบเกษตรธรรมชาติไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี เพื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์การค้า 5 สายพันธุ์ รวมทั้งหมด 4 ครั้งเพื่อเก็บข้อมูลเปรียบเทียบ 8 ลักษณะ คือ ความสูงของลำต้น จำนวนกิ่งแขนงต่อต้น เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น จำนวนข้อบนลำต้น ความยาวของผล เส้นผ่าศูนย์กลางผล น้ำหนัก 100 เมล็ด และจำนวนเมล็ดต่อฝัก

จากการเปรียบเทียบพบว่า กระเจี๊ยบเขียวพันธุ์ ศฝก1.(ชื่อเดิม) มีความสูงไม่มาก คือมีความสูงเฉลี่ย 127.0 ซม. ขณะที่พันธุ์การค้า 4 สายพันธุ์มีความสูงถึง 225-258 ซม. ส่วนอีกหนึ่งสายพันธุ์มีความสูงน้อยกว่า จำนวนกิ่งแขนงต่อต้น มีจำนวนมากกว่า 11 แขนงต่อต้น ทำให้มีผลผลิตมากกว่า ในขณะที่พันธุ์การค้ามีการแตกแขนงเพียง 3.1-8.2 แขนงต่อต้น ส่วนเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นมีขนาดใหญ่กว่าจึงทนต่อแรงลมกว่าพันธุ์เพื่อการค้า

ขอพระราชทานนาม

ในปี พ.ศ. 2557 ทางศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องจากพระราชดำริ จึงได้ขอขึ้นทะเบียนกระเจี๊ยบเขียว ศฝก.1 เป็นพันธุ์พืชใหม่กับกรมวิชาการเกษตร และในปี พ.ศ. 2558 ได้กราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานชื่อพันธุ์กระเจี๊ยบเขียว ศฝก.1 ซึ่งเป็นพันธุ์ใหม่

และในปี พ.ศ.2559  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อกระเจี๊ยบเขียว ศฝก.1 ว่า “กระเจี๊ยบเขียวธราธิป” มีความหมายว่า กระเจี๊ยบเขียวเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

กระเจี๊ยบเขียวธราธิป จึงเป็นกระเจี๊ยบเขียวพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์ภายใต้ระบบเกษตรธรรมชาติที่เป็นเวลานานถึง 16 ปี เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

กระเจี๊ยบเขียวธราธิป มีลักษณะเด่นคือ ต้นมีความแข็งแรงต้านทานโรคและแมลงได้ดี มีลำต้นไม่สูงมาก ทำให้เก็บเกี่ยวได้สะดวกกว่ามีเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นใหญ่ ทำให้ต้นแข็งแรงและทนการหักล้มได้ดีกว่า มีจำนวนแขนงต่อต้นมากทำให้ได้จำนวนฝักมาก ลักษณะของฝักเป็นห้าเหลี่ยมตรงกับความต้องการของตลาด รสชาติดี เหมาะต่อการผลิตฝักสดจำหน่าย ยังมีน้ำหนัก 100 เมล็ดสูง และมีจำนวนเมล็ดต่อฝักมากอีกด้วย

เนื่องจากกระเจี๊ยบเขียวธราธิปมีขนาดต้นไม่สูงมาก จึงเหมาะกับการปลูกในกระถางสำหรับคนเมือง คุณทิพย์และคุณสมบูรณ์ สว่างทุกข์ ผู้ช่วยนักวิจัยของศูนย์ฝึกฯ บอกว่า “ การปลูกกระเจี๊ยบไม่ยาก เพียงเตรียมดินยกร่อง ใส่ปุ๋ยหมักลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน ก็สามารถปลูกได้เลย ในแปลงมีระยะการปลูกระหว่างร่องและระหว่างต้น 90 เซนติเมตร ช่วงแรกรดน้ำวันละสองครั้ง ประมาณ 7 วันเมล็ดจะงอก หลังจากปลูกได้อายุ 60 วันจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันที่ศูนย์ฝึกฯ มีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์กระเจี๊ยบเขียวธราธิป ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไปในราคา ซองละ 20 บาท 3 ซอง 50 บาท”

กระเจี๊ยบเขียวแม้เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในต่างประเทศแต่ก็ได้เข้ามาปลูกในประเทศไทยนานมากจนเราคิดว่าเป็นพืชพื้นบ้านของเรา การปลูกก็ง่ายๆ ปลูกครั้งเดียวต้นจะออกฝักให้เรากินได้นาน นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณมากมายหลายขนาน เหมาะสำหรับปลูกไว้ในรั้วบ้านเพื่อชื่นชมดอกที่เหมือนดอกชบา และรับประทานฝัก

ผู้สนใจสามารถติดต่อซื้อเมล็ดพันธุ์ได้ที่ ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องจากพระราชดำริ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ. ชลบุรี เบอร์โทรศัพท์ 038-343608-10 เพียงแห่งเดียวเท่านั้น

คุณค่าทางโภชนาการของกระเจี๊ยบเขียว ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 140 กิโลแคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต 45 กรัม
  • น้ำตาล 48 กรัม
  • เส้นใย 2 กรัม
  • ไขมัน 19 กรัม
  • โปรตีน 00 กรัม
  • น้ำ 17 กรัม
  • วิตามินเอ 36 ไมโครกรัม 5%
  • วิตามินบี1 0.2 มิลลิกรัม 17%
  • วิตามินบี2 0.06 มิลลิกรัม 5%
  • วิตามินบี3 1 มิลลิกรัม 7%
  • วิตามินซี 23 มิลลิกรัม 28%
  • วิตามินอี 27 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินเค 3 ไมโครกรัม 30%
  • ธาตุแคลเซียม 82 มิลลิกรัม 8%
  • ธาตุเหล็ก 62 มิลลิกรัม 5%
  • ธาตุแมกนีเซียม 57 มิลลิกรัม 16%
  • ธาตุโพแทสเซียม 299 มิลลิกรัม 6%
  • ธาตุสังกะสี 58 มิลลิกรัม 6%

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...