โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ลุ้นรัฐห้ามตั้งโรงงานเหล็กเส้น “ทาทาสตีล-มิลล์คอน” หวั่นพ่ายสินค้าจีน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ก.ย 2567 เวลา 06.59 น. • เผยแพร่ 06 ก.ย 2567 เวลา 01.29 น.

ลุ้นกระทรวงอุตสาหกรรม เคาะขยายประกาศ “ห้ามตั้งโรงงานเหล็กเส้น” ในไทยก่อนครบกำหนด 5 ปี ม.ค. 2568 หลัง สศอ.วิเคราะห์ข้อมูลผลกระทบ รอบด้าน “ทาทาสตีล-มิลล์คอน” ประสานเสียงวอนรัฐช่วยอุตสาหกรรม หลังกำลังผลิตหดเหลือไม่ถึง 30% ลุยปรับตัวขนนวัตกรรมสู้เต็มที่

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อุตสาหกรรมเหล็กได้รับผลกระทบจากการทุ่มตลาดอย่างหนัก โดยเฉพาะเหล็กเส้นจากประเทศจีนที่มีการผลิตจนล้นตลาด ทำให้ต้องส่งออกมายังประเทศไทยจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการแข่งขันทั้งด้านราคาและปริมาณมานานหลายปี ทำให้อัตราการผลิตในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริง

ดังนั้น มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในปี 2562 ได้ให้กระทรวงอุตสาหกรรม ออกประกาศ เรื่อง ห้ามตั้งหรือขยายโรงงานผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตหรือเหล็กแท่งเล็กสำหรับเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ทุกขนาดทุกท้องที่ในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งประกาศดังกล่าวจะสิ้นสุดในวันที่ 29 มกราคม 2568

ล่าสุดได้มอบให้ทางสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) วิเคราะห์ข้อมูล และหารือกับผู้ประกอบการโรงผลิตเหล็กเส้นในประเทศ รวมถึงการสำรวจว่าตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาปรับตัวหรือยัง ก่อนที่จะประกาศขยายเวลาห้ามตั้งโรงงานเหล็กเส้น

“เราให้ทาง สศอ. ทำข้อมูลวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสียอยู่ มีทั้งเหล็กลวดที่ว่าจะขยายประกาศหรือไม่ และในส่วนของโรงเหล็กแผ่น เหล็กลวด ว่าเราถูกทุ่มตลาดแค่ไหน การประกาศห้ามตั้งโรงเหล็กตัวอื่นจะกระทบอะไรบ้าง กระทบใครบ้าง หรืออาจจะไม่ได้ล้นตลาดจนแข่งขันไม่ได้ ทุกอย่างต้องเอาข้อมูลมาประกอบ แต่เราก็พยายามช่วยและต้องให้ผู้ประกอบการเหล็กในประเทศพัฒนาตัวเองไปด้วย จะใช้เครื่องมือจากรัฐเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ผู้ประกอบการจะต้องช่วยเหลือตัวเองและต้องพยายามปรับตัวพัฒนาไปพร้อมกัน”

นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ MILL กล่าวว่า ผู้ประกอบการมีความคาดหวังที่จะให้ภาครัฐช่วยพิจารณาขยายระยะเวลาห้ามตั้งโรงเหล็กเส้นในประเทศ เพราะเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือน ประกาศดังกล่าวก็จะครบกำหนดแล้ว แต่สถานการณ์การผลิตเหล็กในประเทศยังคงได้รับผลกระทบจากการทุ่มตลาดของเหล็กจากจีนอยู่เช่นเดิม

ขณะนี้ผู้ประกอบการในประเทศต่างได้พยายามปรับตัวกันมาตลอด ทั้งการใช้เทคโนโลยี การใช้นวัตกรรมเข้ามาพัฒนาสินค้า การหาตลาดใหม่ ๆ การคิดหาสินค้าที่ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าของตลาด

นายตารุน ดากา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทาทาฯก็เป็นอีกบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเหล็กจีนนำเข้ามาและแข่งขันด้านราคาตลอด โดยพบว่าปี 2567 เป็นปีที่จีนส่งออกเหล็กออกนอกประเทศสูงสุดในรอบ 8 ปี เพิ่มขึ้น 20.3% หรือกว่า 45.5 ล้านตัน และส่งเหล็กสำเร็จรูปมาประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 27% เป็นเหล็กลวดเพิ่มขึ้น 10%

ในขณะที่การใช้กำลังการผลิตเหล็กของไทยเหลือเพียง 28% จากปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 31% ความพยายามของผู้ผลิตในประเทศคือการพัฒนาตัวเอง ปรับตัวตามที่ภาครัฐได้ให้เวลาไว้ 5 ปี ล่าสุดทาทาฯได้ใช้เรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาในส่วนของการผลิต เพื่อผลิตเหล็กเส้นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 Emission )

และยังเป็นบริษัทผู้ผลิตเหล็กเส้นก่อสร้าง ที่ผลิตโดยกระบวนการเตาอาร์ก
Electric Arc Furnace (EAF) ของประเทศไทยรายแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อม EPD (Environmental Product Declaration) จากประเทศอังกฤษ

สำหรับ EPD เป็นฉลากที่บอกรายละเอียดของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ผู้บริโภคจึงสามารถตรวจสอบการปล่อยคาร์บอนได้ตั้งแต่ต้นทางจัดหาวัตถุดิบจนถึงการผลิตและการจัดส่งให้ลูกค้า ซึ่งจะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันในประเทศเอง และการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เข้มงวดในกระบวนการปล่อยคาร์บอนในส่วนของการผลิตสินค้าอย่างยุโรป

นอกจากนี้ ทาทาฯยังปรับตัวสู้การแข่งขันด้วยการปรับกระบวนการผลิตสินค้าให่เป็นเกรดสูง ส่งออกไปประเทศที่เป็นตลาดใหม่ ๆ อย่างออสเตรเลีย ดูไบ ฮ่องกง อย่างไรก็ตาม ยังคงเชื่อว่าเหล็กจีนยังมีโอกาสทะลักเข้ามาไทยเพิ่มอีกและผู้ผลิตในประเทศจำเป็นต้องหาทางปรับตัวและกลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อแข่งขันให้ได้

ทั้งนี้ 7 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็ก ได้เคยร่วมกันร่างนโยบายอุตสาหกรรมเหล็ก 4.0 ซึ่งมีทั้งมาตรการระยะสั้นที่เป็นการรับมือแก้ไขปัญาที่กำลังเกิดขึ้น เช่น การห้ามจัดตั้งหรือขยายการผลิตเหล็กส่วนเกิน การใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD) มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า (AC)

ขณะเดียวกันรัฐจะต้องสร้างอุปสงค์การใช้สินค้าเหล็กภายในประเทศ สำหรับใช้ในงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรัฐและรัฐวิสาหกิจ โดยกำหนดสัดส่วนการใช้เหล็กในประเทศ ส่งเสริมใช้สินค้าเครื่องหมาย มอก. และเหล็ก Made in Thailand การออกมาตรการสนับสนุนด้านต้นทุน ด้วยการจัดหาแหล่งเงินกู้และผู้ร่วมทุน การเจรจาเพื่อลดผลกระทบทางการค้าด้านภาษี

ในระยะยาวควรส่งเสริมการใช้เหล็กสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง การสร้างความเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น ยานยนต์ในอนาคต (EV) การผลิตหุ่นยนต์แทนคน อากาศยาน เครื่องมือแพทย์ เป็นต้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ลุ้นรัฐห้ามตั้งโรงงานเหล็กเส้น “ทาทาสตีล-มิลล์คอน” หวั่นพ่ายสินค้าจีน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...