อรรถสิทธิ์ พานแก้ว : ส่องงบ 69 วิสัยทัศน์รัฐบาลหรือรัฐราชการ?
งบ 69 – เปิดฉากไปแล้วสำหรับการอภิปรายร่าง งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ท่ามกลางการร้อนระอุและการขับเคี่ยวของขั้วการเมืองทั้งในและนอกสภาฯ ผสมโรงกับบรรยากาศทางการเมืองที่ดูเนือยๆ เมื่อมีกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีหลังผ่านงบประมาณฯ วาระแรก
รัฐมนตรีฯ ที่กำลังจะถูกปรับ กับ รัฐราชการ ต่างไม่ตอบสนองซึ่งกันและกัน ความแม่นยำ การไหลของข้อมูล ไม่รวดเร็วเท่าการทำงาน 2- 3 เดือนแรกๆ อนิจจัง นี่แหละการเมืองในระบบราชการไทย
เมื่อส่องมาดูงบประมาณฯ พบว่า ร่างงบประมาณรายจ่ายรวมวงเงิน 3,780,600 ล้านบาท ฉบับนี้มีการของบเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 27,900 ล้านบาท แบ่งเป็น
- งบประมาณรายจ่ายงบกลาง จำนวน 632,8 ล้านบาท
- งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ จำนวน 1,408,3 ล้านบาท
- งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ จำนวน 98,8 ล้านบาท
- งบประมาณรายจ่ายบุคลากร จำนวน 820,8 ล้านบาท
- งบประมาณรายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน จำนวน 274,8 ล้านบาท
- งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ จำนวน 421,4 ล้านบาท
- งบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 123,1 ล้านบาท
โดยเมื่อดูโครงสร้างภาษีของไทยในเอกสารประมาณการรายรับปี 2569 พบว่าระบบการจัดเก็บรายได้ของประเทศมีการพึ่งพาฐานภาษีหลักเพียงไม่กี่ประเภทและยังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยกรมสรรพากรเป็นหน่วยงานหลักในการจัดเก็บรายได้ มีงบประมาณเก็บจากภาษีทางอ้อมในปี 2567 ร้อยละ 48.38 ภาษีทางตรงร้อยละ 34.26 ของรายได้การจัดเก็บ (ไม่รวมเงินกู้นอกงบประมาณ)
จากสถิติรายได้การจัดเก็บพบว่าปี 2567 มีรายได้การจัดเก็บ 3.33 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.15%ของรายได้การจัดเก็บจากปีก่อนหน้า ขณะที่อีกซีกของรายรับนอกจากรายได้การจัดเก็บแล้วยังมีเงินกู้ที่เข้ามาให้รัฐบาลใช้เงินเพื่อดำเนินกิจการต่างๆ โดยข้อสังเกตจากผู้นำฝ่ายค้านฯ พบว่า
“รัฐบาลตั้งวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นคิดเป็นจำนวน 8.6 แสนล้านบาท หรือราวเป็น 4.5% ของจีดีพี ถือเป็นการชดเชยขาดดุลต่อจีดีพีสูงที่สุดในรอบ 36 ปี นับจากปี 2532”
และในปีนีอีกเช่นเคยที่ งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรมากที่สุด คือ งบกลาง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.7 ของวงเงินงบประมาณฯ โดยในรายละเอียดจำแนกเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นจำนวนเงิน 98,000,000,000 บาท ซึ่งเป็นงบที่รัฐบาลเตรียมไว้ให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐ เพื่อใช้จ่ายในกรณีต้องแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเรียกได้ว่า เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้แก่รัฐบาลในการจัดการเหตุการณ์ต่างๆ อย่างทันท่วงที
อย่างไรก็ตาม งบดังกล่าวมักถูกตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากการโปะงบลงมา pool อยู่ตรงกลาง ยากแก่การตรวจสอบของรัฐสภาฯ ในการจัดสรรและการพิจารณาถึงความจำเป็น และถูกต้อง ทั้งก่อนและหลังของการใช้จ่ายงบประมาณ และอาจสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตในแง่การเอื้อผลประโยชน์แก่พวกพ้อง
หากเทียบดูในอดีตที่งบกลางอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 10% ของงบประมาณ แต่พบว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังปี 2545 ที่พุ่งไปถึง 18% และ 23% ในปี 2547 และมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกรัฐบาล
และเมื่อถัดมามาดูความคาดหวังของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะขยายตัวในช่วง 2.3 – 3.3% โดยการคาดการณ์ดังกล่าวไม่รวมผลจากการดำเนินมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ทั้งนี้ยังคงมีความท้าทายอยู่มากสำหรับงบประมาณปีนี้
โดยเฉพาะเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจที่จะเพิ่มสูงขึ้น การย้ายฐานการผลิตและการช่วงชิงการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าเพื่อส่งออก ตลอดจนถึงปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในต่างภูมิภาคทั้งใกล้และไกล คือปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นของการวางเงินจัดสรรงบประมาณ
และยังไม่รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะส่งผลให้ Trend ของโลกแปรเปลี่ยนไป นอกจากจะมีผลเรื่องพืชผลทางการเกษตรที่จะผันผวน ความเสี่ยงของรัฐบาลที่จะต้องใช้เงินงบประมาณโดยใช้วิธีการอุดหนุน (Subsidy) ยังมีผลโดยตรงต่อการกำหนดมาตรการการนำเข้า ส่งออกสินค้าที่จะต้องเป็นสินค้าที่ผลิตโดยมีมาตรฐานทางคาร์บอน
เหล่านี้คือปัจจัยเสี่ยงที่รัฐบาลจะต้องรับมือผ่านการใช้วิธีการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งหากชำแหละแบ่งงบประมาณออกมาแล้ว กลับพบว่า การจัดสรรงบประมาณปี 2569 แบ่งเป็นงบค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐจำนวนเงิน 1.33 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35.3 ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งยังไม่รวมงบประมาณที่จัดสรรเป็นเงินอุดหนุนให้กับบุคลากรภาครัฐในส่วนท้องถิ่น
ขณะเดียวกันงบลงทุนที่รัฐบาลเน้นย้ำอยู่เสมอกลับถูกปรับลดลงในปีนี้ 7.3% คงเหลือรายจ่ายลงทุน 8.64 แสนล้านบาท คิดเป็น 22.9% ของวงเงินงบประมาณฯ และภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณด้านการเศรษฐกิจลดลงร้อยละ 13.8 สะท้อนให้เห็นถึงการจัดทำงบประมาณที่ส่วนใหญ่เป็นไปกับงบประจำ
และถึงแม้รัฐบาลจะมีการลดงบประจำลงมาบ้างแล้ว แต่ภาพของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยวิธีการทางงบประมาณยังคงไม่สามารถเดินได้อย่างเต็มกำลัง
และยิ่งน่าห่วงคืองบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท ที่ให้เวลาหน่วยรับงบประมาณ (ราชการ) ไปคิด-เสนอแผนเข้ามาเพื่อนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ก่อนจะเสนอบอร์ดใหญ่ที่ชื่อว่าคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในวันศุกร์ที่ 6 มิ.ย. นี้
แผนโดยส่วนใหญ่ไม่ต่างกับแผนโครงการสมัยการกระตุ้นเศรษฐกิจยุคหลังโควิดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ “ราชการคิด ราชการทำ ราชการใช้” บางเรื่องเป็นโครงการประจำ ขุดและลอกคูคลอง จัดอีเว้น เยียวยา ไม่มีการการลงทุนเพื่อลดต้นทุนหรือจัดการเชิงระบบ
งบทั้งหมดที่กำลังทำอยู่นี้ไม่ว่าจะรายจ่ายประจำปี 2569 ที่กำลังจะผ่านสภาฯ หรือ งบกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงเป็นงบเพื่อออกมาให้ราชการทำ มากกว่า การเมืองคิดและนำไปแก้ไข วางแผนในระยะยาว รัฐบาลยุคก่อนหน้าอยู่มา 9 ปี รัฐบาลชุดนี้ผมอยากเห็นปาฏิหาริย์การจัดทำงบฯ ที่คิดการณ์ใหญ่ ทำเป็น ทำได้และทำทันที
ท้ายนี้ก็ได้แต่เป็นกำลังใจช่วยให้รัฐบาลแก้เงื่อนปมการใช้เงินเหล่านี้ ให้การเมืองสร้างวิสัยทัศน์ประเทศมากกว่าใช้ให้รัฐราชการทำและบริหารกันเอง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อรรถสิทธิ์ พานแก้ว : ส่องงบ 69 วิสัยทัศน์รัฐบาลหรือรัฐราชการ?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th