ธปท.จับตา! ดอกเบี้ยนโยบายลด แต่ดอกเบี้ยแบงก์ไม่ลง
ธปท.จับตา ผลส่งผ่านนโยบายการเงิน พบ หลายแบงก์ยังไม่ลดดอกเบี้ย แม้ดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงมานานกว่า 2 สัปดาห์ ขณะที่สภาพคล่องสูงแต่สินเชื่อไม่โตจากความเสี่ยงที่เพิ่ม พบ NPL สินเชื่อบ้านพุ่ง ลูกหนี้เข้ามาตรการช่วยเหลือแต่ผ่อนไม่ไหว
14 พ.ค. 68 นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน Monetary Policy Forum 1/2025 ว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งล่าสุดเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ( 30 เม.ย.68) พบว่า มีธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่และธนาคารรัฐที่ปรับลดดอกเบี้ยตาม แต่ยังมีธนาคารอีกหลายรายที่ยังไม่ได้ปรับลดดอกเบี้ย โดยการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ยังไม่เต็มที่ ซึ่งธปท.กำลังจับตาดูผลจากนโยบายการเงินที่ส่งไป
อย่างไรก็ตามในปกติผลจากการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปจะมีหลายข้อต่อ โดยข้อต่อแรกคือการส่งผ่านสู่ภาคการเงินผ่านอัตราดอกเบี้ยธนาคาร ตราสารหนี้ตราสารทุนที่จะใช้เวลาราว 1 – 2 ไตรมาส และจะใช้เวลาส่งผ่านไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงนานกว่าหรือใช้เวลาประมาณ 1 - 2 ปี
“ผลจากการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบนี้เห็นว่า มีผลน้อยลงเมื่อเทียบกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งก่อนหน้า ซึ่งมีผลการศึกษาระบุไว้ชัดเจนว่า เมื่อภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ประสิทธิภาพของนโยบายการเงินที่ส่งมาจะลดลง รวมถึงภาวะความไม่แน่นอนสูงทำให้ประสิทธิผลลดลงด้วยเช่นกัน ซึ่งคงต้องติดตามดูว่าผลจะเป็นอย่างไรต่อไป”
นายสักกะภพ กล่าวอีกว่า สำหรับสภาพคล่องในระบบปัจจุบันนับว่ามีเพียงพอ แต่เป็นห่วงการเข้าถึงสินเชื่อ จากความเข้มงวดของการปล่อยสินเชื่อที่ธปท.กำลังจับตาดู เพราะสินเชื่อโดยรวมหดตัว ขณะที่คุณภาพสินเชื่อค่อนข้างทรงๆ ทั้งนี้พบว่าคุณภาพสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อบ้านด้อยลง โดยการขยายตัวของสินเชื่อสอดคล้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
“การลดดอกเบี้ยช่วยเรื่องราคาได้ระดับหนึ่ง แต่ในด้านปริมาณสินเชื่อเป็นเรื่องของความเสี่ยงที่สูง โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังกนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งล่าสุด 30 เม.ย.68 พบว่ามีธนาคารกรุงเทพที่เป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่รายแรกและรายเดียวที่ลดดอกเบี้ยลงจนถึงขณะนี้ รวมทั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐหลายแห่งที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยตาม
อย่างไรก็ดี จากรายงานนโยบายการเงินไตรมาส 1/68 ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) โดยรวมปรับลดลง ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 26 ก.พ. 2568 โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิง minimum loan rate (MLR) ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 7.58 และ minimum retail rate (MRR) ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 7.91 ซึ่งคิดเป็นการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ประมาณครึ่งหนึ่งของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รวมสองครั้งที่ผ่านมา (วันที่ 16 ต.ค. 2567 และ 26 ก.พ. 2568)
ด้านอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำปรับลดลงเช่นเดียวกัน สำหรับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อปล่อยใหม่ (new loan rate: NLR) ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.84 ทั้งนี้ ธพ. มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมหลังจากที่ กนง. มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568
ขณะที่สินเชื่อธุรกิจโดยรวมหดตัวต่อเนื่อง โดยสินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัวในทุกภาคธุรกิจ ขณะที่สินเชื่อรายย่อยโดยรวมยังหดตัวจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ จากการชะลอการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในภาวะที่ความเสี่ยงของลูกหนี้อยู่ในระดับสูง รวมถึงสินเชื่อบัตรเครดิตที่ยังหดตัวจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ลดลงเทียบกับเดือนก่อน
ขณะที่คุณภาพสินเชื่อธุรกิจโดยรวมทรงตัว โดยสินเชื่อ SMEs มีปริมาณ NPL ลดลงจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI) เป็นสำคัญ ขณะที่ NPL สินเชื่อรายย่อยเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ที่เคยเข้ามาตรการช่วยเหลือและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ขณะที่ NPL สินเชื่อส่วนบุคคลปรับลดลงส่วนหนึ่งจากการบริหารจัดการคุณภาพหนี้
“โดย NPL สินเชื่อบ้าน ณ ก.พ. 68 อยู่ที่ 4.7% สูงกว่าระดับ NPL ของสินเชื่อรายย่อยรวมที่อยู่ในระดับ 4%”