GDP จีน โตเกินคาด 5.4% ใน Q1/68 รับแรงหนุนมาตรการกระตุ้น สู้พิษภาษีสหรัฐฯ
GDP จีน ขยายตัว 5.4% ใน Q1/58 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด รับปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาเพื่อรับมือกับผลกระทบจากมาตรการภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ
วันที่ 16 เมษายน 2568สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 5.4% ในไตรมาส 1/2568 เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากอัตราการขยายตัวในไตรมาส 4/2567 และแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวราว 5.1-5.2%
เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 1 ได้รับปัจจัยหนุนจากการที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรกับประเทศต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง จีน ที่ถูกเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าสูงสุดในอัตรา 145%
รัฐบาลจีนได้กำหนดเป้าหมายการเติบโตของตัวเลข GDP ในปี 2568 เอาไว้ที่ระดับประมาณ 5% และประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายรายการ โดยเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนเปิดเผยมาตรการกระตุ้นด้านการคลังเพิ่มเติม และให้คำมั่นว่าจะเพิ่มความพยายามในการสนับสนุนการบริโภคและลดผลกระทบของสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ที่จะมีต่อเศรษฐกิจจีน
หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) ในวันดังกล่าวโดยเขาให้คำมั่นว่านโยบายเศรษฐกิจของจีนนั้น จะเปลี่ยนไปมุ่งเน้นที่การสร้างประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและกระตุ้นการบริโภค พร้อมกับเปิดเผยว่า จีนวางแผนที่จะออกพันธบัตรพิเศษระยะยาวมูลค่า 1.3 ล้านล้านหยวน (1.79 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากระดับ 1 ล้านล้านหยวนในปี 2567 และรัฐบาลท้องถิ่นจะได้รับอนุญาตให้ออกพันธบัตรพิเศษมูลค่า 4.4 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้นจากระดับ 3.9 ล้านล้านหยวน
นอกจากนี้ นายหลี่กล่าวว่า ธนาคารกลางจีนจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย และปรับลดอัตราส่วนการกันสำรอง (RRR) สำหรับธนาคารพาณิชย์ "ในเวลาที่เหมาะสม" โดยถ้อยแถลงดังกล่าวถือเป็นการส่งสัญญาณว่านโยบายการเงินของจีนจะยังอยู่ในลักษณะผ่อนคลาย โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ
ทั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า เศรษฐกิจจีน ในไตรมาสแรกปี 2025 ขยายตัวเกินความคาดหมาย โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศและภาคการผลิตที่แข็งแกร่ง แม้ว่ารัฐบาลจะเตรียมรับมือกับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ที่สุดของจีนในรอบหลายสิบปี
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอย่างรุนแรง ซึ่งทำให้รัฐบาลจีนต้องตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเช่นกัน ท่ามกลางสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้นระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ซึ่งสร้างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก
ข้อมูลที่เผยแพร่ในวันพุธระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนเติบโต 5.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าในไตรมาสมกราคม-มีนาคม ซึ่งเป็นอัตราเท่ากับไตรมาส 4 ของปีก่อน แต่สูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในแบบสำรวจของ Reuters ที่คาดไว้ที่ 5.1%
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเศรษฐกิจมีแนวโน้มแย่ลง เนื่องจากแรงกระแทกจากภาษีของสหรัฐมีแนวโน้มกระทบภาคการส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจจีน เพิ่มแรงกดดันต่อผู้นำจีนในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและป้องกันการว่างงานในวงกว้าง
การบริโภค-การลงทุนขยายตัวต่อเนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
Xu Tianchen นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit กล่าวว่า “การขยายตัวที่ระดับ 5.4% ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก” โดยเสริมว่า “ในสองปีที่ผ่านมา จีนมักเริ่มต้นไตรมาสแรกได้ดี แต่กลับเผชิญแรงกดดันในไตรมาสสอง” และระบุว่า “การตอบสนองเชิงนโยบายอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดมีความจำเป็นท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ”
ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดชี้ถึงการฟื้นตัวที่ไม่สม่ำเสมอ โดยยอดปล่อยสินเชื่อของธนาคารดีกว่าคาด และการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเร็วขึ้น อย่างไรก็ดี การว่างงานที่เพิ่มขึ้นและแรงกดดันจากภาวะเงินฝืดยังคงสร้างความกังวลต่ออุปสงค์ในประเทศ
นอกจากนี้นักวิเคราะห์ยังคาดว่าการส่งออกของจีนที่พุ่งขึ้นในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นผลจากโรงงานเร่งส่งสินค้าออกก่อนที่ภาษีของทรัมป์จะมีผล อาจลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงถัดไปเมื่อมาตรการภาษีมีผลบังคับใช้
แนวโน้มปี 2025 เศรษฐกิจอาจชะลอตัวต่อเนื่อง
สำหรับปี 2025 แบบสำรวจของ Reuters คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตเพียง 4.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งชะลอลงจาก 5.0% ในปี 2024 และต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ตั้งไว้ราว 5.0% โดยนักวิเคราะห์หลายรายได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้อย่างมาก
UBS ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของจีนในปี 2025 ลงเหลือ 3.4% จากเดิมที่คาดไว้ 4.0% โดยอิงจากสมมติฐานว่าภาษีศุลกากรระหว่างสหรัฐฯ-จีนจะยังคงอยู่ และรัฐบาลจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม
UBS ระบุในบันทึกว่า “เราเชื่อว่าแรงกระแทกจากภาษีศุลกากรสร้างความท้าทายอย่างไม่เคยมีมาก่อนต่อภาคการส่งออกของจีน และจะนำไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศครั้งใหญ่”
แม้ว่าหลายประเทศจะได้รับผลกระทบจากภาษีของสหรัฐ แต่จีนคือเป้าหมายหลักของการขึ้นภาษีรอบล่าสุด โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้เพิ่มภาษีศุลกากรสินค้าจีนเป็น 145% ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ เป็น 125% พร้อมวิจารณ์ว่านโยบายการค้าของสหรัฐฯ เป็น “เรื่องตลก”
ในแง่รายไตรมาส GDP ขยายตัว 1.2% ในไตรมาสแรกของปีนี้ ลดลงจาก 1.6% ในไตรมาส 4 ของปีก่อน
ยอดค้าปลีกและการผลิตฟื้นตัวต่อเนื่อง
ยอดค้าปลีก ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการบริโภค เพิ่มขึ้น 5.9% ในเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นจาก 4.0% ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมเติบโตขึ้น 7.7% จาก 5.9% ในสองเดือนแรกของปี ตัวเลขทั้งสองสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้
การเติบโตของยอดค้าปลีกได้รับแรงหนุนจากยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านและเฟอร์นิเจอร์ที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขสองหลัก โดยได้รับผลจากมาตรการกระตุ้นการค้าสินค้าอุปโภคบริโภคของรัฐบาล
ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงถ่วงการเติบโต
อย่างไรก็ดี ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นแรงฉุดเศรษฐกิจ โดยการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ลดลง 9.9% ในช่วง 3 เดือนแรกของปี เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นจากที่ลดลง 9.8% ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ขณะที่ราคาบ้านใหม่ในเดือนมีนาคมยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
ผู้นำนโยบายจีนกล่าวซ้ำ ๆ ว่าประเทศยังมี “พื้นที่และเครื่องมือ” เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยนายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง ได้ให้คำมั่นเมื่อต้นเดือนว่าจะออกมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม
ในปีนี้ จีนได้วาง “การกระตุ้นการบริโภค” เป็นภารกิจสำคัญอันดับต้น ๆ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ
คณะกรรมการโปลิตบูโร ซึ่งเป็นหน่วยงานกำหนดนโยบายระดับสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน คาดว่าจะจัดประชุมในปลายเดือนนี้เพื่อวางแนวทางนโยบายสำหรับช่วงถัดไป
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จีนได้เปิดเผยมาตรการทางการคลัง ซึ่งรวมถึงการเพิ่มงบประมาณขาดดุลประจำปี ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐส่งสัญญาณถึงการออกมาตรการทางการคลังและการเงินเพิ่มเติม เพื่อรับมือกับแรงกดดันจากภายนอก ซึ่งต่อเนื่องจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว
ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือน เมษายน บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch ได้ปรับลดอันดับเครดิตของรัฐบาลจีน โดยให้เหตุผลว่าหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและความเสี่ยงต่อฐานะการคลัง เป็นความท้าทายสำหรับผู้กำหนดนโยบายในการกระตุ้นการบริโภคท่ามกลางภาวะการค้าถดถอย
อ้างอิง : reuters.com