โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย แนะรัฐเร่งเจรจาสหรัฐ คาดจีดีพีไทยส่อวูบ 1% แต่ยังไม่เกิด recession

การเงินธนาคาร

อัพเดต 04 เม.ย. 2568 เวลา 16.03 น. • เผยแพร่ 04 เม.ย. 2568 เวลา 09.03 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองไทยโดน สหรัฐฯ เก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ที่ 37% กระทบส่งออกไทยหดตัว -0.5% เสี่ยงกระทบจีดีพี หายไป 1.0% คาดทั้งปี 68 จีดีพีไทยโต 1.4% แต่ยังไม่เกิด recession แนะรัฐบาลเร่งเจรจาสหรัฐฯ ทำงานกับเอกชนให้มากขึ้น ใช้นโยบายการเงินการคลังอย่างตรงจุด ระวังผลกระทบระยะยาว

4 เม.ย. 2568 นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า การประกาศเพิ่มภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) จากสหรัฐฯ ในอัตราที่สูงเกินคาดเป็นการเดินเกมเพื่อเจรจา โดยกำหนดการขึ้นภาษีที่จะมีผลในวันที่ 9 เม.ย. 2567 ค่อนข้างกระชั้น และไทยคงต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่จะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“ไทยมีเวลา 1 สัปดาห์ที่จะเจรจากับสหรัฐฯ เพราะมาตรการภาษีจะเริ่มใช้ในวันที่ 9 เม.ย. นี้ ซึ่งจากการแถลงข่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็แสดงให้เห็นว่าไทยก็พร้อมที่จะเจรจา”

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การส่งออกปี 2568 จะหดตัว -0.5% จากเดิมที่มองไว้ 2.5% ส่วนจีดีพีไทย ได้รับผลกระทบประมาณ 1% ทำให้ประมาณการใหม่อยู่ที่ 1.4% ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 2.4% อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยจะยังไม่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession)

“การประเมินของเราเพื่อเตรียมพร้อมและตั้งรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งที่คาดว่าจะกระทบกับจีดีพีไทยที่ 1% ยังไม่ได้รวมผลของการเจรจาของรัฐบาล หากไม่เจรจาเลยผลกระทบก็อาจจะมากกว่า 1% แต่หากการเจรจาเป็นไปได้ด้วยดีก็อาจจะดีกว่า 1% ได้ โดยในการการเจรจาครั้งนี้รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นว่ากำลังเอาจริง เห็นว่าเป็นเรื่องด่วนและสำคัญ นอกจากนี้รัฐบาลยังต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชนให้มากขึ้น เพราะคนที่จะได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์จากการเจรจาก็คือภาคเอกชน”

ด้านอัตราเงินเฟ้อไทยในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 0.5% ปรับลดจากประมาณการครั้งก่อนที่อยู่ที่ 0.7% เนื่องจากมองว่ามาตรการภาษีสหรัฐจะกระทบต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจซึ่งจะกระทบต่อการจ้างงานและการบริโภคในประเทศซึ่งจะส่งผลต่อไปยังอัตราเงินเฟ้อ ทั้งนี้จะยังไม่มีความเสี่ยงที่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด

สำหรับค่าเงินบาท ศูนย์วิจัยกสิกรฯ มองว่าในระยะสั้นจะยังไม่อ่อนค่าได้ชัดเจน โดยจะผันผวนในกรอบระดับ 33.00 -34.50 บาทต่อดอลลาร์

“ในระยะยาวค่าบาทอาจอ่อนค่าได้เนื่องจากเไทยที่อ่อนแอลงหรือแทบจะไม่โตในครึ่งหลังของปี จากผลกระทบของมาตรการภาษี”

นางสาวณัฐพร เปิดเผยว่า สำหรับการรับมือกับมาตรการภาษีดังกล่าวต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุดคือเน้นเรื่องนโยบายการค้าเป็นหลัก ขณะที่นโยบายการเงินการคลังจะเป็นส่วนช่วยเสริมโดยอาจมีความจำเป็นที่นโยบายการเงินการคลังต้องผ่อนคลายเพิ่มมากขึ้นกว่าที่ประเมินไว้

“มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลโดยตรงกับการค้าระหว่างประเทศและภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นการแก้ไขที่ตรงจุดคือต้องเพิ่มประสิทธิภาพเรื่องการค้าให้สามารถแข่งขันได้ ส่วนนโยบายการเงินการคลังจะเป็นมาตรการเสริมเพื่อบรรเทาผลกระทบ เช่น กรณีที่มีการปลดคนงานจากภาคผลิตอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ นโยบายการคลังก็ต้องเข้ามาช่วยเรื่องการเยียวยา”

อย่างไรก็ตามปัจจุบันนโยบายการคลังยังเผชิญความท้าทายจากการที่พื้นที่การคลังมีจำกัด ดังนั้นการใช้งบประมาณเพื่อดูแลผลกระทบต้องทำด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้ไปสร้างผลกระทบอีกด้านในระยะข้างหน้า ส่วนนโยบายการเงิน ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เร็วขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะเริ่มปรับลดในช่วงครึ่งปีหลัง เป็นปรับลด ในวันที่ 30 เม.ย. 2568 ขณะที่ในช่วงครึ่งปีหลังก็จะปรับลดลงอีกครั้ง

“ตอนนี้ไทยยังมีเครื่องมือเพียงพอที่จะรับมือกับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แต่เครื่องมือที่มีก็มีจำกัด ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องคิดว่าจะใช้เครื่องมือนั้นอย่างไร เช่น หากมีการใช้งบประมาณ หรือ มีการกู้เงินเพิ่ม ก็ต้องมีความชัดเจนว่าจะหาเงินเพิ่มได้อย่างไร เพราะไม่อย่างนั้นอาจกระทบกับความยั่งยืนทางการคลังและกระทบต่อความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทยได้”

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า จาก Reciprocal Tariff ที่สหรัฐฯเก็บไทย 37% เบื้องต้นคาดว่าจะกระทบมูลค่าการส่งออกของไทยประมาณ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 4 แสนล้านบาทในปี 2568

ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าว อาจจะปรับเปลี่ยนได้ ขึ้นอยู่กับผลการเจรจาของภาครัฐหลังจากนี้ โดยสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฟฟ้า รถยนต์และชิ้นส่วน เกษตร และอาหาร เป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม

“สำหรับกลุ่มที่อาจจะไม่ได้รับผลกระทบมาก คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์บางรายการที่ไทยเป็นผู้ผลิตหลัก เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องปรับอากาศที่ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากจีน และ อาหารซึ่งเป็นภาคที่ไทยมีความแข็งแรง”

ทั้งนี้เมื่อประกอบภาพกับกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอลงเพิ่มเติมหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมหรือ (MPI) เสี่ยงจะหดตัวลงกว่าเดิม หรือติดลบ 3.4% ในปี 2568 จากเดิมคาดที่ติดลบ 1.0% ขณะเดียวกัน แรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวก็ลดน้อยลง โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในปี 2568 ลงมาที่ 35.9 ล้านคน จากเดิมคาด 37.5 ล้านคน

นอกจากนี้ยังคาดว่ามาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังจะกระทบกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เนื่องจากนักลงทุนต่างชะลอการลงทุนเพื่อรอดูท่าทีการเจรจาของแต่ละประเทศ

“อุตสาหกรรมที่ไทยมีโอกาสได้ FDI คืออุตสาหกรรมที่นักลงทุนมองว่าไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก อย่างไรก็ตามต้องมาดูว่าตอนนี้ประสิทธิภาพการผลิตของไทยแข่งขันได้แค่ไหน อาจจะถึงเวลาแล้วที่เราต้องยกระดับเรื่องประสิทธิภาพในการผลิต”

นางสาวเกวลิน เปิดเผยว่า ในการรับมือกับมาตรการทางการค้าในครั้งนี้ แนะนำให้เอสเอ็มอีไทยสร้างจุดแข็งให้ผลิตภัณฑ์และบริการของตัวเอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และบริการ ตลอดจนปรับกระบวนการผลิตให้มีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ กระจายตลาดส่งออกไปยังตลาดที่ไม่ได้รับผลกระทบ เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง โดยต้องรัฐบาลต้องดำเนินการเรื่องการค้าเสรี (FTA)

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...