ศูนย์วิจัยกสิกรไทย แนะรัฐเร่งเจรจาสหรัฐ คาดจีดีพีไทยส่อวูบ 1% แต่ยังไม่เกิด recession
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองไทยโดน สหรัฐฯ เก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ที่ 37% กระทบส่งออกไทยหดตัว -0.5% เสี่ยงกระทบจีดีพี หายไป 1.0% คาดทั้งปี 68 จีดีพีไทยโต 1.4% แต่ยังไม่เกิด recession แนะรัฐบาลเร่งเจรจาสหรัฐฯ ทำงานกับเอกชนให้มากขึ้น ใช้นโยบายการเงินการคลังอย่างตรงจุด ระวังผลกระทบระยะยาว
4 เม.ย. 2568 นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า การประกาศเพิ่มภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) จากสหรัฐฯ ในอัตราที่สูงเกินคาดเป็นการเดินเกมเพื่อเจรจา โดยกำหนดการขึ้นภาษีที่จะมีผลในวันที่ 9 เม.ย. 2567 ค่อนข้างกระชั้น และไทยคงต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่จะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“ไทยมีเวลา 1 สัปดาห์ที่จะเจรจากับสหรัฐฯ เพราะมาตรการภาษีจะเริ่มใช้ในวันที่ 9 เม.ย. นี้ ซึ่งจากการแถลงข่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็แสดงให้เห็นว่าไทยก็พร้อมที่จะเจรจา”
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การส่งออกปี 2568 จะหดตัว -0.5% จากเดิมที่มองไว้ 2.5% ส่วนจีดีพีไทย ได้รับผลกระทบประมาณ 1% ทำให้ประมาณการใหม่อยู่ที่ 1.4% ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 2.4% อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยจะยังไม่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession)
“การประเมินของเราเพื่อเตรียมพร้อมและตั้งรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งที่คาดว่าจะกระทบกับจีดีพีไทยที่ 1% ยังไม่ได้รวมผลของการเจรจาของรัฐบาล หากไม่เจรจาเลยผลกระทบก็อาจจะมากกว่า 1% แต่หากการเจรจาเป็นไปได้ด้วยดีก็อาจจะดีกว่า 1% ได้ โดยในการการเจรจาครั้งนี้รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นว่ากำลังเอาจริง เห็นว่าเป็นเรื่องด่วนและสำคัญ นอกจากนี้รัฐบาลยังต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชนให้มากขึ้น เพราะคนที่จะได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์จากการเจรจาก็คือภาคเอกชน”
ด้านอัตราเงินเฟ้อไทยในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 0.5% ปรับลดจากประมาณการครั้งก่อนที่อยู่ที่ 0.7% เนื่องจากมองว่ามาตรการภาษีสหรัฐจะกระทบต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจซึ่งจะกระทบต่อการจ้างงานและการบริโภคในประเทศซึ่งจะส่งผลต่อไปยังอัตราเงินเฟ้อ ทั้งนี้จะยังไม่มีความเสี่ยงที่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด
สำหรับค่าเงินบาท ศูนย์วิจัยกสิกรฯ มองว่าในระยะสั้นจะยังไม่อ่อนค่าได้ชัดเจน โดยจะผันผวนในกรอบระดับ 33.00 -34.50 บาทต่อดอลลาร์
“ในระยะยาวค่าบาทอาจอ่อนค่าได้เนื่องจากเไทยที่อ่อนแอลงหรือแทบจะไม่โตในครึ่งหลังของปี จากผลกระทบของมาตรการภาษี”
นางสาวณัฐพร เปิดเผยว่า สำหรับการรับมือกับมาตรการภาษีดังกล่าวต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุดคือเน้นเรื่องนโยบายการค้าเป็นหลัก ขณะที่นโยบายการเงินการคลังจะเป็นส่วนช่วยเสริมโดยอาจมีความจำเป็นที่นโยบายการเงินการคลังต้องผ่อนคลายเพิ่มมากขึ้นกว่าที่ประเมินไว้
“มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลโดยตรงกับการค้าระหว่างประเทศและภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นการแก้ไขที่ตรงจุดคือต้องเพิ่มประสิทธิภาพเรื่องการค้าให้สามารถแข่งขันได้ ส่วนนโยบายการเงินการคลังจะเป็นมาตรการเสริมเพื่อบรรเทาผลกระทบ เช่น กรณีที่มีการปลดคนงานจากภาคผลิตอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ นโยบายการคลังก็ต้องเข้ามาช่วยเรื่องการเยียวยา”
อย่างไรก็ตามปัจจุบันนโยบายการคลังยังเผชิญความท้าทายจากการที่พื้นที่การคลังมีจำกัด ดังนั้นการใช้งบประมาณเพื่อดูแลผลกระทบต้องทำด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้ไปสร้างผลกระทบอีกด้านในระยะข้างหน้า ส่วนนโยบายการเงิน ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เร็วขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะเริ่มปรับลดในช่วงครึ่งปีหลัง เป็นปรับลด ในวันที่ 30 เม.ย. 2568 ขณะที่ในช่วงครึ่งปีหลังก็จะปรับลดลงอีกครั้ง
“ตอนนี้ไทยยังมีเครื่องมือเพียงพอที่จะรับมือกับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แต่เครื่องมือที่มีก็มีจำกัด ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องคิดว่าจะใช้เครื่องมือนั้นอย่างไร เช่น หากมีการใช้งบประมาณ หรือ มีการกู้เงินเพิ่ม ก็ต้องมีความชัดเจนว่าจะหาเงินเพิ่มได้อย่างไร เพราะไม่อย่างนั้นอาจกระทบกับความยั่งยืนทางการคลังและกระทบต่อความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทยได้”
นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า จาก Reciprocal Tariff ที่สหรัฐฯเก็บไทย 37% เบื้องต้นคาดว่าจะกระทบมูลค่าการส่งออกของไทยประมาณ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 4 แสนล้านบาทในปี 2568
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าว อาจจะปรับเปลี่ยนได้ ขึ้นอยู่กับผลการเจรจาของภาครัฐหลังจากนี้ โดยสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฟฟ้า รถยนต์และชิ้นส่วน เกษตร และอาหาร เป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม
“สำหรับกลุ่มที่อาจจะไม่ได้รับผลกระทบมาก คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์บางรายการที่ไทยเป็นผู้ผลิตหลัก เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องปรับอากาศที่ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากจีน และ อาหารซึ่งเป็นภาคที่ไทยมีความแข็งแรง”
ทั้งนี้เมื่อประกอบภาพกับกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอลงเพิ่มเติมหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมหรือ (MPI) เสี่ยงจะหดตัวลงกว่าเดิม หรือติดลบ 3.4% ในปี 2568 จากเดิมคาดที่ติดลบ 1.0% ขณะเดียวกัน แรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวก็ลดน้อยลง โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในปี 2568 ลงมาที่ 35.9 ล้านคน จากเดิมคาด 37.5 ล้านคน
นอกจากนี้ยังคาดว่ามาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังจะกระทบกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เนื่องจากนักลงทุนต่างชะลอการลงทุนเพื่อรอดูท่าทีการเจรจาของแต่ละประเทศ
“อุตสาหกรรมที่ไทยมีโอกาสได้ FDI คืออุตสาหกรรมที่นักลงทุนมองว่าไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก อย่างไรก็ตามต้องมาดูว่าตอนนี้ประสิทธิภาพการผลิตของไทยแข่งขันได้แค่ไหน อาจจะถึงเวลาแล้วที่เราต้องยกระดับเรื่องประสิทธิภาพในการผลิต”
นางสาวเกวลิน เปิดเผยว่า ในการรับมือกับมาตรการทางการค้าในครั้งนี้ แนะนำให้เอสเอ็มอีไทยสร้างจุดแข็งให้ผลิตภัณฑ์และบริการของตัวเอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และบริการ ตลอดจนปรับกระบวนการผลิตให้มีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ กระจายตลาดส่งออกไปยังตลาดที่ไม่ได้รับผลกระทบ เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง โดยต้องรัฐบาลต้องดำเนินการเรื่องการค้าเสรี (FTA)