โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ชวลิต จันทรรัตน์’ เปิด 4 ข้อสงสัย อาคาร สตง.ถล่ม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 เม.ย. 2568 เวลา 09.04 น. • เผยแพร่ 06 เม.ย. 2568 เวลา 09.04 น.
ชวลิต จันทรรัตน์

แผ่นดินไหวขนาด 8.2 ริกเตอร์ ลึกลงไป 10 กม. เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 จากรอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault) ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมาถึงบริเวณประเทศไทยโดยวัดขนาดอยู่ระหว่าง 3-4 หลังจากเหตุการณ์สงบลง ศูนย์รับแจ้งเพื่อตรวจสอบความเสียหายของอาคารที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว (ศรต.ยผ.) ได้สรุปตัวเลขการตรวจสอบอาคารขั้นต้นทั่วประเทศ 3,375 อาคาร

ปรากฏมีอาคาร 3,130 อาคาร สามารถเข้าใช้งานได้ตามปกติ 181 อาคาร โครงสร้างอาคารมีความเสียหายปานกลาง แต่สามารถเข้าใช้งานได้ มีเพียง 34 อาคาร ที่โครงสร้างอาคารเสียหายอย่างหนัก อาจเกิดการพังถล่มลงมาได้

แต่ในจำนวนนี้ปรากฏเหตุการณ์ อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สูง 30 ชั้น งบประมาณก่อสร้าง 2,136 ล้านบาท ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างในพื้นที่จตุจักร เพียงอาคารเดียวเท่านั้นที่พังถล่มลงมาได้สร้างความสงสัยให้กับสาธารณชนที่ว่า ทำไมจึงพังถล่ม “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ นายชวลิต จันทรรัตน์ นายกสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

แอ่งกรุงเทพฯทำอาคารสูงไหวแรง

คลื่นแผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนสะกายที่เดินทางมาถึงบริเวณประเทศไทยเป็น คลื่นความยาวไล่มาตั้งแต่ จ.แม่ฮ่องสอน ตาก อุทัยธานี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา แต่พอคลื่นมาถึงบริเวณปทุมธานีก็จะเข้าสู่แอ่งกรุงเทพ ที่ลักษณะแผ่นดินเป็นโคลน นุ่มอ่อน เป็นแอ่งกระทะ

พอคลื่นแผ่นดินไหวซึ่งเป็นคลื่นความยาวมาถึงแอ่งกระทะบริเวณกรุงเทพฯ ทำให้เกิดการสั่นไหวรุนแรงขึ้น เรียกว่า คลื่นถูกขยาย Amplify เป็นคลื่นความถี่สูง โดยกรุงเทพฯของเราอยู่บริเวณแอ่งสีแดง หมายถึง ตรงนี้แอ่งลึกสุด คลื่นเดินทางที่มีความถี่สูงลักษณะนี้จะส่งผลทำให้อาคารสูงสั่นไหว

ขณะที่คลื่นแผ่นดินไหวที่จุดรอยเลื่อนสะกาย เป็นคลื่นความถี่ต่ำ ก็จะทำอันตรายต่ออาคารบ้านเรือนขนาดเล็ก ซึ่งจะเสียหายมากอย่างที่เห็น

อย่างไรก็ตาม ผลจากแผ่นดินไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า อาคารสูงในบริเวณกรุงเทพฯได้รับความเสียหายในระดับสีแดงน้อยมาก หรือเพียง 3-4 อาคาร หรือไม่ถึง 1% เท่านั้น รวมทั้งอาคารสูงที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างด้วย ยกเว้นอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ถือเป็นความบกพร่องของตัวอาคารเลย

ส่วนอาคารอื่น ๆ แสดงว่าได้มาตรฐาน สามารถต้านแผ่นดินไหวได้ เป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 49 ปี 2540 กับกฎกระทรวงฉบับที่ 129 ปี 2550 ที่กำหนดให้อาคารในกรุงเทพฯและปริมณฑลที่สูงเกินกว่า 15 เมตร ต้องออกแบบให้สามารถต้านแผ่นดินไหวได้

แกนกลางรับแรง พื้นไร้คาน

กรณีอาคารสำนักงาน สตง.ผมว่า ดีที่มันพังลงมาช่วงเกิดแผ่นดินไหวเสียก่อนที่จะเข้าใช้งาน มันอันตรายมาก ที่พังลงมาแบบนี้ต้องดูโครงสร้างความแข็งแรงของอาคาร เสา-คาน ที่ปรากฏให้เห็นในภาพคือ เสาหัก-ระเบิด ห้องลิฟต์-บันไดหนีไฟ ซึ่งปกติจะเป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดของอาคารก็หัก

เสารองคู่หน้าของอาคารก็ระเบิดออกมาเลย แสดงว่ามีแรงกดอย่างมหาศาล ทำให้คอนกรีตรับแรงกดไม่ได้ถึงแตกออกมา ความบกพร่องผิดพลาดเหล่านี้จะต้องรอผลการตรวจสอบอาคารของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเป็นหลัก

ส่วนที่บริษัทจีน ผู้ก่อสร้างอาคารหลังนี้ (บริษัท China Railway No.10 Engineering Group หรือ CRCC เครือรัฐวิสาหกิจจีน) บอกว่า ตัวอาคาร สตง.นั้นใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีความซับซ้อนที่ใช้กับอาคารสูงเป็นพิเศษ (ตึก สตง.สูง 30 ชั้น)

อาทิ โครงสร้างอาคารแบบแกนกลางรับแรง-พื้นไร้คาน ลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะเราทำอาคารแบบนี้ได้มาตั้งแต่ 40 ปีที่แล้ว และมาฮิตมากในช่วง 20 ปีหลัง โดยเอาลิฟต์เป็นหลักแล้วใช้เสาโดยรอบ

ดังนั้นแนวลิฟต์ต้องแข็งแรงเพราะต้องทำพื้นออกจากตัวลิฟต์แล้วไปพาดอยู่บนคานกับเสาโดยรอบ โดยคานตรงกลางไม่ต้องมีเพื่อไม่ให้เสียพื้นที่ ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีก่อสร้างแบบไร้คานพื้นรับน้ำหนักต้องแข็งแรง เรื่องเหล่านี้คณะกรรมการสอบก็ต้องเข้าไปดู แต่มันไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ เราทำกันอยู่แล้ว

การที่อาคาร สตง.ถล่มลงมานั้น ผมคิดว่า เราต้องพูดถึง “เหตุ” 4 ประการที่เกิดขึ้น คือ 1) การออกแบบ ตัวอาคาร สามารถรับแรงได้ถึง 7 หรือไม่ ส่วนนี้จะอยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทผู้ออกแบบอาคารหลังนี้ กับคนตรวจแบบ ซึ่งเข้าใจว่าเป็น กรมโยธาธิการและผังเมือง

2) เรื่องของการก่อสร้าง เท่าที่ติดตามดูพบว่า เสาและตัวแกนหลักของอาคารเป็นของบริษัทจีน (CRCC) เป็นคนทำ ส่วนบริษัทไทยทำพื้น ซึ่งตอนนี้บริษัทจีนชุดใหญ่ก็เดินทางกลับประเทศไปแล้วตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา เพราะตัวโครงสร้างอาคาร สตง.สร้างเสร็จมาเกือบปีแล้ว

เหล็กข้ออ้อยตัว T

3) เรื่องของวัสดุ ที่กำลังทดสอบเหล็กกันอยู่ในขณะนี้ ผมคิดว่า เหล็กข้ออ้อย ที่ใช้ เป็นเหล็กชนิดที่ไม่ควรนำมาใช้กับอาคารสูงแบบนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทำไมผมจึงพูดอย่างนี้ ก็เพราะว่าเหล็กข้ออ้อยที่ใช้ในอาคาร เป็นเหล็กข้ออ้อยที่มีสัญลักษณ์ตัว T หมายความว่าอย่างไร

เหล็กข้ออ้อยชนิดนี้มีกระบวนการผลิตเมื่อถูกรีดร้อนออกมาแล้ว จะไม่ถูกปล่อยให้เย็นลงตามธรรมชาติ แต่ไปใช้วิธีฉีดน้ำ (สเปรย์น้ำ) เพื่อเร่งกระบวนการให้เกิดการเย็นตัวเร็วขึ้นกว่าการเย็นตัวในอากาศปกติ หรือเรียกกระบวนการแบบนี้ว่า TEMP-CORE ซึ่งจะใช้สัญลักษณ์เป็นรูป ตัว T โรงงานเหล็กเส้นของจีนส่วนใหญ่จะผลิตเหล็กข้ออ้อยด้วยวิธีการนี้ทั้งสิ้น

คนที่ทำงานก่อสร้างรู้กันดีว่า เหล็กข้ออ้อยรูปตัว T นั้น มันกรอบข้างนอกและแตกหักง่าย จะดัดไม่ได้เลย ดังนั้นเมื่อนำเหล็กข้ออ้อยรูปตัว T ไปทดสอบก็จะพบว่า ทั้งการรับแรงกดและแรงดึง (ความแข็งแรง) ก็จะได้มาตรฐาน โดยเหล็กเส้นจากโรงงานจีนนี่มีความแข็งแรงมาก แต่เวลาดึงเหล็กข้ออ้อยเหล่านี้ปรากฏว่า

เมื่อดึงจนถึงจุดล้าสุด (Fatigue) เหล็กมันจะขาดเร็วมาก หรือใช้เวลาสั้นกว่าเหล็กข้ออ้อยไม่มีตัว T หรือเหล็กข้ออ้อยไทย คือมันใช้เวลาสั้นกว่า 16% เมื่อเทียบกับเหล็กไทย หมายความว่า เวลาเหล็กล้าสุดแล้วถูกดึงจนขาด มันสั้นกว่าแล้วมันกรอบนอก แตกหักง่ายกว่าเหล็กที่ไม่มีตัว T

ดังนั้นเวลาแผ่นดินไหวแล้วมันเป็นคลื่นถี่ ๆ เข้ามากระทบตัวอาคารก็จะโยก เกิดการบิดไปมา ดึงปล่อย ๆ ที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว อาจส่งผลให้เหล็กข้ออ้อยเกิดรอยร้าวและแตกหักได้ทันที เรื่องของวัสดุเหล็กข้ออ้อยนี้ จะต้องไปทดสอบในรายละเอียดมากกว่าที่จะบอกว่า เหล็กข้ออ้อยรูปตัว T ได้มาตรฐานหรือไม่ได้มาตรฐาน สมอ.

แน่นอนว่า บริษัทผู้ก่อสร้างจีน (บริษัท China Railway No.10 Engineering Group) ไม่ได้รับงานก่อสร้างอาคารสำนักงาน สตง.ที่เดียว ดังนั้นควรจะต้องไปตรวจสอบความแข็งแรงของอาคารเหล่านี้ด้วย ถ้ามีการใช้เหล็กข้ออ้อยตัว T แต่บางอาคารสร้างเสร็จไปแล้วจะทำอย่างไร

ถ้าเชื่อตามผู้ควบคุมการก่อสร้างก็เอารายงานมาดู แต่ไม่ควรเชื่อ เพราะเหล็กข้ออ้อยส่วนใหญ่ที่ใช้ก่อสร้างเป็นเหล็กจีนรูปตัว T แทบทั้งหมด ทำไมผู้รับเหมาจีนไม่ใช้เหล็กข้ออ้อยไทย หรือของเจ้าอื่น ก็เพราะเหล็กข้ออ้อยสัญลักษณ์ตัว T มันมีราคาถูกกว่า

ผมว่านะ ในเรื่องของวัสดุก่อสร้างเรื่องเหล็กข้ออ้อยนั้น คณะกรรมการตรวจสอบจะต้องให้ความเป็นธรรมกับบริษัทจีนที่ใช้เหล็กตัว T และโรงงานเหล็กเส้นจีนผู้ผลิต (บริษัท ซินเคอหยวน สตีล) ด้วยการเก็บตัวอย่างเหล็กจากคานหรือเสาที่เหล็กยังติดอยู่กับคอนกรีต ไม่ใช่ไปเก็บตัวอย่างเหล็กข้ออ้อยที่มันกระเด็นตกลงมา หรือหลุดหรืองอออกมาแล้ว

เพราะเหล็กข้ออ้อยเหล่านี้มันเลยจุดที่มันล้าสุด หรือมันทนกับแรงบิดแรงโยกจากแผ่นดินไหวมาแล้ว เมื่อหลุดออกมาแล้วไปตรวจสอบ มันก็ไม่ได้ข้อมูลที่แท้จริง ดังนั้นมันจะต้องไปเก็บตัวอย่างจากเหล็กดิบ ๆ ที่ยังติดอยู่ในคอนกรีต ในเสา ในคาน ที่ล้มพาดอยู่ ไม่ใช่ไปเก็บตัวอย่างจากเหล็กที่กระเด็นตกกอง ๆ อยู่ไปทดสอบ

เรื่องนี้ยังรวมไปถึงการทดสอบความแข็งแรงของอาคารที่บริษัทจีนสร้างเสร็จไปแล้วก็ควรที่จะไปเก็บตัวอย่างเหล็กด้วยการทุบจากเสาที่ไม่ใช่เสาหลักไปทดสอบ ทุบเอาเหล็กจากส่วนที่ไม่สำคัญ อันนี้จะเป็นธรรมและเป็นข้อเท็จจริง เพราะในสเป็กเหล็กก็ไม่ได้บอกว่า ไม่ให้ใช้เหล็กข้ออ้อยตัว T

อาคารถล่มลงมาตรง ๆ

4) เรื่องของเครนหลัก (Tower Crane) ตอนแผ่นดินไหวมีคอนโดฯที่ดินแดงหลังหนึ่ง เครนหลักหักลงมา คอนโดฯนี่ถ้าสังเกตจะพบว่า ตัวเครนหลักไม่ได้อยู่ในช่องลิฟต์ ซึ่งเป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดของอาคาร แต่ไปแปะหรือเกาะไว้ข้าง ๆ พอเกิดแผ่นดินไหวมีการโยกอย่างรุนแรง เครนก็หลุดจากตัวยึดเกาะ

ส่วนอาคารสำนักงาน สตง.ก็เช่นกัน เมื่อดูจากบางภาพบางมุมจะเห็นว่า เครนหลักในช่องลิฟต์ก็หัก ตัวช่องลิฟต์ก็หักตกลงมา อาคารถึงถล่มลงมาตรงกลางก่อน แล้วตามมาด้วยชั้นบน ๆ อีก 3-4 ชั้น เสร็จแล้วเสาล่างขาด ทีนี้ตัวอาคารทั้งหมดก็ยุบลงมาตรง ๆ อาการถล่มนี่เหมือนกับกรณีโรงแรมรอยัลพลาซ่า ที่โคราช ถล่มลงมาในปี 2536 จากการที่ไปตัดเสากลางออก เพราะคิดว่าเสาข้างกับคานรับน้ำหนักได้

กรณีของอาคาร สตง.ก็เช่นกัน ที่มันถล่มลงมาตรง ๆ แสดงถึงเกิด Fail ที่บริเวณกลางอาคาร อาจเกิดอาการปล่อยลิฟต์โยก เครนหลักโยกแล้วไม่ได้คำนวณความหนาของการรับแรงไว้สำหรับเครนโยก มันแข็งแรงพอรึเปล่า สิ่งเหล่านี้ตั้งเป็นข้อสังเกตไว้

แต่เหตุอาคารสำนักงาน สตง.ถล่มลงมาครั้งนี้ จะต้องขึ้นอยู่กับผลการตรวจสอบของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมา ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทุกปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องของการออกแบบ ผู้ตรวจแบบ ผู้ควบคุมการก่อสร้าง การก่อสร้าง และวัสดุที่ใช้ประกอบกันไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ชวลิต จันทรรัตน์’ เปิด 4 ข้อสงสัย อาคาร สตง.ถล่ม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...