โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์ฟันธง! ยอดขาย ‘รถอีวี’ ในจีนจะแซง ‘รถสันดาป’ ในปีนี้ ส่วนยอดขายทั่วโลกคาดโต 30% ทะลุ 15 ล้านคัน

Positioningmag

อัพเดต 06 ม.ค. 2568 เวลา 06.29 น. • เผยแพร่ 06 ม.ค. 2568 เวลา 06.28 น.

ดูเหมือนปี 2024 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะยังเติบโต โดยได้ จีน เป็นตลาดที่ขับเคลื่อนการเติบโต และดูเหมือนแนวโน้มดังกล่าวจะลากยาวมาถึงปี 2025 นี้ ในขณะที่ตลาดฝั่งตะวันตกกำลังเผชิญความท้าทายจากเงินสนับสนุนจากภาครัฐที่ลดลง

คาดปี 2025 ตลาดโต 30% โดยมีจีนเป็นผู้นำ

จากข้อมูลของ S&P Global Mobilityเปิดเผยว่า ยอดขาย รถยนต์ไฟฟ้า ทั่วโลกในปี 2024 จะอยู่ที่ 11.6 ล้านคันคิดเป็นสัดส่วนราว 13.2%ของยอดขายรถยนต์นั่งทั่วโลก และคาดว่าปี 2025 สัดส่วนจะเพิ่มเป็น 16.7%โดยมียอดขาย 15.1 ล้านคันเติบโตจากปี 2024 ราว +30% แสดงให้เห็นว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะยังคงเป็นภาคการเติบโตที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์
สำหรับตลาดที่จะเป็นคาดว่าจะเป็นผู้นำในการเติบโตยังคงเป็น จีนเนื่องจากตลาดยังคงได้การสนับสนุนจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุน การยกเว้นภาษี และราคาแบตเตอรี่ที่ถูก โดยคาดการณ์ว่าในปี 2025 รถยนต์ไฟฟ้าคาดว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดเกือบ30% ของยอดขายรถยนต์ในประเทศ
อย่างไรก็ตาม จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้อัตราการเติบโตจะชะลอลงเหลือ 20% แต่แม้จะมีการชะลอตัวบ้าง แต่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าก็กำลังจะแซงหน้ารถยนต์สันดาป (ICE) เป็นครั้งแรกในปี 2025 ซึ่งขยับไปใกล้กับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็น50% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ภายในปี 2035
ไม่ใช่แค่ตลาดที่โตโดดเด่น แต่ค่ายรถยนต์สัญชาติจีนอย่าง บีวายดี (BYD)ก็มีปีที่ยอดเยี่ยม โดยได้ส่งมอบรถยนต์4.25 ล้านคันเติบโต +41%เมื่อเทียบกับปี 2023 โดยแบ่งเป็น รถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) 1.76 ล้านคัน เติบโต +12% ส่วน รถปลั๊กอินไฮบริดอยู่ที่ 2.49 ล้านคัน เติบโตก้าวกระโดด +73%
[caption id="attachment_1375125" align="alignnone" width="1200"]

Photo : Shutterstock[/caption]
ด้านของตลาดสหรัฐอเมริกา คาดว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น+36% ส่งผลให้สัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าของสหรัฐฯ อยู่ที่ 11.2% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่สัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าเกิน 10% อย่างไรก็ตาม อาจจะต้องจับตาดูตลาดสหรัฐฯ กันต่อไป
เนื่องจากอาจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีคนล่าสุด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เช่น แผนการยกเลิกเครดิตภาษียานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลกลาง และกำหนดอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน 30%
ด้านการเติบโตของตลาด ยุโรป แม้จะมีความท้าทาย เช่น ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในเยอรมนีลดลง เนื่องจากการลดเงินอุดหนุน แต่ตลาดก็ยังคงเติบโตต่อไป โดยเฉพาะใน ยุโรปตะวันตกและยุโรปกลาง ที่คาดว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น +43% และจะครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 20% แม้ว่าประเทศต่าง ๆ เช่น ฝรั่งเศสและสเปนจะลดเงินอุดหนุนลง แต่การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปยังคงได้รับแรงหนุน อย่างต่อเนื่อง
[caption id="attachment_1440937" align="alignnone" width="1200"]

ภาพจาก Unsplash[/caption]

จับตา เทสลา หลังยอดขายลดลงในรอบ 10 ปี

ด้าน เทสลา (Tesla)บริษัทผลิตรถยนต์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกที่ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ กลับมียอดขายลดลงครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่ -1.1%โดยตลาดหลักเพียงแห่งเดียวที่เทสลาเติบโตก็คือ จีน โดยยอดขายเพิ่มขึ้น +8.8%เมื่อเทียบกับปี 2023 เป็น 657,000 คันคิดเป็นสัดส่วน 36.7% ของยอดขายทั่วโลก
แม้จีนจะเป็นตลาดหลักตลาดเดียวของเทสลาที่เติบโต แต่ก็ยังคงถือเป็นตลาดที่ใหญ่เป็น อันดับสองรองจากสหรัฐฯที่มียอดขายเกือบ 675,000 คัน แต่จากการเติบโตดังกล่าว นักวิเคราะห์คาดว่าในปี 2025 ยอดขายของเทสลาในจีนกำลังจะแซงสหรัฐฯ
เนื่องจากการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นมีส่วนสำคัญที่ทำให้ยอดขายของเทสลาในตลาดสหรัฐฯ ไม่เติบโต โดยเฉพาะจากค่าย General Motors (GM) ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับสอง ด้วยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า 114,000 คัน
[caption id="attachment_1423552" align="alignnone" width="1200"]

ภาพจาก Shutterstock[/caption]
ไม่ใช่แค่ตลาดสหรัฐฯ ที่เทสลาต้องเผชิญกับความท้าทาย เพราะตลาด ยุโรป ก็อยู่ในช่วงขาลง เพราะนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาลที่ลดลง ประกอบกับการหลั่งไหลเข้ามาของ รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนและเกาหลี ทำให้ยอดขายของเทสลาช่วง 11 เดือนแรกในยุโรป ลดลง -13.7%และมีโอกาสที่ยอดขายจะ ต่ำกว่าปี 2023 มาก
ดังนั้น สิ่งที่อาจพลิกกระแสของเทสลาได้ก็คือการเปิดตัวรถที่มีราคาถูกลง ซึ่งมีข่าวลือว่าจะออกมาในช่วงกลางปีนี้ และมีราคาต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ
คงต้องรอดูว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกจะเป็นไปตามที่ S&P คาดการณ์หรือไม่ เพราะการเติบโตขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่นนโยบายจากภาครัฐของแต่ละประเทศ ปัญหาเรื่องความสามารถในการซื้อรถ ไปจนถึงช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จรถ แต่ต้องยอมรับว่าตอนนี้ รถยนต์ไฟฟ้าจะยังคงเป็นภาคการเติบโตที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...