จับตา เอลซัลวาดอร์ ประเทศกำลังพัฒนา ที่อาจปฏิวัติโลกการเงินด้วยคริปโทฯ
เอลซัลวาดอร์ ตั้ง คณะกรรมการแห่งชาติด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ทำหน้าที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซี่โดยเฉพาะ ทำให้เอลซัลวาดอร์เป็นประเทศที่มีธุรกิจคริปโทฯ หลายแห่งเข้ามาเปิดบริษัทเป็นจำนวนมาก
สาธารณรัฐเอลซัลวาดอร์ เป็นประเทศในแถบอเมริกากลาง มีจำนวนประชากรประมาณ 6.5 ล้านคน ถือเป็นประเทศที่มีความหนาแน่นของประชากรมากที่สุดในแผ่นดินใหญ่ของทวีปอเมริกา และเป็นประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมมากที่สุดในภูมิภาค เอลซัลวาดอร์ได้ยกเลิกสกุลเงินโกลอนเดิมของตัวเอง และเปลี่ยนมาใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแทนในปี ค.ศ. 2001 สิ่งที่ทำให้ประเทศขนาดเล็กและกำลังพัฒนาถูกจับตาขึ้นมาก็คือ การที่ ประธานาธิบดี นายิบ บูเคเล ทำให้ เอลซัลวาดอร์ เป็นประเทศแรกที่ยอมรับบิตคอยน์ โดยกำหนดให้สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในปี 2021
[caption id="attachment_141047" align="aligncenter" width="599"]
นายิบ บูเคเล ประธานาธิบดี สาธารณรัฐเอลซัลวาดอร์[/caption]
แน่นอนว่าการประกาศครั้งนั้น สร้างอิมแพคขึ้นในโลกการเงินแบบดั้งเดิม และในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2023 เอลซัลวาดอร์ก็ตั้งหน่วยงานที่มีชื่อว่า คณะกรรมการแห่งชาติด้านสินทรัพย์ดิจิทัล (National Commission of Digital Assets - CNAD) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซี่ในเอลซัลวาดอร์โดยเฉพาะ นั่นจึงทำให้เอลซัลวาดอร์กลายเป็นประเทศที่มีธุรกิจคริปโทฯหลายแห่งเข้ามาเปิดบริษัทเป็นจำนวนมาก
[caption id="attachment_141044" align="aligncenter" width="1024"]
ฮวน คาร์ลอส เรเยส ประธานคณะกรรมการแห่งชาติด้านสินทรัพย์ดิจิทัลของเอลซัลวาดอร์ ภาพจาก CNAD[/caption]
ฮวน คาร์ลอส เรเยส ประธานคณะกรรมการแห่งชาติด้านสินทรัพย์ดิจิทัลของเอลซัลวาดอร์ (CNAD) ให้สัมภาษณ์กับ CoinDesk ว่า “ในภาพรวมแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจสิ่งที่เราทำในเอลซัลวาดอร์ แม้แต่บริษัทต่างประเทศที่ได้รับการควบคุมที่นี่ แต่ไม่ได้มีสำนักงานในพื้นที่ พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเราล้ำหน้าไปมากแค่ไหน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมนี้"
การริเริ่มของประธานาธิบดี นายิบ บูเคเล ทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ของประเทศต้องเผชิญกับเทคโนโลยีใหม่ซึ่งรวมถึงผลกระทบจากการใช้สกุลเงินดิจิทัลด้วย ดังนั้นเอลซัลวาดอร์ จึงตัดสินใจที่จะไม่มอบอำนาจการกำกับดูแลธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลแก่หน่วยงานกำกับดูแลแบบดั้งเดิม และตั้ง CNAD ขึ้นมาทำหน้าที่โดยตรง พร้อมเป้าหมายในการสร้างกรอบการควบคุมที่เหมาะสมกับคริปโทฯ แทนที่จะพยายามปรับใช้กฎเกณฑ์ที่มีอยู่เดิมกับสินทรัพย์ดิจิทัล
"มีคำพูดเก่าในภาษาอังกฤษว่า ถ้ามันฟังเหมือนเป็ด ดูเหมือนเป็ด และร้องเหมือนเป็ด มันก็น่าจะเป็นเป็ดแต่ในกรณีนี้มันไม่ใช่เป็ด สินทรัพย์ดิจิทัลไม่เหมือนกับเครื่องมือการเงินแบบดั้งเดิมเลย" เรเยสกล่าวเปรียบเทียบ
สิ่งที่น่าสนใจคือ การกำกับดูแลของ CNAD นั้น เน้นไปที่มิติของเทคโนโลยีเป็นหลัก หลังจากที่เรเยส ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ เข้ามารับตำแหน่งประธาน CNAD ในเดือนเดือนกันยายน 2023 บริษัทด้านคริปโทฯที่ได้รับใบอนุญาตผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล (DASP) จากเอลซัลวาดอร์ ต่างก็ประทับใจในความสามารถ และการทำหน้าที่ของ CNAD
นิค คาวาน ซีอีโอของบริษัท VLRM กล่าวว่า "เราตกใจมากกับความรู้ที่ลึกซึ้ง ความละเอียด และความเข้าใจ ไม่ใช่แค่กฎระเบียบ แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีของ CNAD เราไม่ได้อยากจะชมเอลซัลวาดอร์เกินไป แต่เราประหลาดใจมากที่พวกเขาสามารถไปถึงแก่นของเรื่องและตรวจสอบคำขอของเราได้เร็วขนาดนี้"
วิคเตอร์ โซโลมอน พาร์ทเนอร์จากบริษัทที่ปรึกษาด้านการโทเคนในเอลซัลวาดอร์ กล่าวว่า "เราไม่ต้องเสียเวลาพูดถึงพื้นฐานทางเทคนิคของการดำเนินการของเรา เรเยสเข้าใจความซับซ้อนของการโทเคนและมาตรการปฏิบัติตามกฎที่เรามี เขาเข้าใจความท้าทายที่ธุรกิจต้องเผชิญ ตั้งแต่การระดมทุนไปจนถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และสิ่งนี้ทำให้เขาไม่เพียงแต่เป็นผู้กำกับการ แต่ยังเป็นผู้สนับสนุนธุรกิจที่มุ่งมั่นที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจเอลซัลวาดอร์"
จากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี สู่บทบาทกำกับดูแลธุรกิจคริปโทฯ
ฮวน คาร์ลอส เรเยส เกิดในเอลซัลวาดอร์ และย้ายไปแคนาดาตั้งแต่ยังเด็กเพื่อหลีกหนีจากสงครามแก๊งค์ที่คร่าชีวิตผู้คนในขณะนั้น เรเยสเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นสูงมาก เรียนจบปริญญาตรีหลายใบในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ รวมถึงปริญญาโทด้านการจัดการจากฮาร์วาร์ด และปริญญาเอกด้านปรัชญาจากมหาวิทยาลัยมิตรภาพของประชาชนแห่งรัสเซีย นอกจากนี้เขากำลังศึกษาปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์อีกด้วย
ประสบการณ์การทำงานของเขาก็หลากหลาย ตั้งแต่การเป็นผู้นำบริษัทที่ปรึกษามา 15 ปี ไปจนถึงการพัฒนาธุรกิจสำหรับชนเผ่า Missanabie Cree First Nation และการเปิดบาร์ในชั้นสองของบ้านริมทะเล เขาเป็นผู้ที่เชื่อในบิตคอยน์มาตั้งแต่ปี 2013 และตัดสินใจย้ายกลับมาเอลซัลวาดอร์ในปี 2021 เพื่อมีส่วนร่วมในกระบวนการทำให้คริปโทฯเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ
สำหรับหน่วยงาน CNAD นั้น ปัจจุบันมีพนักงานทั้งหมด 35 คน และเป็นหน่วยงานที่มีความเป็นอิสระสูง โดยทุกคนในทีมมีความรู้เกี่ยวกับคริปโทฯ และเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังอย่างลึกซึ้ง โดยพนักงาน 20 คนของทีมกำลังเรียนในโปรแกรมคริปโทฯระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัย CEMA ในอาร์เจนตินาเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญ
เรเยส กล่าวว่า " CNAD มีทีมที่มีการศึกษามากที่สุดและครบถ้วนที่สุดเมื่อพูดถึงการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในโลก ทุกคนที่ทำงานที่นี่ แม้แต่คนขับรถของผม ก็ต้องรู้วิธีทำธุรกรรมบนบิตคอยน์ ไม่งั้นก็ทำงานที่นี่ไม่ได้”
เริ่มจากกระดาษเปล่า เป็นข้อได้เปรียบของเอลซัลวาดอร์
เรเยส อธิบายว่า ทำไมเอลซัลวาดอร์ ถึงต้องมีหน่วยงานกำกับดูแลคริปโทฯเฉพาะด้าน โดยเขาเปรียบเทียบว่า “หากคุณซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและมันเสีย แล้วเอามันไปหาช่างที่ซ่อมรถมา 20 ปี เมื่อเขาเปิดฝากระโปรง เขาจะไม่พบเครื่องยนต์เลย แต่เขาจะพบแค่แบตเตอรี่ และเขาจะไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับมัน นั่นคือสิ่งที่คริปโทฯและสินทรัพย์การเงินดั้งเดิมเหมือนกัน มันดูคล้ายกันในมุมมองพื้นผิว แต่ถ้าคุณขุดลึกลงไป จะเป็นสิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง"
เอลซัลวาดอร์เป็นประเทศเล็กๆ ด้วย GDP 35,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 17 ของประเทศในละตินอเมริกา และอันดับที่ 103 ของโลก ไม่มีสกุลเงินของตัวเอง และไม่มีสถาบันการเงินที่แข็งแกร่งหรือระบบนิเวศของนักพัฒนาที่มีอยู่แล้ว แต่เรเยสกลับบอกว่า ทั้งหมดนี้กลับกลายเป็นข้อดีในการควบคุมคริปโทฯ เพราะเอลซัลวาดอร์เริ่มต้น "จากกระดาษเปล่า"
เรเยสกล่าวว่า "ในประเทศอื่น เทคโนโลยีใหม่ ๆ มักถูกสร้างโดยคนที่บริสุทธิ์ใจและพยายามผลักดันระบบนิเวศคริปโทฯ แต่พวกเขาไม่เคยนึกถึงว่ามันอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินได้ แน่นอนว่าสิ่งนี้มันยากที่จะรู้ว่าต้องกำกับดูแลอย่างไร ดังนั้นเราจึงมี CNAD เป็นหน่วยงานเดียวที่ดูแลธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศ ใครก็ตามที่ทำธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในเอลซัลวาดอร์โดยไม่มีใบอนุญาตจาก CNAD หมายถึงการกระทำผิดกฎหมาย”
ที่จริงแล้วรัฐบาลเอลซัลวาดอร์มองว่า บิตคอยน์ เพียงอย่างเดียวนั้นเพียงพอแล้วที่จะเป็นเครื่องมือทางการเงิน อย่างไรก็ตาม CNAD ก็ไม่ได้ปิดโอกาส เพราะยังคงเปิดรับเทคโนโลยีอื่น จากหลายบริษัทที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ CNAD เช่น เทคโนโลยีของ Ethereum ขณะที่บริษัทที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลนั้นมีหลากหลาย ทั้งยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Tether และ Bitfinex Securities รวมถึงบริษัทจากเอลซัลวาดอร์ที่เริ่มต้นจากเงินทุนเพียง 2,000 ดอลลาร์
เรเยส บอกว่า CNAD มุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภคและความมั่นคงทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ซึ่งหมายถึงการบังคับให้การแลกเปลี่ยนต้องใช้กระเป๋าสตางค์หลายลายเซ็น (Multi-Signature Wallet) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบ FTX ขึ้นอีก หรือให้บล็อกเชนส่วนตัวของบริษัทต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และต้องมีการยืนยันตัวตนของลูกค้าทุกคน
เอลซัลวาดอร์เคยเผชิญแก๊งค์ที่ก่อความหวาดกลัวในประเทศมาหลายปี ดังนั้น CNAD จึงให้ความสำคัญกับความโปร่งใสทางการเงิน การฟอกเงิน และการก่อการร้ายทางการเงินเป็นอย่างมาก และสิ่งเหล่านี้ได้ถูกฝังลงในกฎระเบียบ ความเข้มข้นนี้ทำให้เรเยสเชื่อว่า “หากมีบริษัทคริปโทฯไหนที่ได้รับใบอนุญาตในเอลซัลวาดอร์ ย่อมสามารถได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกได้”
เรเยส ยังกล่าวอีกว่า "เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเป็นผู้นำในการปฏิวัติการเงิน แทนที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังและแค่เก็บเศษส่วนที่เหลือ เรากำลังพยายามส่งเสริมให้ประเทศอื่น มองมาที่เอลซัลวาดอร์และเรียนรู้วิธีที่เราใช้กำกับดูแลคริปโทฯ และนำโมเดลนี้ไปปรับใช้ในประเทศของตัวเอง”
อ้างอิง : coindesk.com, cnad.gob.sv