โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โกเฟอร์ตัวเดียวลงพื้นที่ 1 วัน ฟื้นฟูทั้งระบบนิเวศกลับมา หลังโดนภูเขาไฟระเบิด

Environman

เผยแพร่ 23 พ.ย. 2567 เวลา 01.00 น.

โกเฟอร์ตัวเดียวใน 1 วัน ฟื้นฟูทั้งระบบนิเวศ ในปี 1980 ภูเขไฟเซนต์เฮเลนส์ระเบิดอย่างรุนแรงจนทำให้ระบบนิเวศใกล้เสียหายไปทั้งหมด แต่ด้วยความพยายามที่ไม่หยุดหย่อนของโกเฟอร์เพียงตัวเดียว พื้นที่ดังกล่าวก็ฟื้นฟูอย่างน่าตกใจ

ย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิด เซนต์เฮเลนได้ทำลายป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ให้กลายเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเป็นระยะทางหลายกิดลเมตร ซึ่งเต็มไปด้วยเถ้าถ่านและเศษซากความเสียหาย มันเป็นสถานที่ที่แทบจะไม่มีชีวิตใดเติบโตได้อีก

การสำรวจในปี 1983 เผยให้เห็นว่ามีพืชพรรณ์เพียง 12 ต้นเท่านั้นที่เรียนรู้จะอาศัยอยู่บนเศษซากเหล่านั้นซึ่งเชื่อกันว่าพืชเหล่านั้นน่าจะเกิดจากเมล็ดที่มากับนก อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์บางคนคิดว่าระบบนิเวศที่ถูกทำลายนี้อาจฟื้นฟูกลับมาได้อีกครั้งด้วยความช่วยเหลือของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง

โกเฟอร์ (gopher) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมคล้ายกะรอกดิน 1 ตัวได้ถูกขนส่งทางอากาศไปวางไว้ในพื้นที่ที่เคยเป็นป่ามาก่อนแต่ในตอนนั้นถูกถมด้วยเถ้าถ่านจากภูเขาไฟ นักวิทยาศาสตร์ปล่อยให้มันเที่ยวเล่นตามสบายบนพื้นที่ 24 ชั่วโมง จากนั้นเมื่อหมดวันพวกเขาก็นำมันกลับโดยที่ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก

“ในช่วงทศวรรษ 1980 เราแค่กำลังทดสอบปฏิกิริยา(ของโกเฟอร์ที่มีต่อระบบนิเวศ)ในระยะสั้น” Michael Allen นักจุลชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซต์ ผู้เขียนการศึกษากล่าว “แต่ใครจะคาดคิดว่าคุณสามารถปล่อยโกเฟอร์ไปสักวันหนึ่งแล้วจะเห็นผลตกค้างตามมานานถึง 40 ปี”

เรื่องมันกลับกลายเป็นว่าโกเฟอร์ได้ขุดดินและขับถ่ายตามกิจวัตรประจำวันของมัน พื้นดินก็เต็มไปด้วยชีวิตใหม่ ๆ อีกครั้งหลังเวลาผ่านไปเพียง 6 ปี ซึ่งมีพืชกว่า 40,000 ต้นเจริญเติบโตขึ้นมาบนแปลงที่โกเฟอร์ไปสัมผัส ขณะที่พื้นที่ที่ไม่มีการแตะต้องยังคงอยู่ในสภาพแห้งแล้ง และใน 40 ปีต่อมามันก็กลายเป็นระบบนิเวศที่คุ้นเคย

#มันเกิดอะไรขึ้น? ตามรายงานใหม่ที่เผยแพร่บนวารสาร Frontiers in Microbiomes ได้เผยเรื่องราวที่แท้จริง แม้โกเฟอร์จะเป็นดาวเด่นแต่ผู้ปิดทองหลังพระตัวจริงก็คือสิ่งที่มองไม่เห็นซึ่งโกเฟอร์เป็นคนนำมา มันคือเชื้อรา

ด้วยการตรวจสอบความหลากหลายทางชีวภาพในดินจากสถานที่ต่าง ๆ นักวิทยาศาสตร์ก็พบว่าดินที่โกเฟอร์สัมผัสนั้นมีเชื้อราที่หลากหลายชนิดมากกว่า โดยเฉพาะเชื้อราที่ชื่อว่าไมคอร์ไรซาซึ่งอาศัยอยู่ตามรากพืชเพื่อช่วยป้องกันโรคและทำให้พืชเข้าถึงสารอาหารได้

ไม่เพียงเท่านั้นความสามารถในการขุดของโกเฟอร์เองก็ช่วยสนับสนุนสิ่งนี้ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าดินเดิมที่ยังมีจุลินทรีย์เดิมที่ถูกทับถมด้วยเศษซากภูเขาไฟ ถูกขุดขึ้นมาด้านบน ความหลากหลายทางจุลินทรีย์นี้ทำให้ระบบนิเวศค่อย ๆ ฟื้นตัวจากการสัมผัสของโกเฟอร์เพียง 1 วัน

“ผู้คนมักคิดกันว่าโกเฟอร์เป็นศัตรูพืช แต่เราคิดว่าพวกมันน่าจะเอาดินเก่าขึ้นมาทิ้งบนพื้นผ้ว และนั่นคือจุดที่การฟื้นตัวเริ่มต้นขึ้น” อัลเลน กล่าว เชื้อราเหล่านี้ทำให้พืชสามารถตั้งตัวได้และได้รับสารอาหารจากพื้นที่ที่ยากลำบากนี้

“ต้นไม้เหล่านี้มีเชื้อราไมคอร์ไรซาของตัวเองที่ดูดซับสารอาหารจากใบสนที่ร่วงหล่น และช่วยเร่งให้ต้นไม้เติบโตอีกครั้งอย่างรวดเร็ว” Emma Aronson นักจุลชีววิทยา ผู้เขียนร่วมกล่าว “ต้นไม้ฟื้นคืนชีพเกือบจะในทันทีบนบางพื้นที่ มันไม่ได้ตายหมดอย่างที่ทุกคนคิด”

ผลลัพธ์เหล่านี้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศที่ต่างก็ช่วยเหลือกันตั้งแต่จุลินทรีย์ที่มองไม่เห็นไปจนถึงดินและสัตว์ในท้องถิ่น ดังนั้นการจะรักษาระบบนิเวศให้ยั่งยืนจึงต้องสนับสนุนสิ่งเหล่านี้ไปพร้อม ๆ กันไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง

“เราไม่สามารถละเลยความสัมพันธ์ของทุกสิ่งในธรรมชาติได้ โดยเฉพาะกับสิ่งที่เราไม่สามารถมองเห็นได้เช่นจุลินทรีย์และเชื้อรา” Mia Maltz ผู้เขียนหลักของการศึกษา กล่าว

ที่มา

https://www.frontiersin.org/…/frmbi.2024.1399416/full

https://www.newscientist.com/…/2455790-how-a-single…/

https://www.iflscience.com/scientists-dropped-gophers…

https://www.technologynetworks.com/…/gophers-tilled-the…

Photo: LeonardoWeiss/Wikicommons, Mia Maltz/UCR

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...