โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[จบ] เทพกระบี่เกิดใหม่เป็นศิษย์น้องหญิงผู้เป็นที่รัก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 02.47 น. • เผยแพร่ 02 ส.ค. 2567 เวลา 13.09 น. • BookBox_Official
ปรมาจารย์กระบี่ลืมตาตื่นในร่างของเด็กน้อยผู้น่าสงสารที่ถูกแม่ตัดรากวิญญาณแล้วโยนทิ้งลงหน้าผา ชีวิตใหม่ที่เริ่มต้นด้วยการทำภารกิจนำพากระดูกเหล่าปรมาจารย์ผู้ล่วงลับที่ช่วยเธอไว้กลับบ้านเกิด

ข้อมูลเบื้องต้น

เทพกระบี่เกิดใหม่เป็นศิษย์น้องหญิงผู้เป็นที่รัก
我团宠小师妹,嚣张点怎么了
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท บุ๊คบ็อค จำกัด***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 瑰夏 ผู้แปล : ทีมงาน bookbox

เรื่องย่อ :
ปรมาจารย์กระบี่อย่างเธอ ตื่นขึ้นมาในร่างของเด็กน้อยผู้ถูกผู้เป็นแม่ช่วงชิงรากวิญญาณไปแล้วผลักเธอทิ้งลงหน้าผาอย่างไม่ใยดี โชคดีที่ได้เหล่าปรมาจารย์ผู้ล่วงลับคอยดูแลเลี้ยงดูเป็นอย่างดีจนเติบโตเป็นเด็กน้อยหน้าตางดงามพร้อมด้วยความสามารถอันล้นเหลือ ออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่เหนือสุสานเทพเจ้า เข้าร่วมการคัดเลือกศิษย์ใหม่ของสำนักยุทธ์ใช้ชีวิตเป็นศิษย์น้องน้อยผู้ได้รับการโปรดปรานจากบรรดาอาจารย์ พร้อมด้วยภารกิจลับนำพากระดูกของบรรดาผู้เลี้ยงดูผู้ล่วงลับ ส่งพวกท่านกลับบ้านเกิด !

……………………………………………………………………………..

ขอแนะนำเรื่องใหม่ให้นักอ่านได้สนุกกว่าเดิม

เฉิงลี่' ฟื้นในร่างหญิงชนบทยุคหลังปฏิวัติฯ แต่เธอต้องเผชิญกับชายเลว เพื่อนทรยศ และแผนทำลายชื่อเสียง เพื่อแลกกับเงินแค่ห้าหยวน! แต่เธอไม่ยอมโดนเหยียบย่ำง่าย ๆ จะลุกขึ้นสู้เพื่อศักดิ์ศรีและความยุติธรรม!

คลิกที่รูปปกเพื่อทดลองอ่านได้เลย

บทที่ 1 ไก่ป่าในสำนักยังอายุยืนกว่านาง (รีไรต์)

บทที่ 1 ไก่ป่าในสำนักยังอายุยืนกว่านาง (รีไรต์)
“ร้องไห้แล้ว! ร้องไห้แล้ว! ในที่สุดก็ร้องไห้แล้ว!”
“สวรรค์! ก่อนหน้านางนิ่งเงียบมาตลอด ข้าคิดว่านางตายแล้วเสียอีก!”
“เจ้าโง่ เจ้าพูดอันใดออกมา!”
จีอู๋ซวงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น พบว่าตนเองอยู่ในดินแดนอันแสนวุ่นวาย มีผีเฒ่าห้าตนล้อมรอบนางราวกับกำลังดูสิ่งล้ำค่าแปลกประหลาด
ประหลาด ?
ไม่ใช่ว่าข้าตายแล้วรึ? เหตุใดจึงยังมีชีวิตอยู่?
จีอู๋ซวงคิดจะเอ่ยถาม ทว่าเสียงที่เปล่งออกมากลับเป็นเพียงเสียงร้องไห้อันแสนแผ่วเบา
พวกผีเฒ่าต่างพากันส่ายหน้า “ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย เด็กน้อยผู้นี้ถูกคนชั่วชิงรากวิญญาณแล้วโยนลงมาจากหน้าผา ก่อนพลัดหลงตกลงไปในรอยแยกสุสานเทพเจ้า แต่กลับยังมีชีวิตรอดอยู่ได้ ช่างเหลือเชื่อจริง ๆ”
ไม่นานจีอู๋ซวงก็รู้ความจริง นางได้มาเกิดในร่างใหม่แล้ว!
แม้ว่านางจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนจึงฟื้นคืนชีพได้หลังจากถูกบรรดาจอมยุทธ์จากทุกเผ่าพันธุ์รุมล้อมเล่นงาน แต่เมื่อเทียบกับความตาย การมีชีวิตอยู่ย่อมดีกว่าเป็นไหน ๆ ดังนั้นแม้จะแปลกใจ แต่นางก็พึงพอใจยิ่งนัก
ทว่าร่างเดิมของนางนั้นยังเยาว์นัก เพิ่งจะมีอายุเพียงสองถึงสามขวบเท่านั้น ความทรงจำจึงเลือนราง สิ่งเดียวที่นางจดจำได้คือ… ก่อนสิ้นใจ ตนได้กินขนมหวานรสหอมลิ้น ก่อนจะถูกคนใจบาปกรีดหลังคอแล้วชิงเอากระดูกวิญญาณไป ทำให้นางเจ็บปวดแสนสาหัส
ในช่วงเวลานั้น นางร้องเรียกหา ‘ท่านแม่ ท่านแม่’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไม่อาจทำให้จิตใจของคนที่นางเรียกอ่อนยวบลงได้แม้แต่น้อย ซ้ำร้ายคนที่นางเรียกว่ามารดายังตบหน้านางอย่างแรง พร้อมกับเอ่ยว่า “อย่ามาเรียกข้าว่าแม่ เจ้ามันก็แค่ขยะสกปรก มองเห็นเจ้าแล้วข้ารู้สึกขยะแขยงนัก!”
ในอึดใจนั้น จิตวิญญาณของร่างเดิมก็ดับสลายลง
น่าเสียดายยิ่งนัก
ร่างของเด็กน้อยผู้นี้มีคุณสมบัติดีทีเดียว น่าจะเป็นรากจิตวิญญาณธาตุไฟและธาตุไม้ เหมาะแก่การฝึกฝนบนวิถีของนักปรุงยามากที่สุด
ทว่าเมื่อร่างกายไร้ซึ่งกระดูกวิญญาณเช่นนี้ มันก็ย่อมกลายเป็นไร้ค่าโดยสิ้นเชิง แม้จะมีธาตุที่ดีเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ เพราะมันเปรียบเสมือนถังรั่วขนาดใหญ่ ไม่ว่านางจะฝึกฝนอย่างไร ทุ่มเทเพียงใด สุดท้ายปราณวิญญาณก็จะรั่วไหลออกไปจนหมดสิ้น ไร้ซึ่งความสำเร็จใด ๆ
เฒ่าชราทั้งห้าต่างมุงดูนางพร้อมกับกระซิบกระซาบกัน
“แล้วเช่นนี้พวกข้าจะทำเช่นไรดี นางยังไม่ตาย เจ้าเลี้ยงเด็กเป็นหรือไม่?”
“เลี้ยงบ้านเจ้าสิ ไอ้แก่บ้า! แม้ข้าจะสวมอาภรณ์สตรีและมีหน้าอกใหญ่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าข้าเป็นสตรี!”
จีอู๋ซวงในชีวิตก่อน นางคือเทพกระบี่ผู้ไร้เทียมทาน เป็นที่ครั่นคร้ามแม้แต่เทพบนสวรรค์ ด้วยวรยุทธ์ขั้นสูง นางทะลวงขีดจำกัดของมนุษย์ กลายเป็นเซียนที่แม้แต่ในเก้าพันภพภูมิก็ไร้ผู้ต่อต้าน ปราณวิญญาณของนางแข็งแกร่งจนน่าพรั่นพรึง
เพียงชั่วพริบตา นางก็มองทะลุปรุโปร่งถึงสถานการณ์ภายใน ‘สุสานเทพ’ แห่งนี้ ว่ามีเพียงวิญญาณเฒ่าตรงหน้านี้เท่านั้นที่พอจะเรียกได้ว่าเป็น ‘มนุษย์’ ส่วนที่เหลือล้วนเป็นภูตผีปีศาจ
กล่าวคือ หากจีอู๋ซวงปรารถนาจะรอดชีวิต นางต้องรั้งวิญญาณเฒ่าเหล่านี้ไว้ให้ได้
นางกะพริบตาใสแป๋วแวววาว จ้องมองวิญญาณเฒ่าทั้งห้าด้วยแววตาน่าเอ็นดู ทำเอาวิญญาณเฒ่าทั้งห้าถึงกับนิ่งงัน ก่อนจะถกเถียงกันอย่างดุเดือดยิ่งกว่าเดิม
“เด็กคนนี้ ดวงตางดงามยิ่งนัก”
“งามไปแล้วไยเล่า? นางยังเยาว์นัก ทั้งยังปราศจากรากวิญญาณ คงอยู่ได้ไม่เกินสามวันเป็นแน่”
“เนิ่นนานเท่าใดแล้ว ที่เราได้พานพบสิ่งมีชีวิต อนิจจา อนิจจัง…”
“ท่านปู่ ท่านย่าทั้งหลาย เหตุใดพวกท่านจึงลอยอยู่กลางอากาศเช่นนี้?”
น้ำเสียงใสดุจกระดิ่งเงิน ผสานความน่ารักน่าชังของเด็กน้อย ฟังน่าเอ็นดูราวกับหยาดน้ำผึ้ง
วิญญาณเฒ่าทั้งห้าเมื่อได้ยิน ต่างก็ตะลึงงันราวกับถูกสาป
จีอู๋ซวงนั้นหน้าหนา ไม่รู้จักความเขินอายแม้แต่น้อย
เรื่องที่ท่านหญิงไร้เทียมทานอย่างข้าต้องทำตัวน่ารักน่าเอ็นดูเพื่อเอาชีวิตรอดน่ะหรือ บอกเลยว่าข้าไม่หวั่น!
ครู่ต่อมา เหล่าผู้เฒ่าต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะพากันร้องลั่น
“บ้าเอ๊ย! เจ้าเด็กนี่มองเห็นพวกข้าได้หรือเนี่ย?!”
“เด็กบ้าเด็กบออะไรกัน! นี่มันศิษย์ข้าต่างหากเล่า!”
“ไปไกล ๆ เลย! นี่มันแก้วตาดวงใจของข้าต่างหาก!”
“หลีกไปให้หมด ข้าจะเป็นคนเลี้ยงดูนางเอง!”
หือ? นี่มันเรื่องอะไรกัน?
บอกว่าหน้าอกใหญ่เหมือนบุรุษ แล้วแบบนี้จะเลี้ยงดูอะไรได้เล่า?
เมื่อเหล่าผู้เฒ่าทั้งห้าต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่ก็ไม่อาจตัดสินได้ จึงตกลงใจร่วมกันรับนางเป็นศิษย์เสียเลย
ส่วนเหตุผลที่ต้องรับนางทั้งที่ดู ‘ไร้ค่า’ น่ะรึ?
เหตุผลนั้นแสนเรียบง่าย พวกเขาทั้งห้าล้วนแต่พานพบกันอย่างมิได้นัดหมายในสุสานเทพแห่งนี้ ดุจเรือน้อยล่องลอยไร้ทิศทาง และแม้แต่จีอู๋ซวงเองก็พลัดตกจากหุบเหวแล้วร่วงลงมาจากที่แห่งนั้นดุจเรือน้อยเช่นกัน
เฮ้อ… นี่แหละหนาลิขิตสวรรค์!
ต่อให้จีอู๋ซวงสูญสิ้นรากวิญญาณไป หรือแม้กระทั่งกลายเป็นเพียงเด็กน้อยไร้สติ พวกเขาก็จะสั่งสอนนางจนเลิศล้ำดุจดั่งอัจฉริยะ แล้วส่งตัวนางออกไปจากสุสานเทพแห่งนี้ พร้อมฝากฝัง ‘ข่าวสาร’ กลับไป
ทารกน้อยจีอู๋ซวงผู้ซึ่ง ‘จุติ’ ลงมาในสุสานเทพอย่างกะทันหันผู้นี้ คือความหวังสุดท้ายของพวกเขา
สิบปีผ่านไปดุจพริบตา
แม้สุสานเทพจะเป็นแดนบรรจุร่างผู้ล่วงลับ แต่กลับอุดมไปด้วยพลังปราณและของวิเศษมากมาย
พวกผู้เฒ่าพานางออกไปสร้างความวุ่นวายมิได้ขาด วันนั้นขุดเอาโสมพันปี วันโน้นกินปลาสามตาที่ใกล้บรรลุเป็นมังกร มะรืนนี้อีกก็จิบน้ำผึ้งเทพมงคลที่หมักจากผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังแอบขโมยปราณวิญญาณของสุสานเทพมาหล่อเลี้ยงรากจิตวิญญาณให้นางอีกด้วย
จีอู๋ซวงจึงเติบโตขึ้นมาได้ด้วย ‘โอสถทิพย์’ อันล้ำค่าเหล่านี้
วันนี้ จีอู๋ซวงในวัยสิบสองปีกำลังสะพายย่ามใบโต มองผู้เฒ่าทั้งห้าที่กำลังร้องคร่ำครวญด้วยความลำบากใจ
ท่านอาจารย์ใหญ่ผู้มีผมและนัยน์ตาสีขาว บุคลิกสง่างามราวเทพเซียน ทว่ากลับชอบแอบเอาขนมมาให้นางกินลับ ๆ เขาเป็นเพื่อนกินของนางเอง
ส่วนท่านอาจารย์รอง แม้จะดูดุดัน แต่เป็นเพราะปากหนักและนิสัยใจร้อน ทว่าแท้ที่จริงแล้วเขาอ่อนโยนยิ่ง ทั้งยังขี้แยอีกต่างหาก นางเคยเห็นเขาแอบร้องไห้หลายครั้งเพราะห่วงร่างกายของนาง
ท่านอาจารย์สามเจ้าเล่ห์ที่สุด เป็นชายชราหน้าตาดี แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมกลโกง เขามักสอนวิชาแปลก ๆ ให้นางเสมอ
ท่านอาจารย์สี่ชอบแต่งกายเป็นสตรี เป็นผู้ที่งดงามที่สุดในบรรดาอาจารย์ทั้งห้า ผิวพรรณขาวผ่องราวหยก แม้แต่จิตวิญญาณก็ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพร
ส่วนท่านอาจารย์ห้าเป็นผู้ที่พูดน้อยที่สุด แต่กลับเป็นผู้ที่รักและตามใจนางที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น เขายังแอบตามใจนางอยู่บ่อย ๆ เพียงแค่เอ่ยปากขอสิ่งใด ในวันรุ่งขึ้นนางจะต้องได้รับมันอย่างแน่นอน
เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ทางเข้าสุสานเทพจะเปิดออก ท่านอาจารย์ใหญ่กลับรู้สึกเสียใจ
“อู๋ซวงเอ๋ย เจ้ายังเด็กนัก หากออกไปแล้วถูกกลั่นแกล้งจะทำเช่นไร? ไม่อย่างนั้น พวกเรารอให้สุสานเทพเชื่อมต่อกับโลกกว้างในครั้งหน้าดีหรือไม่? ครั้งหน้าไว้ค่อยออกไป?”
ท่านอาจารย์สี่ที่ได้ยินเช่นนั้นพลันชกท่านอาจารย์ใหญ่ไปหนึ่งหมัด
“รอให้แก่ตายรึไง นี่นับว่าโชคดีแล้วนะที่เวลาผ่านไปเพียงสิบปี สุสานเทพก็เชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้ หากครั้งหน้าต้องรอเป็นร้อยปีเล่าจะทำเช่นไร? อย่าลืมนะว่า เสี่ยวอู๋ซวงไม่มีรากวิญญาณ นางต้องกลับไปเอารากวิญญาณของตนเองกลับมา! มิเช่นนั้น ศิษย์น้อยผู้น่ารักของพวกเราก็จะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงไม่กี่ปี! ฮือๆ ๆ แม้แต่ไก่บนเขายังอายุยืนกว่านางเลย”
จีอู๋ซวง “…”
ขอบน้ำใจท่านอาจารย์สี่ยิ่งนัก…
ไกลออกไป จู่ ๆ ก็บังเกิดกระแสสั่นสะเทือน ก่อนที่ประตูสุสานเทพเจ้าทำทีเผยอจวนจะเปิดออกแล้ว
ท่ามกลางน้ำตาอาบแก้มและเสียงคร่ำครวญของเหล่าอาจารย์ นางก้าวเท้าออกจากสุสานเทพทีละก้าว
เมื่อปราศจากปราณวิญญาณ นางจึงไม่อาจครอบครองสมบัติวิเศษสำหรับบรรจุสิ่งของได้
สิ่งที่นางทำได้เพียงแค่กอดห่อผ้าแน่น มันคือห่อผ้าที่ภายในบรรจุ ‘ชิ้นส่วนกระดูก’ ซึ่งเหล่าอาจารย์ทั้งห้าได้ร่ายมนตร์สะกดวิญญาณลงไป
ส่วนจะเป็นชิ้นส่วนกระดูกส่วนใดนั้น เหล่าอาจารย์เป็นผู้เลือกด้วยตนเอง
บ้างเห็นว่ากระดูกซี่โครงของตนช่างงามนัก บ้างเห็นว่ากะโหลกของตนหล่อเหลาหาใครเทียบ ส่วนบ้างก็เห็นว่ากระดูกนิ้วก้อยเท้าซ้ายของตนช่างวิเศษนัก
สำหรับนางแล้ว ภารกิจมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการนำกระดูกของอาจารย์แต่ละคนกลับไปยังบ้านเกิด
เมื่อภารกิจสำเร็จ นางก็จะได้อยู่อย่างสุขสำราญไปจนวันสิ้นลมหายใจ
ส่วนเรื่องที่เฒ่าชราทั้งหลายกล่าวไว้ว่า ให้ข้าตามหาเศษรากวิญญาณของตนเองนั้น นางได้แต่คิดในใจว่า ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมเถิด
เพราะสุสานเทพเชื่อมต่อกับเก้าพันโลกใบนี้ ร่างกายนี้สกุลอะไร ชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน ใครเป็นคนดึงรากวิญญาณของนางไป
นางล้วนมิรู้เลยแม้แต่น้อย!
ส่วนเรื่องชาติภพก่อนหรือ?
ความทรงจำเหล่านั้นคงโดนสุญญากาศกลืนกินไปจนสิ้นแล้วกระมัง สิ้นซากยิ่งกว่านางเสียอีก
ด้วยความคิดอันปล่อยวางเช่นนี้ ในที่สุด นางก็คลานออกมาจากสุสานเทพได้สำเร็จ ผมเผ้าของนางยุ่งเหยิง ร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นละออง ทว่าแสงรำไรอันอบอุ่นกลับโปรยปรายลงมาบนร่างของนางอย่างแผ่วเบา
แสงตะวันนี่เอง
จีอู๋ซวงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ปล่อยให้แสงแดดสาดส่องลงบนแก้มของนาง
พวงแก้มอวบอิ่มนั้นเผยรอยยิ้มพึงพอใจ
นางรู้สึกสบายใจ แต่ผู้คนทั้งหลายที่อยู่ระหว่างทางต่างตกตะลึงกันเป็นแถว
“สวรรค์! ช่างเป็นบุรุษผู้มีโชคลาภยิ่งนัก! ใกล้เวลาสิ้นสุดการทดสอบกลับรอดออกมาได้!”
“ช่างโชคดีราวกับเหยียบอุจจาระสุนัข!”
“แต่เขาเป็นคนของตระกูลใดกัน?”
“เหตุใดจึงสวมอาภรณ์ขาดรุ่งริ่งเช่นนี้มาเข้าร่วมการคัดเลือกของสำนัก? ช่างไม่ให้เกียรติกันบ้างเลย!”
ชั่วขณะหนึ่ง อารมณ์ริษยา เยาะเย้ย ดูถูก เกลียดชัง ต่างพุ่งตรงมายังจีอู๋ซวง
นางกะพริบตาด้วยความงุนงง เพิ่งสังเกตเห็นว่าทางออกของสุสานเทพแห่งนี้ ‘เชื่อมต่อ’ กับสถานที่ทดสอบของสำนักอื่น!
ช่างน่าอับอายยิ่งนัก หากนางเอ่ยว่าพวกเข้าใจผิดคิดไปเอง พวกเขาจะเชื่อหรือไม่?
สตรีรูปโฉมงดงาม นัยน์ตาดุจน้ำผึ้ง บรรจงเดินเข้ามาจับมือนางอย่างแผ่วเบา เอ่ยว่า “ยินดีกับเจ้าด้วยศิษย์น้อง ที่สามารถผ่านการทดสอบครั้งแรกในวาระสุดท้าย บัดนี้ เจ้าคือศิษย์ของสำนักข้าแล้ว”
จีอู๋ซวง “???”
เรื่องนี้… มิจำเป็นเช่นนั้นกระมัง?
จีอู๋ซวงกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ ทันใดนั้น นางก็เงยหน้าขึ้นมองเห็นอักษรสามตัวขนาดใหญ่ส่องประกายระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้า ‘สำนักอวิ๋นหลาน’
โอ้สวรรค์ นี่มันไม่ใช่ ‘ปลายนิ้วเท้า’ เอ่อ… ไม่สิ… นี่มันสำนักของท่านอาจารย์รองนี่!
ช่างเหมือนกับการเสาะแสวงหาสิ่งของอย่างยากลำบาก แต่สุดท้ายกลับได้มาโดยไม่ต้องออกแรง!

บทที่ 2 อัจฉริยะหรือขยะ? (รีไรต์)

บทที่ 2 อัจฉริยะหรือขยะ? (รีไรต์)
เมื่อสถานที่แห่งนี้คือสำนักอวิ๋นหลาน จีอู๋ซวงจึง ‘แสร้งจำใจ’ เป็นว่าเข้าร่วมการทดสอบขั้นต่อไป นั่นคือ บันไดถามใจ
กฎนั้นเรียบง่ายยิ่ง ภายในหนึ่งวัน ผู้ใดสามารถไต่ขึ้นไปถึงยอดเขาได้ ผู้นั้นก็จะได้เข้าเป็นศิษย์สำนักสายใน ส่วนผู้ที่ไต่ขึ้นไปไม่ถึง ก็จะถูกแบ่งเป็นศิษย์สำนักสายนอกและศิษย์รับใช้ ตามลำดับขั้นที่ไต่ได้
เมื่อจีอู๋ซวงจัดแจง ‘ท่านอาจารย์’ ทั้งหลายบนหลังเรียบร้อย นางจึงค่อย ๆ เหยียบย่างขึ้นบันไดถามใจ
เพียงก้าวแรก ราวกับมีศิลาขนาดยักษ์ทับลงบนบ่า
นี่คือความน่าเกรงขามของบันไดถามใจ เป็นการทดสอบจิตใจของศิษย์ กระทั่งเมื่อก้าวเดินไปจนถึงขั้นสุดท้าย น้ำหนักที่กดทับร่างกายในแต่ละก้าวยังจะทวีคูณ ยิ่งไปกว่านั้นการถามใจยังมาพร้อมภาพมายาแห่งจิตใจที่คอยหลอกลวงให้ไขว้เขว
ความทรหด ความมั่นคง และความเฉียบคม …จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้
ทว่าจีอู๋ซวงเพียงแต่มาส่งท่านอาจารย์รองกลับสำนัก ย่อมจะไม่มาร่วมเล่นสนุกกับเด็ก ๆ เช่นนี้
นางเพียงแค่มองไปรอบ ๆ ก่อนพ่นลมหายใจเบา ๆ ออกมา ทำให้พลังกดทับรอบกายสลายหายไป
นางก้าวเดินขึ้นไปอย่างผ่อนคลายและสบาย ๆ ทีละก้าว ทีละก้าว โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำของนางมิเพียงแต่ทำให้เหล่าผู้มีพรสวรรค์ที่เข้าร่วมการทดสอบต้องตกตะลึงจนขวัญผวาเท่านั้น แม้แต่ผู้คนจากสำนักใหญ่ต่าง ๆ ก็ยังเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง
บนลานวิเศษหลิงเซียว เหล่าประมุขเจ้าสำนักและผู้อาวุโสแห่งห้าพรรคมารชุมนุมกัน แต่ครานี้ พวกเขามิได้สงบนิ่งดังเช่นเคย หากแต่เบิกตากว้าง จ้องมองร่างเล็กบนบันไดถามใจราวกับจะแผดเผา
ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!
แม้แต่พวกเขาที่ผ่านบันไดถามใจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ต่างก็ยังมีอันต้องสะดุดบ้าง
เหตุใดเด็กน้อยผู้นี้จึงก้าวเดินได้รวดเร็วปานนั้น?
หรือว่า… นางคือผู้มีรากจิตวิญญาณพิเศษโดยกำเนิด ดังเช่นที่เล่าขานกัน

เป็นบุตรแห่งสวรรค์กระนั้นหรือ?!
“ยินดีด้วย ขอแสดงความยินดีกับท่านประมุขสำนักเหลียน”
เสียงหนึ่งดังขึ้น ผู้นั้นคือเซียวเฉิน ประมุขสำนักเฟิงเสวียน
ผู้ใดบ้างไม่รู้ว่าเซียวเฉินกับเหลียนซิง ประมุขสำนักอวิ๋นหลานนั้นเป็นคู่อริกันมาช้านาน ทั้งสองล้วนมาจากดินแดนเดียวกัน ความริษยาพยาบาทจึงก่อเกิดดั่งโจโฉที่เป็นอริกับจิวยี่
บัดนี้ เหลียนซิงกลับได้พบกับอัจฉริยะเช่นนี้ ช่างน่าอิจฉาจนดวงตาแทบกลายเป็นสีเขียวแล้ว!
ส่วนประมุขสำนักและผู้อาวุโสอีกสามสำนัก แม้มิได้เอ่ยวาจา แต่สายตาที่มองมายังเหลียนอู่เฉินล้วนเต็มไปด้วยความริษยา
ด้วยนิสัยของตาเฒ่าชั่วช้าผู้นี้ คงจะดีใจจนหางชี้ฟ้าเป็นแน่
น่าโมโหยิ่งนัก!
บุคคลผู้มีพรสวรรค์ดุจเทพเซียนเช่นนี้!
เหตุใดจึงมิได้เป็นศิษย์ของสำนักของพวกเขา!
ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยสอดแนมที่ส่งไปก่อนหน้านี้ เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดพบเห็นนางเลย?
ปล่อยให้ตาเฒ่าฉวยโอกาสเช่นนี้ไปได้อย่างไร!
เหลียนซิงได้สติกลับมา มุมปากก็แทบจะฉีกถึงใบหู แต่ยังคงแสร้งทำเป็นพูดว่า “โอ๊ย โธ่ โอ๊ย เจ้าสำนักทุกท่าน โปรดสงบสติอารมณ์ ก็แค่เด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น หากนางมีรากจิตวิญญาณธรรมดาเล่า? ต้องรอดู รอดูกันก่อน”
ทุกคน “…”
ถุ้ย!

ข้าขอถ่มน้ำลายรดหน้าเจ้า! หน้าไหว้หลังหลอกนัก แม้ปากจะเอ่ยเช่นนั้น แต่เจ้าจะยอมยกนางให้พวกข้ารึ!
บนบันไดถามใจ จีอู๋ซวงก้าวข้ามผู้เข้ารับการทดสอบทีละคน ทีละคน เพียงสองชั่วยามก็ถึงยอดเขาแล้ว
ในชั่วพริบตาที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด แสงสว่างก็พลันดับลง คลื่นหมอกจางหายไป นางจึงมองเห็นความงามอันรุ่งเรืองของอาคารใหญ่เบื้องหน้า มันคือวิหารที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือแท่นศิลาแดนสวรรค์ มียอดหลังคาสูงเสียดฟ้า

ท่ามกลางม่านหมอกบางเบา ภาพฉากเช่นนี้ดูราวกับวิมานในแดนเซียน

มันคือ วิหารเติงเซียว
ใฝ่หาหนทางสู่ความเป็นหนึ่ง ต้องขึ้นสู่เติงเซียว ช่างเป็นวิหารที่สมชื่อเติงเซียวเสียจริง!
“ยินดีด้วย ขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วยน้องหญิง” เสียงของหญิงสาวผู้แสนอ่อนโยนดังขึ้น รอยยิ้มของนางอบอุ่นยิ่งนัก “น้องหญิงคือคนแรกที่ผ่านด่านทดสอบจิตใจ ท่านอาจารย์และผู้อาวุโสต่างรอเจ้าอยู่ภายในวิหาร เชิญน้องหญิงเข้าไปเถิด”
นางคารวะขอบคุณ ก่อนจะก้าวเท้าเล็ก ๆ เพียงสองสามก้าว ก็ขึ้นไปถึงยังวิหารเติงเซียว
เหลียนซิงกระแอมไอเบา ๆ พยายามอย่างยิ่งที่จะกดมุมปากที่ยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เพื่อรักษาภาพลักษณ์อันเคร่งขรึมของเจ้าสำนักเอาไว้ “ศิษย์ที่อยู่เบื้องล่าง จงเอ่ยนามมา”
จีอู๋ซวงคารวะด้วยท่าทางของผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน “ข้าคือจีอู๋ซวง”
เหลียนซิงคิดว่าเด็กน้อยคงเพิ่งเข้าสู่เส้นทางนี้ จึงยังไม่เข้าใจธรรมเนียม จึงไม่ได้ถือสาอะไรมากนัก
“ขึ้นไปบนแท่นทดสอบพลังวิญญาณ”
ก้าวแรกของการคัดเลือกศิษย์ของสำนักใหญ่ทั้งหลาย คือ การขึ้นไปบนแท่นทดสอบพลังวิญญาณ แต่สิ่งที่พวกเขาทำในตอนนั้น เป็นเพียงการทดสอบว่ามีพลังวิญญาณหรือไม่เท่านั้น
เมื่อผ่านด่านทดสอบสองด่านแรก และมาถึงยังวิหารเติงเซียวแล้ว จึงจะมีสิทธิ์ทดสอบความบริสุทธิ์ของปราณวิญญาณ
โดยทั่วไปแล้ว หากผ่านด่านสองด่านนี้ได้ รากจิตวิญญาณย่อมบริสุทธิ์ไม่น้อย
อาจถึงห้าส่วน หกส่วน หรือเจ็ดส่วนก็เป็นได้
หากรากจิตวิญญาณบริสุทธิ์ถึงแปดส่วนขึ้นไป พวกเขาก็มีสิทธิ์อย่างมากที่จะถูกเหล่ายอดคนทั้งหลายดึงตัวไปเป็นศิษย์
จีอู๋ซวงเดินอย่างสงบนิ่งไปยังเบื้องหน้าศิลาทดสอบ เพียงมือบางแตะลงบนศิลาทดสอบ แสงสว่างเจิดจ้าก็เปล่งประกายออกมา
สีแดงฉานราวกับดวงตะวัน!
สีเขียวมรกตสดใส!
เป็นรากจิตวิญญาณคุณภาพสูง!
ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นธาตุไฟและธาตุไม้!
แม้ว่าผู้ฝึกตนที่มีรากจิตวิญญาณสองธาตุจะไม่อาจฝึกได้รวดเร็วเท่ารากจิตวิญญาณธาตุเดียว แต่รากจิตวิญญาณนี้เป็นถึงขั้นคุณภาพสูง! หากใช้สมบัติล้ำค่าหล่อเลี้ยง นางในอนาคตย่อมเก่งกาจเทียบเท่าอัจฉริยะสองคน!
เซียวเฉินกลั้นไว้ไม่ไหวอีกต่อไป จึงเอ่ยปากพร้อมรอยยิ้ม “แม่นางน้อย ข้าคือเซียวเฉิน ประมุขสำนักเฟิงเสวียน หากเจ้ายินดีเข้าร่วมกับสำนักข้า ข้ารับรองว่าเส้นทางสู่ความเป็นเซียนของเจ้าจะราบรื่น สำนักเฟิงเสวียนทั้งหมดจะเป็นกำลังหนุนหลังให้เจ้าเอง!”
บรรดาประมุขสำนักทั้งสามต่างก็เข้าร่วมวงแย่งชิงตัวนาง
“แม่หนูน้อย มาอยู่ที่สำนักหยูเชิ่นของข้าเถิด สำนักของข้าเชี่ยวชาญด้านการปรุงโอสถ ด้วยรากจิตวิญญาณเช่นเจ้า เหมาะแก่การเป็นนักปรุงโอสถยิ่งนัก”
“มิได้ ๆ ๆ แม่หนูน้อย มาอยู่กับสำนักเล่ยจี๋ของข้าดีกว่า รากจิตวิญญาณของเจ้าช่างยอดเยี่ยม ทั้งยังมีปัญญาเฉียบแหลม เหมาะแก่การศึกษาคาถาอาคมยิ่งนัก”
“แม่หนูน้อย เลือกสำนักเจี้ยนถิงเถิด ในใต้หล้านี้ มีเพียงผู้ฝึกกระบี่เท่านั้นที่ไร้ผู้ต่อต้าน!”
จีอู๋ซวงกะพริบตาเล็กน้อย ดวงตาที่ใสกระจ่างไร้ซึ่งความหวั่นไหว กำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นเอง เหลียนซิงก็หัวเราะเยือกเย็น “พวกเจ้าเลิกคิดไปได้เลย นางคือศิษย์ของข้า เป็นศิษย์สืบทอดโดยตรงของข้า…”
สิ้นคำ พวกประมุขสำนักที่คิดแย่งชิงศิษย์ก็ล้มเลิกความตั้งใจ
ให้ตายเถอะ!
เหลียนซิงผู้นี้ลงทุนมากมายเหลือเกิน!
รู้กันดีว่า เหลียนซิงได้ให้คำสาบานแห่งสวรรค์ไว้แล้ว ว่าชีวิตนี้จะรับศิษย์เพียงห้าคน และนี่ก็เป็นที่ว่างสุดท้ายแล้ว
จริงอยู่ว่า จีอู๋ซวงนั้นมีทั้งพรสวรรค์ สติปัญญา และจิตใจอันเฉียบแหลม ที่กล่าวได้ว่าเลิศล้ำหาผู้ใดเทียบ แต่ก็น่าเสียดายนัก ที่เป็นผู้มีรากจิตวิญญาณถึงสองธาตุ
หากพวกเขาคิดจะรับศิษย์สืบทอด ก็ย่อมต้องเลือกผู้มีรากจิตวิญญาณเพียงธาตุเดียว หากเลือกผู้มีถึงสองธาตุเช่นนาง เห็นทีจะไม่คู่ควรกับคำว่า ‘ศิษย์สืบทอดตำแหน่งประมุขสำนัก’ เป็นแน่
ในขณะที่ทุกคนกำลังครุ่นคิดอย่างขุ่นเคือง ทันใดนั้น แสงสว่างบนศิลาทดสอบก็พลันดับวูบลง
รวดเร็วดั่งดาวตก รุนแรงและน่าตื่นตะลึง
การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ ทำเอาทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างตกตะลึงพรึงเพริด!
“ดูสิ! เกิดอะไรขึ้น?”
บรรดาผู้นำแต่ละสำนักต่างจ้องมองไปยังศิลา พร้อมกันนั้นก็พากันสูดลมหายใจเข้าไปอย่างแรง
เหตุใดศิลาทดสอบจึงดับลงเล่า?
เช่นนี้…
หรือว่าการทดสอบเมื่อครู่ จะมีปัญหาอันใดหรือไม่?!
พวกเขากำลังตกตะลึง ในพริบตาต่อมา หินทดสอบจิตวิญญาณก็เริ่มสั่นไหวราวกับแผ่นดินไหว แสงสว่างวาบหนึ่งส่องประกายเจิดจ้า อีกคราหนึ่งก็มืดมิดไร้เงา
กะพริบเป็นระยะ ๆ จนเกือบจะทำให้ดวงตาของผู้คนตาบอด
พวกเขาต่างพากันฉงน
หินทดสอบจิตวิญญาณเสียหรืออย่างไร?
เหลียนซิงขมวดคิ้วแน่น ก้าวเท้าหนึ่งก้าว ร่างกายเคลื่อนไหวไปอยู่ข้างกายจีอู๋ซวง ในชั่วพริบตา เขากุมชีพจรของนางไว้ ก่อนพบว่าเด็กสาวผู้นี้มีรากจิตวิญญาณสวรรค์ขั้นสุดยอดอย่างแท้จริง …แต่นางดูเหมือนจะไม่มีกระดูกวิญญาณ?
เหลียนซิงไม่แน่ใจนัก เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้เล่า ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก!
เขาแอบส่งกระแสปราณไปยังจีอู๋ซวง “เด็กน้อย กระดูกวิญญาณวิญญาณของเจ้าเป็นเช่นไรกันแน่?”
หากจีอู๋ซวงไม่ต้องการให้เหลียนซิงล่วงรู้ถึงปัญหาของตน นางย่อมมีวิธีรับมือมากมาย แต่นางกลับตอบอย่างสงบว่า “ถูกผู้อื่นขุดไปแล้ว”
ดวงตาคมดุจเหยี่ยวของเหลียนซิงเบิกกว้าง กระดูกวิญญาณถูกขุด!

…พูดอีกนัยหนึ่ง พรสวรรค์อันสูงส่งที่มีย่อมไม่อาจแสดงออกมาได้
เด็กสาวผู้มีพรสวรรค์เลิศล้ำผู้นี้ ชั่วชีวิตนี้ไม่อาจฝึกฝนได้ เป็นเพียงขยะไร้ค่าหรือ?

บทที่ 3 จี้หยกและบุตรีแห่งโชคชะตา (รีไรต์)

บทที่ 3 จี้หยกและบุตรีแห่งโชคชะตา

ห้วงอารมณ์ของเหลียนซิงราวกับถูกมัดไว้บนหลังของนกเผิงยักษ์ บ้างก็ทะยานสู่ฟ้า บ้างก็ดิ่งลงสู่ก้นบึ้งมหาสมุทร

อัจฉริยะก็ยังคงเป็นอัจฉริยะ แต่หากปราศจากรากจิตวิญญาณแล้ว ไฉนเลย ‘ตัวนาง’ จะยังมีประโยชน์อันใด

เหลียนซิงสบตากับดวงตาที่แสนบริสุทธิ์ของเด็กน้อยด้วยท่าทางสับสน ไม่รู้ว่าควรเอ่ยสิ่งใดออกมา

ร่างกายของนางช่างบอบช้ำ เสื้อผ้าขาดวิ่น ผ่ายผอม แต่กลับสามารถฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการมาถึงที่นี่ได้ ทั้งที่ถูกขุดรากวิญญาณไปแล้ว!

ช่างน่ายกย่องยิ่งนัก

แต่หากข้าเอ่ยว่า นางไม่อาจฝึกฝนได้อีกต่อไป และต้องจากสำนักไป นางจะไปที่ใดได้อีกเล่า?

จะต้องตายอยู่ข้างนอกหรือ?

จะเคียดแค้นชิงชังโลกใบนี้หรือ?

หากเป็นยามปกติ เหลียนซิงคงไม่มี ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ เช่นนี้หรอก แต่การร่วงหล่นของอัจฉริยะเช่นนาง ย่อมสร้างความอาลัยยิ่งนัก

ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงอัจฉริยะผู้นี้ที่เกือบจะได้เป็นศิษย์ของเขาแล้ว!

เขากำลังครุ่นคิดหาถ้อยคำที่ปฏิเสธโดยไม่ทำลายความมั่นใจของเด็กหญิงตัวน้อย ทันใดนั้นก็ได้ยินนางเอ่ยว่า “ท่านไม่จำเป็นต้องรับข้าเป็นศิษย์หรอกเจ้าค่ะ ข้ายอมรับว่าไม่อาจฝึกตนได้ และที่ข้ามาที่นี่ก็มิใช่เพื่อแสวงหาหนทางแห่งเต๋า แต่เพื่อมาส่งของต่างหาก ส่งของเสร็จแล้วข้าก็จะไป”

“ส่งของ?”

“ถูกต้องเจ้าค่ะ บรรพชนของข้าเป็นคนของสำนักอวิ๋นหลาน เขาสิ้นชีพไปแล้ว เหลือเพียงแต่โครงกระดูก บรรพชนสั่งเสียให้ข้านำมาคืนยังสำนัก บังเอิญว่ามาตรงกับช่วงคัดเลือกศิษย์ใหม่พอดีเท่านั้น หลังจากฝังร่างของเขาเรียบร้อยแล้ว ข้าก็จะไป ขอท่านโปรดวางใจ”

ศิษย์สำนักอวิ๋นหลานจำนวนไม่น้อยที่ออกไปฝึกฝนตนภายนอกล้วนจบชีวิตลงและถูกนำกระดูกกลับมาฝังที่สำนัก เหตุการณ์เช่นนี้มิใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด

เหนือสิ่งอื่นใด โครงกระดูกของผู้ฝึกตนล้วนผ่านการหล่อหลอมด้วยพลังปราณ จึงถือเป็นวัสดุชั้นเลิศสำหรับพวกมารร้ายในการสร้างศาสตราวุธ

เดิมทีเหลียนซิงตั้งใจแน่วแน่แล้ว แต่เมื่อได้ยินว่าเด็กคนนี้เป็นลูกหลานของคนในสำนักอวิ๋นหลาน หัวใจของเขาก็พลันสั่นไหว ไม่กล้าทำตัวเย็นชาอีกต่อไป

เซียวเฉินซึ่งอยู่ด้านข้างเห็นท่าทางของเหลียนซิงก็รู้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล

‘อัจฉริยะ’ ที่ว่านี่ต้องมีปัญหาแน่ ๆ เหลียนซิงถึงอยากจะกลับคำไม่รับนางเป็นศิษย์!

แต่เหลียนซิงก็โอ้อวดไว้ซะดิบดี จะปล่อยให้เขารอดไปง่าย ๆ ได้อย่างไร อย่างน้อยก็ต้องให้เสียหน้าบ้าง!

เขาถึงกับนึกคำพูดที่จะใช้เยาะเย้ยเอาไว้แล้ว! ท่านคิดดูสิ ประมุขสำนักอวิ๋นหลานผู้สูงส่งจู่ ๆ ก็ผิดคำพูด พลิกลิ้นไปมา ช่างน่าอับอายขายหน้าเสียจริง! ฮิฮิฮิ!

เซียวเฉินเผยรอยยิ้มกว้างพลางเอ่ยว่า “ท่านประมุขสำนักเหลียน เรื่องมันเป็นเช่นไรกัน? หรือว่าศิลาทดสอบพรสวรรค์ของพวกเจ้าเกิดปัญหาขึ้น? อยากให้ข้าหามาให้ใหม่สักอันหรือไม่? จะได้ดูกันให้แน่ชัดว่าศิษย์ตัวน้อยของเจ้ามีพรสวรรค์เช่นไรกันแน่?”

เหลียนซิงกัดฟันกรอดก่อนเอ่ยว่า “ไม่รบกวนท่านประมุขสำนักเซียวให้ต้องลำบากหรอก”

เซียวเฉินยังคงยิ้มราวกับหมาป่าเจ้าเล่ห์ “จะลำบากอันใดเล่า? พวกเราก็ล้วนเป็นผู้ฝึกตนด้วยกันทั้งนั้น นี่ก็ศิษย์คนสุดท้ายของเจ้ามิใช่หรือ? มา ๆ ๆ เด็กน้อย ข้าคือสหายของท่านอาจารย์เจ้า รับของขวัญจากข้าสักหน่อยเป็นไร มานี่ ๆ มารับของขวัญเร็วเข้าเด็กน้อย”

ระหว่างที่เอ่ย ดวงตาของเซียวเฉินพลันเปล่งประกายดุจดวงดาว

เพื่อกลั่นแกล้งเหลียนซิง คนหน้าหนาเช่นเขาถึงกับยอมใช้ ‘คำล่อลวง’ กับเด็กตัวน้อยเช่นนาง

หัวใจของเหลียนซิงพลันกระตุก หากจีอู๋ซวงพลาดท่าไปรับของขวัญจากอิทธิพลของคำล่อลวงเข้า เขาก็คงไม่ต่างอะไรกับถูกย่างอยู่บนกองเพลิงเป็นแน่

ประมุขสำนักอีกสามคนที่เหลือต่างก็มุงดูเหตุการณ์อย่างสนอกสนใจ ต่างอยากรู้ว่าเหลียนซิงจะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร จะยอมกลืนไม่เข้าคายไม่ออกรับอัจฉริยะที่มีปัญหานี่ไว้ หรือจะถูกเซียวเฉินเยาะเย้ยถากถางว่า ‘ตาถั่ว’ กันแน่

ทว่าจีอู๋ซวงกลับเอ่ยเพียงแค่คำว่า ‘ไม่’ เบา ๆ ทำให้คำล่อลวงของเซียวเฉินสลายหายไปราวกับไม่เคยปรากฏ

นอกจากเซียวเฉินผู้ร่ายคำล่อลวง คนอื่น ๆ ต่างคิดว่าเซียวเฉินเกิด ‘สำนึกผิด’ ขึ้นมา จึงเลิกแสดงท่าทีเป็นเด็ก ๆ แล้ว

แม้แต่ตัวเซียวเฉินเองยังตระหนก “!”

เขาเริ่มด้วยการบีบมือของตนเองแรง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่ามันเจ็บจริง ๆ และสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ภาพหลอน ก่อนจะผุดลุกขึ้น พลางจ้องมองเด็กสาวคนนี้อย่างแน่วแน่

เขามี ‘นัยน์ตาจริงแท้’ ที่สามารถมองเห็นอายุขัยกระดูกของทุกคนได้แค่เพียงมองครั้งเดียว

เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้า นางอายุสิบสองปีอย่างแน่นอน!

ไม่มีผิดพลาดแน่!

และลมหายใจของนางก็บริสุทธิ์ เป็นไปไม่ได้ว่าจะถูกยึดร่าง!

เด็กสาวอายุสิบสองปี?!

แต่แค่วจีเดียว นางกลับทำลายอาคมที่เขาแอบใช้?!

นี่มันไม่ใช่อัจฉริยะหรอกหรือ?!

นางผู้นี้ช่างชวนให้ตื่นตะลึงยิ่งนัก!

เด็กน้อยเช่นนาง แม้ร่างกายจะมีปัญหาอันเนื่องจากกระดูกวิญญาณถูกขุดออก หากทว่าด้วยพรสวรรค์เช่นนี้ มันก็หาใช่เรื่องใหญ่ไม่

เซียวเฉินก้าวอาดเดียวมาถึงข้างกายจีอู๋ซวง เอ่ยอย่างร้อนรน “คุณหนูน้อย หากเหลียนซิงไม่ต้องการรับเจ้าเป็นศิษย์ ข้ารับเจ้าเป็นศิษย์เอกก็ย่อมได้”

ฟ้าดินเป็นพยาน

เซียวเฉินรู้ทั้งรู้ว่ารากจิตวิญญาณของจีอู๋ซวงนั้นมีตำหนิ แต่ยังยินดีรับนางเป็นศิษย์ เพราะนางสามารถก้าวผ่านเส้นทางถามใจได้อย่างราบรื่น และเพียงคำเดียว ก็สามารถทะลวงผ่านอาคมวจีของเขาได้!

วัยเพียงสิบสองปีกลับมีพรสวรรค์น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ นางต้องมีจิตวิญญาณแห่งเต๋าโดยกำเนิดเป็นแน่!

ในอนาคต หกศาสตร์แห่งการฝึกตน ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แห่งข่ายอาคม ยันต์ เล่นแร่แปรธาตุ หลอมสร้างอาวุธ สัตว์อสูร หรือแม้แต่การหล่อเลี้ยงวิญญาณ นางต้องเชี่ยวชาญทั้งหมดอย่างแน่นอน!

เขาจะต้องแย่งชิงนางมาให้ได้!

ทว่าท่าทางของเซียวเฉิน เมื่อตกอยู่ในสายตาของเหลียนซิง เขากลับตีความไปว่าเจ้าเฒ่าชรานั่นคิดไม่ซื่อ คิดจะบังคับให้ ‘ตัวเขา’ รับศิษย์

นี่เป็นเรื่องบาดหมางระหว่างข้ากับเจ้า ไม่ควรมาพาลพาเด็กน้อยผู้นี้ หากนางเข้าเป็นศิษย์ของเจ้า ในภายภาคหน้า หากเจ้ารู้ว่านางไร้ซึ่งกระดูกวิญญาณ ก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่านางจะต้องพบกับจุดจบอันน่าเวทนาเช่นใด!

เซียวเฉินมองบุรุษผู้มีท่าทางราวเซียนผู้นี้ ก่อนยืดตัวตรงจ้องสวนกลับอย่างไม่ยอมเสียเปรียบแม้เพียงน้อยนิด

ช่างเถิด!

เด็กน้อยผู้นี้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการมาถึงที่แห่งนี้ได้ ก็ถือว่ามีวาสนาต่อกัน ยิ่งไปกว่านั้น นางยังต้องมาเผชิญกับความลำบากเพราะเขา ถูกเจ้านั่นที่เป็นถึงประมุขสำนักกลั่นแกล้ง นี่ก็ถือเป็นลิขิตฟ้า

มีวาสนาต่อกันเช่นนี้ …เอาเป็นว่าตัวข้าจะขอรับนางเป็นศิษย์เอง!

เมื่อเหลียนซิงตัดสินใจได้แล้ว ก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาก จึงเอ่ยว่า “เจ้าช้าไปแล้ว เมื่อครู่ข้าได้กล่าวไปแล้ว นางคือศิษย์สืบทอดของข้า”

ครานี้เป็นทีเซียวเฉินที่รู้สึกเสียดายอย่างแท้จริง อัจฉริยะเช่นนี้ เขาก็อยากได้มาครอบครองเช่นกัน! “เรื่องนี้ควรให้เด็กน้อยเป็นผู้ตัดสินใจเองมิใช่หรือ? เด็กน้อย เจ้าอยากเลือกใครเป็นอาจารย์?”

“เลือกทำไม นางเป็นศิษย์ข้า!”

“เห็นได้ชัดว่าข้าเหมาะสมกว่า”

จีอู๋ซวง “…”

ลึก ๆ แล้ว ตัวนางผู้นี้หาได้ปรารถนาสิ่งใดไม่

ครั้นสองสำนักจากยุทธภพยังคงโต้เถียงกัน ในฉับพลันนั้น จู่ ๆ ก็ได้ปรากฏร่างของผู้พิชิตยอดเขาเข้ามาอีกผู้หนึ่ง

เป็นโฉมสะคราญ งามเลิศล้ำ ดุจนางฟ้าจุติจากสรวงสวรรค์ นางยังเยาว์วัยนัก อายุราวสิบห้าสิบหกปี ผิวพรรณผุดผ่องดุจหิมะแรก ร่างระหงนี้ช่างงามพิสุทธิ์ บริเวณโดยรอบราวกับมีม่านพลังอัศจรรย์แผ่ออกมา

งามราวกับหมอก ราวกับสายฝน ราวกับสายลม แลดูราวกับภาพมายาในฝัน

ยามนางเยื้องกรายเข้ามาในโถงใหญ่ บรรดาสายตาของเหล่าผู้คนต่างพุ่งตรงมายังร่างระหงของอีกฝ่ายโดยไม่ได้นัดหมาย แม้กระทั่งสองประมุขสำนักผู้ยิ่งใหญ่ที่ยังคงโต้เถียงกันอยู่ก็ยังพลอยเบนสายตา

ดูเหมือนนางจะคุ้นเคยกับการตกเป็น ‘จุดสนใจ’ เสียแล้ว สาเหตุคงไม่พ้นความงามที่เปล่งประกายราวกับดวงตะวัน

แม้จะมีผู้ใดมาบดบังความเจิดจรัสของนางได้ชั่วคราว แต่สุดท้ายแล้วคนผู้นั้นก็ต้องพบกับจุดจบอันน่าเวทนา ดังเช่นพี่สาวร่วมบิดาของนางคนนั้นเป็นต้น

นางมั่นใจเสมอว่าตนเองนั้นช่างพิเศษ เพราะตั้งแต่เยาว์วัย ‘ลางสังหรณ์’ ของนางมักแม่นยำยิ่ง จึงสามารถหลบภัยอันตรายทั้งปวงได้อย่างง่ายดาย ราวกับมองเห็นชะตาฟ้าลิขิต

และเมื่อนางได้ครอบครองหยกวิเศษโดยบังเอิญ ความรู้สึกนี้ยิ่งทวีคูณ

เซียนเฒ่าในหยกได้บอกกับนาง ว่าตัวนางถือกำเนิดมาพร้อมโชคชะตาแห่งสวรรค์ ถือเป็นบุตรแห่งโชคชะตาของผืนพิภพนี้

นางจึงตัดสินใจออกจากอ้อมอกบิดามารดา เพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกของสำนักใหญ่

เอาเถอะ… ตระกูลของข้าก็เป็นเพียงตระกูลผู้ฝึกตนเล็ก ๆ เท่านั้น ไม่อาจเทียบได้กับชะตาบุตรีแห่งโชคชะตาของนางได้หรอก

เมื่อนางมาถึงดินแดนเทียนหลาน ทวีปตะวันออก สำนักอันดับหนึ่งของที่แห่งนี้ย่อมต้องเป็น …สำนักอวิ๋นหลาน!

นางรู้สึกได้… โอกาสของนางอยู่ที่นี่แล้ว!

ไม่ผิดแน่ บุรุษรูปงามทั้งสอง เมื่อเห็นนางต่างก็ตะลึงงัน คงจะตื่นตะลึงในความงามของนางกระมัง?

สาวน้อยผู้นี้เผยรอยยิ้มบาง ๆ ค้อมกายคารวะผู้คนรอบด้าน เอ่ยว่า “โม่หลานอีคารวะท่านอาวุโสทุกท่าน”

จี้หยกของโม่หลานอีสั่นไหว จิตวิญญาณของชายชราที่อยู่ในจี้หยกราวกับรับรู้ได้ เขารีบส่งกระแสปราณบอกโม่หลานอี

[เห็นบุรุษผู้สง่างามในชุดขาวผู้นั้นหรือไม่ นั่นคือท่านประมุขสำนักอวิ๋นหลาน เจ้าต้องฝากตัวเป็นศิษย์เขาให้ได้! ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า เจ้าต้องได้เป็นศิษย์คนสุดท้ายของเขาแน่นอน พอเจ้าเป็นศิษย์เขาแล้ว ทรัพยากรของสำนักอวิ๋นหลานก็จะเป็นของเจ้าทั้งหมด ไปเถอะ! ไปแสดงพรสวรรค์ให้พวกเขาดู!]

โม่หลานอีมั่นใจยิ่งนัก ‘ท่านปู่วางใจเถิด ข้าจะต้องทำให้ท่านประมุขสำนักอวิ๋นหลานรับข้าเป็นศิษย์เอง!’

ส่วนจีอู๋ซวงที่ชุดก็ขาดวิ่น ตัวก็ผอมแห้งน่าสงสาร โม่หลานอีจึงไม่แม้แต่จะชายตามอง

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...