โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทหารอากาศขาดรัก! เครื่องบินรบในสงครามโรคระบาด/ยุทธบทความ สุรชาติ บำรุงสุข

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 ก.พ. 2565 เวลา 02.38 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. 2565 เวลา 02.38 น.

ยุทธบทความ

สุรชาติ บำรุงสุข

 

ทหารอากาศขาดรัก!

เครื่องบินรบในสงครามโรคระบาด

 

“กลุ่มนักปฏิรูปทหารเชื่อว่า กองทัพเสพติดอาวุธเทคโนโลยีสมรรถนะสูงที่มีราคาแพง ผลลัพธ์ที่ได้คือ การมีระบบอาวุธจำนวนน้อยแต่มีความซับซ้อน และทำให้การเตรียมความพร้อมรบเป็นปัญหา อันเนื่องมาจากการที่ระบบอาวุธดังกล่าวล้มเหลวได้ง่าย จนทำให้ระบบอาวุธเช่นนี้มีประโยชน์น้อยกว่าระบบอาวุธจำนวนมากที่มีความซับซ้อนน้อยกว่า”

คำวิจารณ์กองทัพอากาศอเมริกัน

Stephen Robinson

The Blind Strategist (2021)

 

บทความนี้ขอเริ่มต้นด้วยขอสังเกตของกลุ่ม “นักปฏิรูปทหาร” ที่ก่อตัวขึ้นในสังคมอเมริกันในยุคหลังสงครามเวียดนาม หรือโดยนัยคือการขับเคลื่อนการปฏิรูปกองทัพอเมริกันก่อนยุคสงครามอ่าวเปอร์เซีย ที่ค้นพบถึงความไร้ประสิทธิภาพของการจัดซื้อจัดหาระบบอาวุธของกองทัพ อันนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เพราะระบบอาวุธราคาแพงนั้น กลับเป็นปัญหาในตัวเอง จนบรรดานักปฏิรูปกองทัพอเมริกันได้หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญประการหนึ่งในการเคลื่อนไหว

ดังนั้น สภาวะของการ “เสพติดอาวุธใหม่” ที่มีเทคโนโลยีสมรรถนะสูงเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งมักจะมีราคาแพงนั้น กลายเป็น “วัฒนธรรมทหาร” ประการหนึ่งที่ถูกนำมาวิพากษ์อย่างมากในขณะนั้น

และบางทีเราคงต้องยอมรับว่า อาการเสพติดเช่นนี้ก็ปรากฏในกองทัพของประเทศอื่นๆ ไม่แตกต่างกัน เพราะสำนักคิดแบบ “อาวุธนิยม” ต้องการอาวุธใหม่เทคโนโลยีสูงเสมอ จนขาดข้อคิดคำนึงในทางยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องไปอย่างน่าเสียดาย

และสำนักนี้มักเห็นกองทัพในมิติเดียวคือ การพัฒนากองทัพคือ “การซื้ออาวุธใหม่” และเชื่ออย่างง่ายๆ อีกว่าการไม่ซื้ออาวุธใหม่จะทำให้กองทัพอ่อนแอลง

เสมือนหนึ่งพลังอำนาจทางทหารผูกติดอยู่กับปัจจัยเดียวคือ การมี “อาวุธใหม่” เท่านั้น

 

อาวุธในสงครามโรคระบาด

สังคมไทยต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาตั้งแต่ปี 2563 ต่อเนื่องเข้าปี 2564 และปี 2565 อย่างน่ากังวล จนเสมือนกับเรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ “สงครามโรคระบาด” ที่ยังมองไม่เหมือนจุดสิ้นสุด

ซึ่งการเข้าสู่สงครามในปีที่สามนั้น ประเทศย่อมบอบช้ำจากปัจจัยเชิงลบต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในมิติของชีวิตประชาชนโดยรวม ที่ถูกกระทบอย่างมากทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ จนอาจต้องยอมรับว่าสงครามโรคระบาดครั้งนี้เป็นวิกฤตใหญ่ที่สุดที่ไทยเคยเผชิญ

หรือที่นักวิชาการในยุโรปกล่าวเปรียบเทียบว่า ไม่มีภัยคุกคามอะไรใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 เท่ากับการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน

สงครามโรคระบาดในปี 2565 ยังคงมีแนวโน้มที่ขยายตัวมากขึ้น และเกิดการกระจายอย่างรวดเร็วจากการกลายพันธุ์ที่เป็นเชื้อ “โอมิครอน” ดังที่ปรากฏให้เห็นชัดจากการระบาดที่เกิดขึ้นในสังคมตะวันตก จนการแพร่ระบาดของเชื้อโอมิครอนเป็น “โจทย์หลัก” ที่สำคัญของโลกปัจจุบัน ซึ่งไทยเองก็ไม่ต่างจากหลายประเทศในเวทีโลกที่ยังต้องรับมือกับการระบาดไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา และเป็นการก้าวสู่ปีที่ 3 ของสงครามชุดนี้ที่ท้าทายต่อขีดความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤตของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางการระบาดของโอมิครอนนั้น สังคมไทยยังเผชิญกับ “โจทย์ใหม่” คือ โรคระบาดในสุกร ที่นำไปสู่การเสียชีวิตของหมูเป็นจำนวนมาก และส่งผลให้เกิดการขาดแคลนเนื้อหมู จนทำให้ราคาหมูที่เป็นอาหารพื้นฐานของคนในสังคมไทยขยับตัวสูงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ในขณะเดียวกันก็พาราคาสินค้าอื่นๆ เช่น เนื้อไก่และไข่ไก่ แพงตามไปด้วย ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อชีวิตของผู้คน อันทำให้ชีวิตของหลายครอบครัวในสังคมตกอยู่ในวิกฤตขนาดใหญ่อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน…

สงครามชีวิตของหลายครอบครัวดำเนินไปอย่างโหดร้าย และมองเห็นว่าจะชนะสงครามชุดนี้อย่างไร

ปัญหาเช่นนี้จึงเป็นเหมือนภาวะ “สงครามซ้ำซ้อน” คือประเทศเผชิญกับ “สงครามโรคระบาด” และผู้คนในสังคมเผชิญกับ “สงครามชีวิต” ที่มีผลกระทบต่อชีวิตของคนในสังคมอย่างรุนแรง รวมทั้งการต้องแบกรับปัญหาค่าครองชีพในปัจจุบัน… ประเทศบอบช้ำจากสงครามโรคระบาดเช่นใด คนในสังคมก็บอบช้ำจากสงครามชีวิตเช่นนั้น จนอาจเปรียบเทียบได้ว่าสังคมไทยก้าวสู่ “ยุคข้าวยากหมากแพง” อย่างแท้จริง และเป็นดัง “มิคสัญญีของชีวิต” ที่หลายครอบครัวต้องเผชิญในขณะนี้

ในสภาวะเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาสนใจเรื่อง “รัฐสวัสดิการ” ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของภาครัฐที่จะต้องดูแลชีวิตของประชาชนในยามวิกฤต

และการทำหน้าที่เช่นนี้จะสะท้อนให้เห็นได้จากการใช้งบประมาณของรัฐบาล เพราะการจัดสรรงบประมาณจะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงทิศทางและการจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลในการแก้ปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะการจัดสรรงบเพื่อพยุงชีวิตของผู้คนในยามยาก ที่มีเสียงเรียกร้องจากภาคสังคมมากขึ้น

ฉะนั้น ในสงครามโรคระบาดและในสงครามชีวิต ที่ส่งผลกระทบในหลายๆ ด้านต่อชีวิตของผู้คน จึงทำให้เกิดเสียงคัดค้านรัฐบาลในการใช้งบประมาณด้านการทหาร เพราะหลายฝ่ายในสถานการณ์เช่นนี้มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า รัฐบาลไทยควรจะใช้งบประมาณในการแก้ปัญหาโรคระบาด และดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน มากกว่าจะนำไปใช้ในการซื้ออาวุธ

อีกทั้งมองไม่เห็นว่า ยุทโธปกรณ์ที่กองทัพต้องการสำหรับ “สงครามทางทหาร” นั้น จะมีความจำเป็นต่อการแก้ไขปัญหา “สงครามชีวิต” ที่วันนี้มี “สงครามโรคระบาด” เป็นแรงขับเคลื่อนได้อย่างไร

อีกทั้งคนส่วนใหญ่ในสังคมคิดคล้ายกันว่า ไทยไม่ได้เผชิญกับภัยคุกคามทางทหารจากรัฐข้าศึก หรือมีข้อพิพาทที่อาจนำไปสู่การใช้กำลังโดยตรงกับรัฐอื่น จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหายุทโธปกรณ์สมรรถนะสูง

 

มองต่าง-คิดต่าง-เห็นต่าง!

รัฐบาลและผู้นำทหารคงต้องยอมรับว่า ทัศนะของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกับฝ่ายทหาร คนอยากเห็นรัฐบาลแก้ปัญหาสงครามโรคระบาด และสงครามชีวิตที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่อย่างแสนสาหัส

แต่คำตอบที่ได้ในอีกด้านหนึ่งคือ กองทัพอากาศเตรียมจัดทำงบประมาณเพื่อขอซื้อเครื่องบินรบฝูงใหม่ และข่าวนี้เริ่มปรากฏจากการนำเสนอของสื่อในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 โดยผู้บัญชาการทหารอากาศกล่าวว่า เครื่องบินขับไล่ เอฟ-35 เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

แม้ต่อมา กองทัพอากาศจะไม่ยอมรับตรงๆ ว่าจะจัดซื้อเครื่องบินรบแบบใด แต่ก็เป็นที่รับรู้กันว่าในความเป็นจริงนั้น กองทัพอากาศต้องการจัดซื้อเอฟ-35 (ซึ่งว่าที่จริง ไม่มีเหตุผลอะไรที่กองทัพอากาศจะทำลับๆ ล่อๆ เพราะมีข่าวนำร่องมาก่อนแล้วว่า ทอ.จะซื้อเครื่องบินชุดนี้)

ผู้นำทหารคงต้องยอมรับความจริงว่า ข่าวรับปีใหม่ 2565 จากกองทัพอากาศ ไม่ใช่เรื่องที่น่าอภิรมย์ใจในยามที่สังคมกำลังเผชิญกับวิกฤตต่างๆ อย่างรอบด้าน และยังมองไม่เห็นว่าสังคมไทยจะฟื้นตัวได้จริงจากวิกฤตที่รุมเร้าเหล่านี้ได้อย่างไร

แต่กองทัพอากาศก็นำเสนอ “ของขวัญปีใหม่” ให้สังคมไทยได้อย่างไม่คาดคิด

จนเสมือนกองทัพอากาศไม่ตระหนักถึงบทเรียนจากแรงต้านและเสียงคัดค้านก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้นกับการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ จนในที่สุดผู้บัญชาการทหารเรือปัจจุบัน ได้ตัดสินใจยุติปัญหานี้ ด้วยการไม่เสนอของจัดซื้อเรือดำน้ำลำที่ 2 อีก

แต่กองทัพอากาศกลับพลิกความคาดหมายด้วยการประกาศเตรียมจัดซื้อเครื่องบินรบฝูงใหม่ และพยายามจะสร้างแรงจูงใจให้สังคมเห็นพ้องด้วยการเอาราคามาเป็นข้อเสนอ โดยกองทัพอากาศเชื่อว่าจากราคาเครื่องเปล่าแต่เดิมจาก 142 ล้านเหรียญต่อเครื่อง ปัจจุบันลดลงเหลือ 82 ล้านเหรียญ และกองทัพอากาศถึงกับนำเสนอว่า ไทยจะสามารถต่อรองได้ในราคาประมาณ 70 ล้านเหรียญต่อเครื่อง

พร้อมกันนี้คณะรัฐมนตรีในวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา ได้อนุมัติงบประมาณเพื่อเตรียมการจัดซื้อครั้งนี้ เป็นมูลค่าสูงถึง 1 หมื่น 3 พัน 800 ล้านบาท

ในยามวิกฤตเช่นนี้ คนส่วนใหญ่ย่อมมองต่างมุมที่ไม่เห็นถึงความจำเป็นในการจัดหาเครื่องบินรบ เพราะก่อนหน้านี้ ทอ.เพิ่งใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดซื้อเครื่องบินฝึกแบบเอที-6 จากสหรัฐ จำนวน 8 ลำ ที่มีมูลค่า 4 พัน 5 ร้อยล้านบาทในตอนกลางเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา (รายการจัดซื้อทั้งสองครั้งรวมกันสูงถึง 18,300 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม กองทัพอากาศนำเสนอด้วยการเอาปัจจัยราคามาเป็นข้อต่อรองว่า ถ้าไม่ซื้อตอนนี้แล้ว ราคาอาจจะขยับขึ้นในอนาคต

บางทีผู้นำทหารอากาศอาจจะต้องคิดด้วยวิจารณญาณว่า การจัดซื้ออาวุธหลักที่มีมูลค่าสูงเช่นเครื่องบินรบนั้น ไม่ใช่รายการซื้อของในเว็บไซต์ที่ต้องมีเวลาซื้อ… ถ้าไม่ซื้อเวลานี้ สินค้าจะขึ้นราคา

เพราะรัฐบาลไทยคงไม่ซื้อเครื่องเอฟ-35 ของบริษัทล็อกฮีต มาร์ติน ผ่านเว็บไซต์แบบ Shopee หรือ Lazada ที่ผู้ซื้อมักถูกบีบให้ตัดสินใจซื้อด้วยเงื่อนไขเวลาลดราคาสินค้า

แต่โดยหลักการแล้ว การลงทุนการซื้อยุทโธปกรณ์สมรรถนะสูงราคาแพงต้องการคำตอบเรื่องของความต้องการทางยุทธศาสตร์ มากกว่าจะมาจากแรงจูงใจในเรื่องของราคา

 

หลงฟ้า-หลงทิศ

ในทำเนียบกำลังรบที่ปรากฏในรายงานระหว่างประเทศ กองทัพอากาศไทยมีเครื่องบินขับไล่แบบเอฟ-16 ทั้งแบบเอ (38) และบี (15) รวม 53 เครื่อง มีเครื่องขับไล่โจมตีแบบกริพเพน ทั้งแบบซี (7) และดี (4) รวม 11 เครื่อง และเครื่องบินโจมตีแบบอัลฟาเจ็ต รวม 16 เครื่อง

ซึ่งกำลังรบเช่นนี้ไม่ใช่กองทัพอากาศขนาดเล็กในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ผู้นำทหารคงต้องตอบในอีกด้านว่า ภัยคุกคามทางทหารที่ไทยเผชิญในขณะนี้คืออะไร และมีความจำเป็นทางยุทธศาสตร์เพียงใดที่ต้องจัดหาเครื่องบินรบฝูงใหม่ในขณะนี้ เพราะเครื่องบินรบที่ไม่รองรับต่อความต้องการทางยุทธศาสตร์ของประเทศนั้น เป็นได้เพียงเครื่องบินที่ “หลงฟ้า”

ถ้าผู้นำทหารไทยยังครองสติสัมปชัญญะได้บ้าง อยากขอให้ช่วยตระหนักถึงวิกฤต 2 ชุดที่เป็นภัยคุกคามที่แท้จริง คือสงครามโรคระบาดและสงครามชีวิตที่คนในสังคมไทยส่วนใหญ่กำลังเผชิญเป็นมหันตภัยใหญ่

อีกทั้งผู้นำกองทัพควรต้องตระหนักว่า งบประมาณทหารเป็นเงินที่มาจากภาษีของประชาชน และประชาชนอยากเห็นรัฐบาลใช้งบที่ตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาที่เป็นวิกฤตของประเทศ โดยเฉพาะในยามนี้ คงต้องยอมรับความจริงว่าคนในสังคมมองต่างมุมกับผู้นำทหารอย่างมาก “สงครามทางทหาร” ที่ฝ่ายกองทัพพยายามเสนอ เพื่อให้คนสนับสนุนในการจัดซื้อนั้น ไม่ใช่วาทกรรมที่คนส่วนใหญ่จะตอบรับเช่นกรณีของเรือดำน้ำ

บางที ทอ.จะได้เป็น “ทหารอากาศขาดรัก (จากประชาชน)” จริงๆ ไม่ใช่ทหารอากาศขาดรักในเพลงลูกทุ่ง!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...