โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ไมเนอร์ฟู้ด เร่งปูพรมสาขา รับร้านอาหารดีดกลับ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 มี.ค. 2566 เวลา 10.56 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. 2566 เวลา 10.56 น.

“ไมเนอร์” เดินหน้าปูพรมสาขา “ไทย-จีน-ออสเตรเลีย” รับตลาดร้านอาหารดีดกลับ มั่นใจเทรนด์ dine-in กระแสแรง หลังสถานการณ์โควิด-19 ผ่านพ้น ท่องเที่ยวคึกคักหนุนจับจ่ายสะพัด ตั้งเป้าอีก 3 ปี ทะลุ 3,400 สาขา

นายชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของไมเนอร์ฟู้ด กรุ๊ป ผู้บริหารร้านอาหารรายใหญ่ที่มีสาขาทั้งในไทยและต่างประเทศ อาทิ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, ซิซซ์เล่อร์, เบอร์เกอร์ คิง, เดอะคอฟฟี่ คลับ, ริเวอร์ไซด์ ฯลฯ เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจปี 2566 ในงาน Opportunity Day (2 มี.ค.) ว่าธุรกิจร้านอาหารในภาพรวมตอนนี้อยู่โหมดที่เรียกว่า back to growth หรือกลับมาสู่การเติบโตอีกครั้ง

และภาพรวมของธุรกิจร้านอาหารจะเป็นในลักษณะที่เป็น V-shape recovery การฟื้นตัวค่อนข้างเด่นชัด โดยเฉพาะตลาดในประเทศจีน ที่ขณะนี้สถานการณ์โควิด-19 ได้ผ่านไปแล้ว ทางการจีนไม่มีการล็อกดาวน์แล้ว จากนี้ไปจะได้เห็นการกลับมาของการนั่งรับประทานอาหารในร้าน หรือ dine-in ที่จะกลับมาเติบโตมากขึ้น

นายชัยพัฒน์กล่าวด้วยว่า นอกจาก dine-in แล้ว บริษัทยังเสริมด้วยการทำ ลอยัลตี้โปรแกรม เพื่อขับเคลื่อนการเข้ามาใช้บริการของลูกค้า เพิ่มความถี่มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีแผนจะขยายการเติบโตร้านอาหาร RIVERSIDE ที่เป็นร้านอาหารประเภท casual dining และจะมีความแอ็กทีฟมากขึ้น โดยจะโฟกัสไปที่เมืองที่มีกำลังซื้อสูง

สำหรับตลาดในประเทศไทย ที่ขณะนี้ภาพรวมการจับจ่ายเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนจากธุรกิจท่องเที่ยวที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากการรีเฟรช แบรนด์ โดยจะมีโปรแกรมการฟื้นฟู (revitalization) แบรนด์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง หลาย ๆ แบรนด์ก็จะมีการขยายสาขาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นไปที่สาขาที่เป็น innovative formats ที่มีหลายรูปแบบ เพื่อเพิ่มโปรดักทิวิตี้และยอดขายด้วย

ส่วนตลาดออสเตรเลียขณะนี้ dine-in ก็กลับมาเพิ่มมากขึ้น โดยบริษัทจะใช้ทำแบรนด์รอยัลตี้ ผ่านเรื่องดิจิทัลแอป เพื่อขับเคลื่อนการกลับเข้ามาใช้บริการและเพิ่มความถี่ในการเข้ามาใช้บริการ รวมถึงการขยายฐานลูกค้าออกไปยังกลุ่มใหม่ ๆ และจะมีการขยายสาขาเพิ่มเติม โดยจะเน้นไปที่สาขาของแฟรนไชส์

“การกลับมาฟื้นตัวของตลาดหลัก ๆ ทั้งในจีน ไทย และออสเตรเลีย ดังกล่าวจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งรายได้ และกำไร โดยปีที่ผ่านมาเรามีร้านอาหารในเครือมากกว่า 2,500 ร้านอาหาร และคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือในปี 2025 จะมีจำนวนร้านอาหารมากกว่า 3,400 ร้านอาหาร และคาดว่าสำหรับปีนี้ในแง่รายได้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 20%” นายชัยพัฒน์กล่าว

รายงานข่าวจากบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลประกอบการกลุ่มร้านอาหารว่า ในไตรมาส 4/2565 ยอดขายโดยรวมทุกสาขา (รวมยอดขายสาขาแฟรนไชส์) เติบโต 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือมีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 7,266 ล้านบาท โดยสัดส่วนหลักมาจากประเทศไทย 61% จีน 11% ออสเตรเลีย 11% และอื่น ๆ 17%

ณ สิ้นไตรมาส 4 ที่ผ่าน ไมเนอร์ฟู้ด มีสาขาร้านอาหารทั้งสิ้น 2,531 สาขา แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทลงทุนเอง 1,264 สาขา หรือคิดเป็นสัดส่วน 50% ของสาขาทั้งหมด สาขาแฟรนไชส์ 1,267 สาขา หรือ 50% โดยเป็นสาขาภายใต้กลุ่มธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย 1,904 สาขา หรือ 75% และเป็นสาขาภายใต้กลุ่มธุรกิจร้านอาหารอื่น 627 สาขา หรือ 25% ครอบคลุม 24 ประเทศ ในทวีปเอเชีย โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง ยุโรป ประเทศเม็กซิโก และประเทศแคนาดา

สำหรับยอดขายโดยรวมทุกสาขาของกลุ่มธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยเติบโต 20.2% ในไตรมาส 4/2565 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากยอดขายต่อร้านเดิมที่เติบโต 4.1% และการเปิดสาขาใหม่ของหลายแบรนด์ ซึ่งรวมถึง เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, สเวนเซ่นส์, แดรี่ ควีน, เบอร์เกอร์ คิง, บอนชอน และคอฟฟี่ เจอนี่

โดยสาขาร้านอาหารที่เปิดใหม่ของไมเนอร์ ฟู้ด ได้รับการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะกับแบรนด์และสถานที่ตั้งมากขึ้น เช่น แดรี่ ควีน ได้เปิดตัวพ็อปอัพสโตร์แห่งแรกในทวีปเอเชีย ซึ่งนำเสนอประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับลูกค้า ด้วยตู้เกมสไตล์ญี่ปุ่นที่สามารถโต้ตอบได้แบบทันที ตู้ปัญญาประดิษฐ์ และเมนูพิเศษเฉพาะช่วงเวลา

ในขณะที่เบอร์เกอร์ คิง ได้เปิดตัวแฟลกชิปสโตร์แห่งแรกในเอเชีย ที่นำเสนอเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เตาย่างเนื้อที่มีเปลวไฟอันเป็นเอกลักษณ์ ล็อกเกอร์เก็บความร้อนอัจฉริยะ เพื่อควบคุมคุณภาพของบริการการจัดส่งอาหารให้ดียิ่งขึ้น และสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่คำนึงถึงแนวทางด้านความยั่งยืน

สำหรับภาพรวมของธุรกิจร้านอาหารปี 2565 ที่ผ่านมา ยอดขายโดยรวมเติบโต 20.01% เมื่อเทียบกับปีก่อน (หรือประมาณ 27,000 ล้านบาท) โดยเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของธุรกิจในประเทศไทยและออสเตรเลีย

ส่วนยอดขายต่อร้านเดิมของกลุ่มธุรกิจร้านอาหารทั้งหมดเติบโต 8% โดยการฟื้นตัวของยอดขายผ่านช่องทางการนั่งรับประทานภายในร้านในทุกภูมิภาค สามารถหักลบสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่ท้าทายในประเทศได้เต็มจำนวน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...